sports

ฉลามเขียว : กลัวพลเอกประยุทธ์ใจฝ่อ

อ่อนไหวยิ่ง เปราะบางนัก สถานการณ์ไล่ล่าตามจับ ธัมมชโย  มาดำเนินคดีตามกฎหมายรับของโจรกับฟอกเงิน ของ “กรมสอบสวนคดีพิเศษ” เมื่อเดินมาถึงวันที่ 5 ของปฏิบัติการ ตอนสายๆ 20 ก.พ.2560  นายฉลามเขียว ก็ใจหายวาบ  เมื่อมีเลือดของพระสงฆ์ธรรมกายไหลออกมาแล้ว  เป็นสีแดง  ผมก็กลัวจับจิต  กลัว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะใจฝ่อซะก่อน แต่เมื่อตรวจสอบข่าวละเอียดแล้ว หลายคนแวดล้อมท่านพูด ทำให้ผมมั่นใจ พล.อ.ประยุทธ์ไม่ฝ่อแน่นอน ไก่อู  พล.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด เป็นโฆษกรัฐบาล  แม้คำแถลงของโฆษก  ไม่หนักแน่นเท่าได้ยินจากปากของพล.อ.ประยุทธ์เอง แต่ก็เชื่อว่า  ฮิ้นมาจากพล.อ.ประยุทธ์ ผมจึงเชื่อว่า นี่คือสัญญาณชัดเจน…พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ใจฝ่อ “หลักการสำคัญในเรื่องนี้คือการบังคับใช้กฎหมายต้องดำเนินการอย่างจริงจัง ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นจุดที่เรียกว่าเป็นลัทธิตัวอย่าง ที่กฎหมายไม่สามารถเข้าไปดำเนินการได้  เราจะยอมให้เป็นอย่างนั้นไม่ได้ ทุกพื้นที่ต้องสามารถบังคับใช้กฎหมายได้ และที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ก็ระมัดระวังอย่างยิ่งในการปฏิบัติการ เพราะเป็นเรื่องที่อ่อนไหว นายกฯยังพูดในที่ประชุมคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินเชิงยุทธศาสตร์วันนี้ ว่าหลายคนบอกว่าเข้าใจแล้วว่าประเด็นวัดพระธรรมกายเกิดจากอะไร แต่อยากให้บังคับใช้กฎหมายให้เสร็จสิ้น สะเด็ดน้ำโดยเร็ว แต่พอเจ้าหน้าที่เริ่มปฏิบัติคนเดิมก็มาบอกว่าต้องระมัดระวัง เพราะเป็นเรื่องอ่อนไหว อย่าให้กระทบกระทั่งกัน  เพราะฉะนั้น หากจะฟังคำพูดแล้วเหมือนเข้าใจ แต่ในทางปฏิบัติมันค่อนข้างลำบาก ขอประชาชนอย่าเป็นห่วงเรื่องนี้ นายกฯกำชับอยู่แล้ว ทั้งตำรวจ ดีเอสไอ ให้มีความยืดหยุ่นในการปฏิบัติหรือบังคับใช้กฎหมาย ขณะเดียวกันต้องระมัดระวังไม่ให้เกิดการปะทะ” ตัวผมเคยเขียนไว้ว่า จะยังไม่เขียนเรื่องราวของธรรมกาย แม้ว่าตัวผมจะเพิ่งเขียนในชื่อเรื่อง โค่นลัทธิล่อลวงบริจาคเงินมโหฬารในไทยพุทธ  เมื่อวันที่ 13 ก.พ.2560  ห่างมาแค่ 3 วัน 16 ก.พ.2560 ท่านนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ ก็ใช้อำนาจมาตรา 44 ยึดวัดธรรมกายเป็น “ พื้นที่ควบคุมพิเศษ ” ส่ง เจ้าหน้าที่เข้าปิดล้อม สั่งให้คนออกจากวัด  คนนอกเข้าไม่ได้  เพื่อตามหาธัมมชโย ผมเขียนล่วงหน้า 3 วันยังกะรู้  แต่ทำไมผมยังไม่เขียนรประเด็นยึดวัดด้วยเหตุผล 2 ประการ  1.ไม่แน่ใจว่าธรรมกายเป็นลัทธิล่อลวงบริจาคเงินมโหฬารรึไม่ 2.