most-popular

ทำไมผู้หญิงไทยถึงครองพื้นที่ในงานธนาคาร?

เป็นที่ทราบกันดีว่าไทยเองก็ไม่ต่างจากหลายประเทศในโลก ที่มีประชากรหญิงมากกว่าชาย แต่ในหลายสาขาอาชีพ ผู้ชายกลับจับจองพื้นที่ได้มากกว่าผู้หญิง ยกเว้นงานธนาคาร ที่มีผู้หญิงทำงานอยู่เกินครึ่ง จากสถิติของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ซึ่งอ้างอิงจากการสำรวจสำมะโนประชากรในปี 2553 พบว่าไทยมีประชากรรวม 65 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นผู้หญิง 33.3 ล้านคน และผู้ชาย 32.1 ล้านคน เมื่อคิดเป็นสัดส่วน ก็เท่ากับประเทศเรามีผู้หญิงร้อยละ 51 ผู้ชายร้อยละ 49 ต่างจากประเทศที่นิยมการมีลูกชายอย่างมาก เช่นอินเดียและจีน ซึ่งมีสัดส่วนประชากรชายมากกว่าหญิงอย่างชัดเจน แต่แม้ว่าเราจะมีผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ก็ยังน่าแปลกใจเมื่อมาดูสัดส่วนของผู้ที่ทำงานธนาคารในประเทศไทย เพราะมีสัดส่วนของผู้หญิงสูงกว่าชายมาก เช่นธนาคารกรุงเทพ ธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ปีที่แล้วรับพนักงานใหม่ 2,020 คน ในจำนวนนี้เป็นหญิงถึงร้อยละ 73 และสัดส่วนลูกจ้างหญิงในองค์กรก็มากถึงร้อยละ 66 จากพนักงานกว่า 25,000 คน ที่น่าดีใจยิ่งกว่านั้น ก็คือผู้หญิงไทยไม่ได้ถูกจำกัดให้อยู่ในตำแหน่งงานระดับล่างเท่านั้น เมื่อปีที่ผ่านมา บริษัทที่ปรึกษาโอลิเวอร์ ไวแมน จัดอันดับอัตราส่วนของผู้บริหารหญิงทั่วโลก พบว่าไทยมีผู้บริหารหญิงคิดเป็นสัดส่วนถึง 1 ใน 3 ในภาคการเงิน ซึ่งมากที่สุดในบรรดาประเทศเอเชีย นอกจากนี้ แรงงานในตลาดแรงงานไทยที่จบการศึกษาปริญญาตรีขึ้นไป เกินครึ่งยังเป็นผู้หญิง ซึ่งสอดคล้องกับอัตราการเรียนต่อปริญญาตรีของผู้หญิง ที่มีสัดส่วนมากถึงร้อยละ 57 สูงกว่าชายถึงเกือบร้อยละ 20 คุณขัตติยา อินทรวิชัย กรรมการผู้จัดการหญิงคนแรกของธนาคารกสิกรไทย ยืนยันว่าธนาคารไม่ได้มีนโยบายเลือกปฏิบัติทางเพศ ไม่ว่าจะเป็นต่อผู้ชายหรือผู้หญิง การที่มีผู้หญิงทำงานในธนาคารมาก ก็เป็นเพราะประชากรผู้หญิงในไทยมีมาก บวกกับผู้ชายอาจจะชอบทำงานชนิดอื่น เช่นการเป็นเจ้าของธุรกิจสตาร์ทอัพต่างๆ เช่นเดียวกับคุณรัชนี นพเมือง รองผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงเทพ ที่นอกจากจะยืนยันว่าธนาคารไม่ได้มีนโยบายเลือกรับผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ยังแสดงความกังวลว่าลูกจ้างหญิงที่มีมากเกินไป มีปัญหาต่อการขยายสาขาในต่างจังหวัด เพราะผู้ชายจะทำงานที่ต้องเดินทางและออกไปพบลูกค้าได้สะดวกกว่าผู้หญิงที่อาจมีภาระเรื่องลูกและสามี ศาสตราจารย์ทาคาฮิโระ คาตายามะ ผู้เชี่ยวชาญด้านไทยศึกษาจากมหาวิทยาลัยเซนันกาคุอินในญี่ปุ่น ระบุว่าเหตุที่ผู้หญิงไทยทำงานนอกบ้านมาก อาจเป็นเพราะสังคมไทยคาดหวังให้ผู้หญิงหาเงินเข้าบ้าน ขณะที่ผู้ชายจะนำมาซึ่งเกียรติยศชื่อเสียง รวมถึงสามารถบวชเพื่อทดทนคุณพ่อแม่ได้ ส่วนการที่ภาคการธนาคารมีผู้หญิงทำงานมาก ก็น่าจะเป็นผลมาจากทัศนติที่ว่าผู้หญิงมักมีพรสวรรค์ด้านบัญชีและการเงิน เพราะมีความละเอียดรอบคอบกว่าผู้ชาย นอกจากนี้งานธนาคารยังเป็นงานที่ไม่เสี่ยงภัยและไม่ใช้แรง จึงเป็นงานที่ผู้หญิงเลือกทำมากกว่า การที่ผู้หญิงทำงานนอกบ้าน แม้ว่าจะเป็นการเพิ่มสิทธิเสรีภาพทางเพศ ทำให้หญิงไทยไม่ต้องพึ่งพาครอบครัวและสามี แต่ปัญหาแรงงานหญิงมากกว่าชายในไทย ส่งผลกระทบต่อภาวะสังคมสูงวัยด้วยในทางอ้อม เนื่องจากการที่ผู้หญิงทำงานนอกบ้านมากขึ้น ทำให้มีแนวโน้มจะมีครอบครัวและมีลูกน้อยลง เนื่องจากเป็นอุปสรรคต่อการทำงาน และความก้าวหน้าในอาชีพ ในยุคนี้ การหาทางให้ผู้หญิงกลับไปอยู่บ้านเพื่อทำหน้าที่เลี้ยงลูก เพิ่มจำนวนประชากรผู้เสียภาษี คงเป็นเรื่องที่ยากจะเป็นไปได้ และไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ถูกต้อง เพราะผู้หญิงก็เป็นหนึ่งในพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญ เห็นได้จากการที่รัฐบาลญี่ปุ่นพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อลบธรรมเนียมการให้ผู้หญิงที่แต่งงานมีลูกแล้ว เป็นแม่บ้าน เพื่อเพิ่มจำนวนแรงงานสู้กับภาวะสังคมสูงวัยขั้นสมบูรณ์ที่กำลังจะมาถึง หนทางที่รัฐบาลไทยต้องทำเพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนประชากร จึงไม่ใช่การให้ผู้หญิงอยู่บ้านเลี้ยงลูก แต่เป็นการเพิ่มสวัสดิการเพื่อจูงใจให้การมีลูกและทำงาน สามารถไปด้วยกันได้ ไม่ว่าจะเป็นการบังคับให้บริษัทมีเดย์แคร์สำหรับดูแลเด็กในที่ทำงาน หรือการเพิ่มสิทธิลาคลอด ลาเลี้ยงดูบุตรให้กับพนักงาน 