ไม่แน่ใจว่าการยึดวัดธรรมกายเป็นงานโชว์รึไม่  บัดนี้ ผมแน่ใจแล้วว่า ธรรมกายไม่ใช่ลัทธิล่อลวงบริจาคเงิน  และไม่ใช่งานโชว์ของรัฐบาล  แต่พล.อ.ประยุทธ์ ทำเพื่อสะสางให้พุทธศาสนาผ่องแพ้ว  ตัวผมจึงถึงโอกาสเขียนเรื่องนี้  …เขียนเพื่อให้กำลังใจพล.อ.ประยุทธ์ วันนี้ผมขอเขียนหนังสือเชียร์ พล.อ.ประยุทธ์ อย่างเต็มๆเลยนะครับ คำพูดง่ายๆของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร เมื่อเช้า 20 ก.พ.2560 “ วัดธรรมกายไม่ได้อยู่เอกเทศ แต่ขึ้นอยู่กับมหาเถรสมาคม”   นั่นทำให้เราคนไทยพุทธเข้าใจได้อย่างลึกซึ้ง  โดยทันที ขณะที่ “สุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ ” รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมก็ได้พูดออกมาว่า จับธัมมชโยได้หรือไม่ไม่ใช่ประเด็นสำคัญแล้ว แต่มันสำคัญอยู่ที่ว่า มหาเถรสมาคมต้องช่วยแก้ปัญหาด้วย พระพุทธศาสนาในประเทศไทยอ่อนแอลง จนเกิดสำนัก เกิดลัทธิประหลาดๆขึ้นมากมาย  เพราะ มหาเถรสมาคมอ่อนแอรึไม่ เป็นประเด็นที่คนไทยจะได้ถกเถียงกันต่อไป  ถ้าเห็นว่ามหาเถรสมาคมปวกเปียก  แล้วฝ่ายทางโลก  ที่ประกอบด้วย  ไทยพุทธ  ผู้ถืออำนาจรัฐ จะช่วยกันประคองมหาเภรสมาคมให้กลับมาเป็นองค์กรที่มีพลังอำนาจคุมภิกษุสงฆ์ได้จริง ได้อย่างไร    ตัวผมเห็นว่า วัดธรรมกาย   คงทำกิจกรรมทางศาสนาเหมือนเมื่อก่อนไม่ได้อีก  ธัมมชโย ถ้าเจ้าหน้าที่รัฐเจอตัวเมื่อไหร่ก็จับดำเนินคดี  ที่เชื่ออย่างนี้เพราะผมมั่นใจว่า  พล.อ.ประยุทธ์จะไม่ยกเลิกคำสั่งมาตรา 44 ให้วัดธรรมกายเป็นพื้นที่ควบคุมพิเศษ   คำสั่งนี้เป็นกฎหมาย  เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ไม่สั่งยกเลิกมันก็จะอยู่เป็นกฎหมายตลอดไป  ถ้านักการเมืองเข้ามาเป็นรัฐบาลประชาธิปไตยจะยกเลิก  ก็ต้องออกเป็นพระราชบัญญัติ  ซึ่ง…ยาก ผมขอให้พล.อ.ประยุทธ์ยึดวัดพระธรรมกายไว้อย่างนี้ตลอดไป  แล้วให้เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี เข้าไปเป็นผู้บริหารจัดการนำพื้นที่วัด 2,000 ไร่มาใช้ในกิจการพุทธศาสนา  รวมทั้งตึกรามมากมายนั้น จะแบ่งสักส่วนเป็นที่ทำงานของมหาเถรฯก็คงจะดูดี ขณะนี้ พื้นที่ทั้งหมดของวัดธรรมกายอยู่ภายใต้อำนาจของพล.อ.ประยุทธ์  เมื่อไม่ใจฝ่อก่อนแน่นอน  ก็ขอให้ท่านนายกฯเดินหน้าสะสางให้จบ 1.ตั้งด่านตรวจถาวรทุกประตูตลอด 24 ชั่วโมง อย่าให้อาหารเข้าไป  อย่าให้คนเข้าไป 2.จงรู้ว่าสิ่งที่จะทำให้พล.อ.ประยุทธ์แพ้ทันทีคือ มีการปะทะ มีสถานการณ์เลือดเปื้อนจีวร  ก็จงกำชับเจ้าหน้าที่ของท่าน…อย่าหลงกลปะทะ 3..จัดตั้งคณะสงฆ์ชุดใหม่ขึ้นมาบริหารวัด 4.กอบกู้มหาเถรสมาคม   ฉลามเขียว 20 กุมภาพันธ์ 2560   ข่าวที่เกี่ยวข้อง  