No Picture

ยอดใช้รถไฟเดินทางช่วงสงกรานต์เกือบ 9 แสนคน

รฟท. สรุปจำนวนผู้โดยสารในช่วงเทศกาลสงกรานต์ยอดเดินทางหนาแน่นสูงเกือบ 9 แสนคน วันนี้(19 เมษายน 2560) นายอานนท์ เหลืองบริบูรณ์ รักษาการผู้ว่าการรถไฟฯ กล่าวว่า ตามที่การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้จัดเดินขบวนรถและพ่วงตู้โดยสารเพิ่มจนเต็มหน่วยลากจูงในขบวนรถที่มีการวิ่งให้บริการเป็นประจำ จำนวน 244 ขบวนต่อวัน นอกจากนี้ได้มีการเพิ่มขบวนรถพิเศษช่วยการโดยสาร ตั้งแต่วันที่ 11-18 เมษายน 2560 จำนวน 24 ขบวน เพื่อให้บริการประชาชนที่เดินทางกลับภูมิลำเนาและท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการของประชาชน จึงไม่มีปัญหาผู้โดยสารตกค้าง สำหรับสรุปยอดจำนวนผู้ใช้บริการในช่วง 8 วันที่ผ่านมา (ระหว่างวันที่ 11-18 เมษายน 2560 ) มีผู้ใช้บริการรถไฟรวมทั้งสิ้น จำนวน 898,392 คน ซึ่งลดลงจากปีที่แล้ว 8.6 เปอร์เซ็นต์ สาเหตุเนื่องจากประชาชนได้มีการทยอยเดินทางตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน 2560 เป็นต้นมา สำหรับเส้นทางที่ผู้โดยสารเดินทางมากที่สุดคือ สายตะวันออกเฉียงเหนือ มีผู้โดยสาร จำนวน 281,625 คน ถัดมาคือสายใต้ สายเหนือ และสายตะวันออก โดยในวันที่ 12 เมษายน 2560 มีผู้โดยสารเดินทางสูงสุดคือ 124,220 คน  ทั้งนี้การรถไฟฯ ได้รับความร่วมมือจากกองบังคับการตำรวจรถไฟ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสารวัตรทหารบกจากกรมทหารราบที่ 11 ในการเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารประจำสถานีและบนขบวนรถ เพื่อดูแลรักษาความปลอดภัยให้กับประชาชนในสถานีและบนขบวนรถ รวมถึงการจัดระเบียบในการใช้บริการ นอกจากนี้ การรถไฟฯ ร่วมกับมูลนิธิเมาไม่ขับรณรงค์ให้คนไทยไม่ขับรถเมื่อเมาสุรา มีการตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ในลมหายใจ ตรวจหาสารเสพติดให้กับพนักงานขับรถ เจ้าหน้าที่ประจำขบวนรถ และประจำสถานี ก่อนปฏิบัติหน้าที่ อีกทั้งเพิ่มความเข้มงวดในการห้ามจำหน่ายและดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และสารเสพติด บนขบวนรถและบริเวณสถานีรถไฟ ทั้งนี้ไม่พบปัญหาอาชญากรรมเกิดขึ้นในช่วงเทศกาลดังกล่าว   รักษาการผู้ว่าการรถไฟฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า การรถไฟฯ ได้ประสานความร่วมมือกับกรมทางหลวง, กรมทางหลวงชนบท, และองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นต่างๆ จัดเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานเฝ้าระวังป้องกันการเกิดอุบัติเหตุระหว่างจุดตัดเสมอระดับทางรถไฟกับรถยนต์ให้กับประชาชนที่เดินทางสัญจรไปมาให้ได้รับความปลอดภัยมากยิ่งขึ้นอีก โดยสรุปภาพรวมการให้บริการทั้งหมดในปีนี้ถือว่าบรรลุตามเป้าหมายและเป็นที่น่าพอใจ   