ถ่านหินสะอาด ข้ออ้างหรือทางออก?

การประกาศเดินหน้าโรงไฟฟ้าถ่านหินที่กระบี่จุดชนวนให้เกิดการถกเถียงกันใหญ่โตถึงความเหมาะสมของการใช้ถ่านหินผลิตไฟฟ้า และทางเลือกอื่นๆที่น่าจะสร้างสรรค์ทันโลกกว่านี้ รัฐบาลยืนยันว่าจะใช้ “ถ่านหินสะอาด” แต่ถ่านหินสามารถเป็นแหล่งพลังงานสะอาดได้จริงหรือ นี่คือข้ออ้างหรือทางออกที่สวยงามกันแน่? [ View the story “ถ่านหินสะอาด ข้ออ้างหรือทางออก?” on Storify ]  


ฉลามเขียว : พล.อ.ประยุทธ์ – โซเชียล – คนดี

จะควบคุมนักข่าวด้วยกฎหมายนั้นยังไงก็คุมไม่ได้ เพราะนักข่าวมีเจ้านายที่น่าเกรงขามมากสุดอยู่แล้ว คือ ประชาชน ที่เป็นผู้บริโภคข่าวสารของนักข่าว และโซเชียลมีเดียที่เป็นเครื่องมือให้ประชาชนตรวจสอบได้รวดเร็วยิ่งขึ้น   “วันนี้ทุกคนคงรับรู้แล้วว่า สื่อโซเชียลนั้น มีอิทธิพลสูงและแพร่กระจายออกไปได้อย่างกว้างขวาง ทั้งในสังคมไทยและโลกอย่างรวดเร็ว ทุกคนสามารถเป็นผู้สื่อข่าวหรือสร้างข่าวได้เอง ผู้คนสามารถเสพข้อมูลรับรู้เรื่องราวต่าง ๆ ได้รวดเร็วเป็นวินาที หรือเสี้ยวนาที สิ่งที่เป็นอันตรายมากที่สุดคือ การสร้างการรับรู้ที่ผิด ๆ บิดเบือนไปโดยไม่ใช่ข้อเท็จจริง ซึ่งเราไม่อาจจะแก้ไขได้อย่างรวดเร็ว เพราะจะยากขึ้นเรื่อย ๆ ใครพูดก่อน ใครเขียนก่อน ได้ก่อนทำนองนั้น บางอย่างนั้นผิด แล้วก็สร้างที่ผิด ๆ ไปแล้วคนก็เชื่อไปแล้ว อันนี้มีปัญหา เมื่อออกไปสู่สังคมโลกแล้วนั้น ก็เสียไปทั้งตัวเอง ทั้งประเทศชาติและผลประโยชน์ส่วนรวมก็หายไป ผมขอความร่วมมือให้ทุกคนทุกภาคส่วนได้พึงระลึก และแจ้งเตือนกันช่วยกันทำความเข้าใจหาข้อมูลให้ดี รัฐบาลพร้อมจะตอบคำถาม ก่อนที่จะแสดงความคิดเห็นใด ๆ ที่เป็นความขัดแย้ง ทั้งนี้เพื่อหวังผลแต่เพียงว่า ให้สถานการณ์สงบไม่วุ่นวายเราจะได้ใช้เวลาในการแก้ปัญหาความขัดแย้งหรือแก้ไขปัญหาภายใน ไม่ว่าจะเรื่องเศรษฐกิจ สังคม หรืออื่น ๆ”  พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา  นายกรัฐมนตรี กล่าวท่อนต้น ในรายการ “ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ออกอากาศทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย วันศุกร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 20.15 น. ก็พอดีโช้ะ  กับที่  นายฉลามเขียว ตั้งใจไว้ว่าวันอาทิตย์ 12 ก.พ.2560 ซึ่งเป็นข้อเขียนวิเคราะห์สานการณ์ทางการเมืองในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา  โดยพบว่าได้เกิดปรากฏการณ์  “โซเชียลพิฆาตโซเชียล”  ขึ้นมาอย่างคมคาย  จึงขอนำทุกเหตุการณ์มาประกอบกัน แล้วให้คำตอบแก่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่า  ที่ท่านกล่าวข้างต้นนั้นถูกต้องแล้ว  มีอะไรรัฐบาลจะต้องชี้แจงทันที  แต่…