อินโดฯ คุมเข้มเลือกตั้งผู้ว่าการกรุงจาการ์ตา

รัฐบาลอินโดนีเซียสั่งเฝ้าระวังความปลอดภัยการเลือกตั้งผู้ว่าการกรุงจาการ์ตา ซึ่งนักวิเคราะห์เกรงว่าจะเป็นชนวนขัดแย้งระหว่างศาสนา รัฐบาลอินโดนีเซียระดมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานด้านความมั่นคงกว่า 66,000 นาย เฝ้าระวังรักษาความปลอดภัยการเลือกตั้งผู้ว่าการกรุงจาการ์ตาซึ่งจัดขึ้นอย่างเป็นทางการในวันนี้ (19 เมษายน 2560) โดยผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งอยู่ที่ประมาณ 7 ล้านคน จากจำนวนประชากรของกรุงจาการ์ตาทั้งหมดราว 10 ล้านคน ส่วนผู้ที่เป็นตัวเก็งในการชิงตำแหน่งครั้งนี้ ได้แก่ นายบาสุกี จาฮาจา ปูร์นามา หรือ 'อาฮ็อก' ผู้ว่าการกรุงจาการ์ตาคนปัจจุบัน ซึ่งคาดหวังว่าตนจะได้รับเลือกกลับมาดำรงตำแหน่งอีกสมัย ส่วนผู้ท้าชิงตำแหน่งอีกคน คือ นายอานีส บาสเวดาน อดีตรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ นักวิเคราะห์มองว่าการเลือกตั้งครั้งนี้อาจเป็นชนวนให้เกิดความขัดแย้งระหว่างศาสนาได้ เนื่องจากนายบาสุกีเป็นชาวคริสต์ ซึ่งอยู่ระหว่างการต่อสู้คดีที่เขาถูกกล่าวหาว่าดูหมิ่นศาสนาอิสลาม จากการอ้างข้อความในคัมภีร์อัล-กุรอานในการหาเสียงเลือกตั้งเมื่อปีที่แล้ว ขณะที่นายอานีสเป็นชาวมุสลิมซึ่งได้รับการสนับสนุนจากพรรคการเมืองและองค์กรศาสนาอิสลามหลายองค์กร การเลือกตั้งครั้งนี้ยังถูกมองว่าเป็นบททดสอบความเป็นประชาธิปไตยของสังคมอินโดนีเซียว่าจะมีความอดทนต่อการเคลื่อนไหวของกลุ่มชาวมุสลิมเคร่งศาสนาที่มีอิทธิพลทางความคิดต่อคนในสังคมได้หรือไม่ ขณะที่เดือนธันวาคมปีที่แล้ว ชาวมุสลิมจำนวนมากได้รวมตัวกันเดินขบวนขับไล่่นายบาสุกี และเหตุการณ์ทวีความรุนแรงจนเกิดเป็นการปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่ตำรวจ  ส่วนนายบาสุกี ได้รับการสนับสนุนจากพรรครัฐบาลและนายโจโก วิโดโด ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ซึ่งหากเขาได้รับชัยชนะในครั้งนี้อาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าคะแนนนิยมของรัฐบาลชุดปัจจุบันยังอยู่ในเกณฑ์ดี และมีแนวโน้มที่จะได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งปี 2019 ข่าวที่เกี่ยวข้อง: ประท้วงผู้ว่าฯจาการ์ตาเป็นช่องให้กลุ่มการเมืองโหนศาสนา ชาวอินโดฯนับแสนประท้วงต้านผู้ว่าจาการ์ตาหมิ่นอิสลาม


ก.ท่องเที่ยวฯ จ่อออกมาตรการคุมทัวร์เถื่อน

รับชมคลิปตัวเต็มได้ที่นี่ กระทรวงการท่องเที่ยวฯ เตรียมออกมาตรการป้องกันปัญหาการขายทัวร์ผิดกฎหมาย พร้อมพิจารณาเพิ่มบทลงโทษกับบริษัททัวร์เถื่อน โดยจะประชุมคณะกรรมการธุรกิจนำเที่ยวฯ 25 เมษายนนี้ นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะประธานคณะกรรมการธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ เตรียมออกมาตรการป้องกันปัญหาการฉ้อโกงนักท่องเที่ยว หลังเกิดกรณีบริษัท เวลท์เอเวอร์ ของนางสาวพสิษฐ์ อริญชย์ลาภิศ หรือ ซินแสโชกุน   เบื้องต้น จะประสานความร่วมมือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดตั้งคณะทำงานตรวจสอบและติดตามบริษัทการทำทัวร์ในรูปแบบผิดกฎหมาย เพื่อแจ้งรัฐบาลให้ดำเนินการปราบปราม และให้บริษัทนำเที่ยวทำราคาอ้างอิงในแพคเกจทัวร์ที่ขาย เพื่อเป็นแนวทางให้นักท่องเที่ยวตัดสินใจ โดยรัฐจะไม่กำหนดราคากลาง  พร้อมกำชับนายทะเบียนธุรกิจนำเที่ยว กรมการท่องเที่ยว เข้มงวดการให้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง  กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ยังได้ออกข้อกำหนดในการโฆษณานำเที่ยว ว่าต้องระบุเลขที่ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวที่ชัดเจนทุกครั้ง และจะตั้งศูนย์บริการท่องเที่ยวในระบบออนไลน์ เพื่อให้ประชาชนสอบถามและแจ้งเบาะแสได้ตลอด 24 ชั่วโมง รวมทั้งเสนอเพิ่มบทลงโทษกับบริษัทที่ขายแพคเกจทัวร์เถื่อน จากเดิมที่มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 5 แสนบาท    นอกจากนี้ จะหารือกรณีบริษัททัวร์ คัดค้านการขึ้นเงินค้ำประกันจดทะเบียนธุรกิจนำเที่ยว จาก 2 แสนบาท เป็น 5 แสนบาท โดยยืนยันว่า เงินค้ำประกันดังกล่าว จะนำเข้ากองทุนคุ้มครองธุรกิจนำเที่ยวทั้งหมด เพื่อใช้เยียวยานักท่องเที่ยวในกรณีฉุกเฉินต่างๆ ซึ่งวันที่ 25 เมษายนนี้ จะประชุมคณะกรรมการธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ เพื่อหาข้อสรุปอีกครั้ง  โดยจะจัดทำเป็นกฎหมายในรูปแบบกฎกระทรวง เพื่อให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวฯ นำเสนอ คณะรัฐมนตรี พิจารณาต่อไป  ขณะที่ การควบคุมตัว นางมณฑญาณ์ นิรันดร มารดาของซินแสโชกุน กับพวกรวม 8 คน ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ในคดีร่วมกันฉ้อโกงประชาชน และซ่องโจร มาที่กองบังคับการปราบปราม เพื่อให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดี นางมณฑญาณ์ ยืนยันไม่เคยหลอกลวงหรือฉ้อโกง เพียงแต่ชักชวนคนรู้จักเพียง 2 คน ให้มาสมัครสมาชิก เพื่อจะได้เดินทางไปท่องเที่ยวด้วยกัน ด้าน นางสาวทัศย์ดาว สมัครกสิกรรณ์ 1 ในเครือข่ายของซินแสโชกุน ยอมรับ เป็นสมาชิกบริษัท เวลท์เอเวอร์ 3 เดือน ได้เงินรายได้จากค่าคอมมิชชั่นในการหาสมาชิก 2.8 แสนบาท โดยบริษัท ออลเลเซียน จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทแม่ที่ฮ่องกงเป็นผู้โอนให้ และส่วนตัวยังเชื่อว่า ซินแสโชกุน ไม่ได้หลอกลวง เพราะก่อนหน้านี้ สามารถเดินทางไปท่องเที่ยวที่ฮ่องกงและญี่ปุ่น ตามคำกล่าวอ้างของซินแสโชกุนด้วย 


แผ่นดินไหวเมียนมา 5.1 สั่นสะเทือนถึง จ.เชียงราย

แก้ไขเนื้อหา เวลา 18.56 น. เกิดแผ่นดินไหวขนาด 5.1 ที่ประเทศเมียนมา ลึก 2 กม. รับรู้แรงสั่นไหวที่ อ.เมือง และ อ.แม่สาย จ.เชียงราย ยังไม่มีรายงานความเสียหาย สำนักเฝ้าระวังแผ่นดินไหว กรมอุตุนิยมวิทยา รายงาน เมื่อเวลา 16.13 น