ผ่าประวัติ ‘นักวิชาการ-ผู้ทรงคุณวุฒิ’ ปรองดองชุด ‘บิ๊กป้อม’

อดีต กปปส.-แม่น้ำห้าสาย ยกทัพร่วมเวทีปรองดอง ฉบับบิ๊กป้อม โครงสร้างคณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดอง ชุด พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน นอกจากคณะอนุกรรมการ 4 คณะ ได้แก่คณะรับฟังความเห็น คณะบูรณาการ คณะข้อตกลง และคณะประชาสัมพันธ์  กำกับดูแลโดยผู้นำระดับสูงของกองทัพ ที่น่าสนใจไม่แพ้กัน คือ บัญชีรายชื่อที่ปรึกษา ซึ่งประวัติ”นักวิชาการ-ผู้ทรงคุณวุฒิ” ที่จะมาร่วมรัฐบาลสานฝันเรื่องการปรองดองให้เป็นจริง จำนวน 20 คนแต่ปฏิเสธแล้ว 1 คน  เริ่มจาก อนุกรรมการชุดที่ 2  ด้านบูรณาการข้อคิดเห็น นักวิชาการที่น่าจับตามองคือ รศ.ทวีศักดิ์ สูทกวาทิน ประธานสภาคณาจารย์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) รศ.ทวีศักดิ์ สูทกวาทิน เคยเป็นนักเคลื่อนไหวประชาสังคม เป็นหนึ่งในสมาชิกกลุ่มสยามประชาภิวัฒน์ และเข้าร่วมชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ และ กปปส. หลังจากนั้นได้เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)  นอกจากนี้ยังมีนักวิชาการอีก 8 คน ได้แก่ ดร.ถวิลวดี บุรีกุล ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา ทีมนักวิชาการ ของสถาบันพระปกเกล้า และโฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)  รศ.ดร.ทองอินทร์ วงศ์โสธร อดีตอธิการบดี มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช และอดีตที่ปรึกษา รมว.ศึกษาธิการ ในปี พ.ศ.2549 และอดีตประธานคณะอนุกรรมการสภาการศึกษา ด้านนโยบายและแผนการศึกษา ชูนโยบายส่งเสริมการอ่าน นายวรวิทย์ วงษ์สุวรรณ, ศ.เกียรติคุณสุภางค์ จันทวานิช, ศ.ดร.จุลชีพ ชินวรรโณ (กีรตยาจารย์ มธ. สาขาสังคมศาสตร์), รศ.ตระกูล มีชัย (รัฐศาสตร์ จุฬาฯ) และนางสาวปาริชาต สถาปิตานนท์ (นิเศศาสตร์ จุฬาฯ) โดยศาสตราจารย์ ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิต คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นักวิชาการที่มีชื่อเสียงจากการเป็นผู้เขียนรายงานการวิจัยและหนังสือหลายฉบับเกี่ยวกับการทุจริตในประเทศไทย ได้ปฏิเสธการเป็นหนึ่งในอนุกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดอง เช่นเดียวกับปฏิเสธการเป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจให้แก่ คณะปฎิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) เมื่อครั้งรัฐประหาร ก.ย.


ฉลามเขียว : โชว์ของ พล.อ.ประวิตร

เมื่อได้อ่าน 10 ข้อที่ “คณะกรรมการสร้างความปรองดอง” กำหนดขึ้นมา มันเป็นการตีกรอบให้บุคคลจากฝ่ายต่างๆ ที่ถูกเชิญมาพูดๆๆ  และ พูด  ต้องพูดในกรอบ จะออกนอกกรอบ 10 ข้อนี้ไม่ได้   คณะนักข่าวสายทหาร  ของสื่อมวลชนสำนักต่างๆไม่ได้เก่งแต่ข่าวที่เกี่ยวกับทหารเท่านั้นนะ  ประเด็นทางการเมืองก็คมมาก อย่างเช่นเมื่อเช้า 10 ก.พ.2560  นักข่าวสายทหารได้ตั้งคำถาม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ในฐานะผู้อำนวยการใหญ่ผู้สรรค์สร้างการปรองดองที่เริ่มขึ้นแล้วอย่างสมบูรณ์ว่า  มีความคิดเห็นอย่างไร  ที่มีคนตั้งข้อสังเกตว่า  คำถาม 10 ประเด็น เป็นเรื่องเดิม ๆ ที่เคยพูดกันมานานแล้ว ตัวผมเห็นด้วยกับคำถามของนักข่าวสายทหารนี้มาก เพราะเมื่อได้อ่าน 10 ข้อที่ “ คณะกรรมการสร้างความปรองดอง ” กำหนดขึ้นมา มันเป็นการตีกรอบให้บุคคลจากฝ่ายต่างๆที่ถูกเชิญมาพูดๆๆ  และ พูด  ต้องพูดในกรอบ จะออกนอกกรอบ 10 ข้อนี้ไม่ได้ อินเดอะเพ้อเจ้อ…. ศัพท์คำนี้พวกวัยรุ่นเขาชอบใช้กัน เพื่อแดกดันพวกที่เพ้อเกินกำหนด  ผมก็ขอยืมมาใช้เพราะเห็นว่าหล่อดี และผมเชื่อว่าจะเพ้อกันหนัก ตัวผมกลัวมากข้อหาขัดขวางการปรองดอง… และตั้งใจว่าจะไม่เขียนถึงเรื่องปรองดองให้มากมาย  เพราะมีความเชื่อว่ายังไม่ใช่โหลดปรองดองเพื่อเตรียมการเลือกตั้งแท้จริง   ดังนั้นเพื่อให้ตัวเองไม่โดนข้อหา  จึงขอประกาศท่าทีว่า ฉลามเขียวสนับสนุนการดำเนินการปรองดองของท่าน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรณณ อย่างเต็มที่ เพื่อให้ชาติบ้านเมืองของเรากลับคืนสู่ความสงบสุขอย่างแท้จริง คนไทยไม่อยากรู้เท่าไหร่หรอกว่าท่านจะปองดองกันยังไง  คนไทยอยากรับรู้อย่างเดียว ทำยังไงถึงจะมีรายได้เพิ่มขึ้น แต่ก็เอาเถอะนะ  วันนี้สละพื้นที่ให้งานปรองดองสักวัน  เพื่อสนับสนุนรายการโชว์ของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ  ซี่งท่านโดดออกมาเสนอเองรับงาน  เป็นหัวหน้าใหญ่ด้วยตัวเอง  ก็ด้วยปรารถนาดีต่อชาติบ้านเมือง  และก็เชื่อว่าท่านพล.อ.ประวิตร ใจกว้างกล้าพอที่จะรับฟังว่า   มีคนอยากทักท้วง  เพราะ 10 ข้อมันของเก่าทั้งนั้น ถกแถลงกันมานานแล้ว  ไม่มีผลปฏิบัติอะไรเกิดขึ้นเลย …ผู้คนก็ยังเกลียดชังกันอยู่เหมือนเดิม การประชุม “คณะกรรมการอำนวยการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ” ของท่านพล.อ.ประวิตรนัดแรก 9 ก.พ.2560 ถือว่าหล่อมาก เพราะมีบิ๊กทุกเหล่าทัพเข้าร่วมพร้อมพรึ่บ โดยเฉพาะตอนส่งกลับ  ผู้เข้าร่วมประชุมยืนแถวพนมมือไหว้ตามประเพณีไทยเด็กอำลาผู้ใหญ่ ขณะที่รถเบนซ์ของพล.อ.ประวิตร ค่อยๆ เคลื่อนผ่านแถว   เห็นแล้วเปี่ยมบารมี คนไทยส่วนใหญ่อยากรู้…ฉันจะมีรายได้เพิ่มได้อย่างไร แต่ก็เอาเถอะ  เมื่อวันนี้ท่านจะโชว์การปรองดองก็อ่านกันหน่อยนะ 10 หัวข้อที่จะให้หลายฝ่าย รวมทั้ง 70 พรรคการเมือง (ขณะนี้ไม่มีพรรคการเมืองเพราะถูกยุบหมดในวันรัฐประหาร 22 พ.ค.2557 )  เข้ามาพูดๆตามอันดับตัวอักษร เริ่มวันวาเลนไทน์ 14 ก.พ.2560 โดย พล.อ.


‘จิตอาสา ซีพี ออลล์’ เดินหน้าส้งเสริมด้านการศึกษาไทย

รวมพลังเสริมสร้างคุณภาพชีวิตเยาวชน รร.ชุมชนบ้านอุ้มผาง 'จิตอาสา ซีพี ออลล์' เดินหน้าเติมเต็มการศึกษาไทย “การให้” คือ ส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้สังคมน่าอยู่และอนาคตของเด็กไทย คือ อนาคตของชาติ คือพลังที่จะช่วยสร้างสังคมที่ดีในอนาคต ด้วยการส่งผ่านน้ำใจในรูปแบบสิ่งของเครื่องใช้ไปให้ชุมชนในพื้นที่ห่างไกลที่ยังขาดแคลนอยู่ โดยเฉพาะเด็กๆ ในโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ทุรกันดาร โรงเรียนชุมชนบ้านอุ้มผาง เป็นอีกหนึ่งสถานศึกษาในพื้นที่ห่างไกลที่เยาวชนยังขาดแคลนอุปกรณ์ สำหรับการเรียนการสอน ชมรมจิตอาสา ซีพี ออลล์ และพนักงานสำนักปฏิบัติการมณฑลพื้นที่ภาคกลาง และเอ็กซ์ต้าพลัส หน่วยธุรกิจร้านขายยาในเซเว่น อีเลฟเว่น จึงได้รวมตัวกันเพื่อส่งมอบอุปกรณ์การเรียนการสอนและเครื่องกรองน้ำให้กับโรงเรียนชุมชนบ้านอุ้มผาง จังหวัดตาก โดยหวังว่าเด็กๆ ที่นี่จะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นมา นายธานินทร์ บูรณมานิต กรรมการผู้จัดการเเละประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ซีพี ออลล์ ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น ในฐานะประธานผู้ก่อตั้งชมรมจิตอาสาซีพี ออลล์ กล่าวว่า ซีพี ออลล์ มีนโยบายในการส่งเสริมให้พนักงานเซเว่นฯ มีจิตอาสา ที่จะออกไปทำกิจกรรมดีๆ โดยเฉพาะด้านส่งเสริมการศึกษา พัฒนาเยาวชนอย่างต่อเนื่อง โดยร่วมกับชุมชนและสังคมในพื้นที่ต่างๆ อำเภออุ้มผาง เป็นพื้นที่ติดเขตชายแดนไทย-พม่า การเดินทางกว่าจะถึงค่อนข้างยากลำบาก เพราะอยู่ห่างจากตัวเมืองถึง 200 กม. และตลอดเส้นทางคดเคี้ยวไปตามไหล่เขานับได้กว่า 1,219 โค้ง โอกาสที่เยาวชนจะเข้ามาเรียนในตัวเมืองจึงแทบไม่มี ชมรมจิตอาสา พนักงานซีพี ออลล์ จึงได้จัดโครงการ “ยิ้ม ปัน สุข” ให้กับเยาวชนโรงเรียนชุมชนอุ้มผาง เพื่อมอบเครื่องอุปโภค บริโภค โดยเฉพาะโต๊ะเรียน และเครื่องกรองน้ำ ให้เด็กๆ จำนวนกว่า 500 คนได้มีน้ำสะอาดบริโภค มีโต๊ะนั่งเรียนหนังสือที่สะดวกสบายขึ้น “พลังของจิตอาสา หากร่วมกับชุมชนให้เด็กๆ ได้รับโอกาสที่ดีจะช่วยให้เยาวชนได้เรียนหนังสืออย่างมีความสุข และความสุขจะสังเกตได้จากแววตาและรอยยิ้มของเด็ก”นายธานินทร์กล่าว  นายวินัย แดงพัด ผู้อำนวยการโรงเรียนชุมชนบ้านอุ้มผาง บอกว่า โรงเรียนชุมชนบ้านอุ้มผาง เป็นโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็กของอำเภออุ้มผาง ที่เปิดทำการเรียนการสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาล 1 ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ปัจจุบันมีนักเรียนทั้งหมดประมาณ 560 คน ทั้งเด็กสัญชาติไทย พม่า กะเหรี่ยง และลาว ซึ่งจะเรียนใน 2 พื้นที่ คือ รร.ชุมชนบ้านอุ้มผาง จำนวน 500 คน และห้องเรียนนอกสาขา หรือห้องเรียนเคลื่อนที่บ้านยะโม่คี ซึ่งตั้งอยู่ในหมู่บ้านยะโม่คี หมู่บ้านกะเหรี่ยงที่อยู่ห่างออกไปจากรร.บ้านอุ้มผาง 20 กิโลเมตร เพื่อรองรับความต้องการของเด็กในชุมชน ซึ่งมีอยู่จำนวน 60 คน ตรงนี้จะช่วยเปิดโอกาสทางการเรียนรู้ให้กับเด็กที่ไม่มีสัญชาติไทย ได้มีโอกาสทางการศึกษาเหมือนเช่นเด็กไทยทั่วไป” นายวินัย กล่าว ด้วยนักเรียนที่มีจำนวนมาก ทำให้บุคลากรครูที่มีอยู่ไม่เพียงพอต่อความต้องการของนักเรียน อีกทั้งอุปกรณ์การเรียนการสอนยังมีน้อยกว่าจำนวนของนักเรียนที่เข้ามาเรียนในพื้นที่นี้ โดยเฉพาะเด็กกะเหรี่ยง พม่า ซึ่งครอบครัวมีฐานะค่อนข้างยากจน หลายคนไม่มีชุดนักเรียนใส่ ไม่มีถุงเท้า ไม่มีรองเท้าใส่ ต้องรอชุดนักเรียนที่รัฐบาลจะนำมาแจก และยิ่งเด็กสมัยนี้โตเร็วชุดที่มีอยู่เมื่อเวลาผ่านไปก็ไม่สามารถใส่ได้ ที่ผ่านมาทางโรงเรียนได้พยายามระดมทุน เพื่อจัดหาชุดนักเรียนให้แก่เด็กกลุ่มนี้อยู่ตลอดเวลา การเข้ามาช่วยเหลือในด้านอุปกรณ์การเรียนการสอนของเหล่าพนักงานเซเว่นฯและจิตอาสา ซีพี ออลล์ จึงนับเป็นการเติมสิ่งที่ขาดแคลน และแก้ปัญหาที่สำคัญของเด็กๆ ช่วยให้เด็กๆ มีกำลังใจในการมุ่งมั่นศึกษาเล่าเรียนให้สูงขึ้น และเป็นการช่วยแก้ปัญหาของโรงเรียนได้อย่างตรงจุด โดยเฉพาะโต๊ะเรียนสำหรับเขียนหนังสือที่ผ่านมาห้องเรียนหลายห้องขาดโต๊ะเรียนเด็กนักเรียนจำเป็นต้องก้มเขียนหนังสือบนพื้น ซึ่งอาจไม่ถูกสุขลักษณะนัก แต่จากนี้ไปทุกห้องเรียนจะมีโต๊ะเขียนหนังสือ ด้วยความช่วยเหลือจาก “ซีพี ออลล์”


6 ข้อควรรู้ก่อนดู ‘ซูเปอร์โบวล์’ ครั้งที่ 51

อยากชม ‘ซูเปอร์โบวล์’ ให้สนุก ไปดูว่าศึกคนชนคนนัดชิงฯ ครั้งที่ 51 ระหว่าง ‘แอตแลนต้า ฟอลคอนส์ Vs นิวอิงแลนด์ แพทริออตส์’ ปีนี้ มีอะไรบ้างที่ต้องจับตา ศึกอเมริกันฟุตบอล NFL รอบชิงชนะเลิศ หรือ “ซูเปอร์โบวล์” เป็นการแข่งขันกีฬาที่ได้รับความสนใจมากที่สุดรายการหนึ่งของโลก โดยปีนี้จัดเป็นปีที่ 51 และเป็นการโคจรมาพบกันของ 2 ทีมที่มีสถิติดีที่สุด ณ เวลานี้ คือ แอตแลนต้า ฟอลคอนส์ กับนิวอิงแลนด์ แพทริออตส์   ก่อนไปชมการแข่งขันในเช้าวันจันทร์ที่ 6 กุมภาพันธ์นี้ เวลา 06.00 น. ตามเวลาไทย ไปเช็คกันก่อนว่าซูเปอร์โบวล์ปีนี้ มี 6 เรื่องอะไรที่ต้องติดตาม ถ้วยซูเปอร์โบวล์ “วินซ์ ลอมบราดี้” ตั้งกึ่งกลางหมวกของทั้ง 2 ทีม 1. ยอดทีมรับ ปะทะยอดทีมรุก นิวอิงแลนด์ แพทริออตส์ เป็นทีมที่มีสถิติการเล่นเกมรับดีที่สุดใน NFL ช่วงเรกูล่าร์ซีซั่น โดยเสียแต้มให้คู่แข่งน้อยที่สุดในลีก ส่วนแอตแลนต้า ฟอลคอนส์ แม้เกมรับจะไม่ค่อยดี รั้งอันดับที่ 27 จากทั้งหมด 32 ทีม แต่เป็นทีมที่เล่นเกมรุกได้ดีที่สุด มีสถิติอันดับหนึ่งของลีก ทั้งการทำแต้ม และระยะที่ทำได้ในการเล่นแต่ละครั้ง รวมถึงระยะในการผ่านบอล เกมนี้ เกจิให้แพทริออตส์ เป็นต่อด้วยประสบการณ์คว้าแชมป์ซูเปอร์โบวล์มาแล้ว 4 สมัย และสถิติที่ดีกว่าในเรกูล่าร์ซีซั่น (ชนะ 14 แพ้ 2) เมื่อเทียบกับฟอลคอนส์ ซึ่งยังไม่เคยคว้าแชมป์ และเพิ่งเข้าชิงซูเปอร์โบวล์เป็นสมัยที่ 2 แถมสถิติเรกูล่าร์ซีซั่นที่เป็นรอง (ชนะ 11 แพ้ 5) 2.


สหรัฐฯจะรัฐประหารตัดหน้าไทย…?

ทหารสหรัฐจะรัฐประหารเพื่อโค่นอีตาทรัมป์ลงซะก่อนที่ชาติสหรัฐจะย่อยยับมากไปกว่านี้รึไม่…..แต่ก็ขอเน้นๆ เลยนะทหารสหรัฐนะ …โปรดอย่ารัฐประหารตัดหน้าประเทศไทยในปี 2017 WAKE UP & JOIN THE RESISTANCE. ONCE THE MILITARY IS W US FASCISTS GET OVERTHROWN.