ชาวอเมริกันทั่วประเทศประท้วงให้ทรัมป์เผยข้อมูลภาษี

ชาวอเมริกันทั่วประเทศเดินขบวนภาษีเรียกร้องให้นายโดนัลด์ ทรัมป์เปิดเผยข้อมูลการจ่ายภาษีที่เขาปฏิเสธไม่ยอมเปิดเผยมาโดยตลอดเพื่องแสดงความโปร่งใส ชาวอเมริกันทั่วประเทศรวมตัวกันเดินขบวนภาษี หรือ Tax March เพื่อประท้วงเรียกร้องให้นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯเปิดเผยข้อมูลการจ่ายภาษีที่เขาปฏิเสธไม่ยอมเปิดเผยมาโดยตลอดตั้งแต่ในช่วงของการหาเสียงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีทั้งๆที่เป็นธรรมเนียมที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯทุกคนต้องทำและมีการปฏิบัติต่อเนื่องมากว่า 40 ปีแล้ว โดยนายทรัมป์อ้างว่าข้อมูลภาษีกำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบของกรมสรรพากรสหรัฐฯ หรือ IRS แต่ทาง IRS เองได้ยืนยันก่อนหน้านี้แล้วว่านายทรัมป์สามารถเปิดเผยข้อมูลด้านภาษีต่อสาธารณธชนได้แม้กำลังถูกตรวจสอบอยู่ การประท้วงนี้เกิดขึ้นในวันสุดท้ายของการจ่ายภาษีในสหรัฐฯ ซึ่งผู้ประท้วงหลายหมื่นคนใน 150 เมืองทั่วประเทศตั้งใจที่จะตอบโต้คำพูดของนายทรัมป์ที่กล่าวไว้ว่าไม่มีใครสนใจเรื่องการจ่ายภาษีของเขา  


No Picture

จับธัมมชโยได้แล้วธรรมกายจะเสื่อมหรือ?

รับชมคลิปตัวเต็มได้ที่นี่ “ใบตองแห้ง” ชี้ แม้จับพระธัมมชโยได้ ก็ไม่ได้เปลี่ยนความนิยมศรัทธาของศิษยานุศิษย์ และการตีความศาสนาในแบบของธรรมกาย พร้อมตั้งคำถามกลับ ทำไมพุทธไทยจึงพยายามให้เหลือแค่พุทธเถรวาทเท่านั้น นายอธึกกิต แสวงสุข หรือ “ใบตองแห้ง” นักวิเคราะห์ข่าวประจำวอยซ์ทีวีกล่าวในรายการ “ใบตองแห้งออนแอร์” ระบุว่า แม้พรุ่งนี้จะครบกำหนดที่ดีเอสไอจะสั่งฟองพระธัมมชโยในคดีรับของโจรและร่วมกันฟอกเงินจากกรณีรับเงินบริจาคจากอดีตประธานสหกรณ์คลองจั่นแล้วก็ตาม แต่คำถามคือสรุปแล้วทำลายธรรมกายได้หรือไม่ ทั้งนี้นายอธึกกิตระบุว่าอย่างไรก็ตามแนวคิดของคนที่เข้าหาวัดและหวังความร่ำรวยนั้นมาพร้อมกับยุคโลกาภิวัฒน์ ซึ่งทุนนิยมรุ่งเรือง ราคที่ดินพุ่งพรวดพราดจากนโยบายเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า ส่วนวงการสงฆ์ของไทยก็เผชิญความท้าทายในยุคทุนนิยมโลกาภิวัฒน์แพร่หลาย เป็นสังคมและรัฐที่ขายฝันในการก้าวไปสู่เศรษฐกิจที่จะเจริญรุ่งเรือง รัฐพึ่งศาสนาน้อยลงหันมาขายฝัน ขณะที่ศาสนาเองก็เริ่มเป็นปรับเปลี่ยน และบุญเริ่มกลายเป็นสินค้า   ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 23 พ.ย. อัยการคดีพิเศษมีคำสั่งสั่งฟ้องนายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ผู้ต้องหาที่ 1 นางสาวศรัณยา มานหมัด ผู้ต้องหาที่ 3 และนางทองพิน กันล้อม ผู้ต้องหาที่ 4 และสมควรสั่งฟ้อง พระเทพญาณมหามุนี (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย) ผู้ต้องหาที่ 2 และนางศศิธร โชคประสิทธิ์ ผู้ต้องหาที่ 5 กระทำความผิดฐานสมคบกันฟอกเงินร่วมกันฟอกเงินและรับของโจร โดยจะส่งตัวส่งฟ้องในวันที่ 30 พ.ย.2559   มีอะไรน่ารู้เกี่ยวกับการฟ้องร้องพระธัมมชโยบ้าง การตั้งพระสังฆราช สมเด็จช่วง ซึ่งมีสมณสูงสุดขณะนี้ และมติมหาเถรสมาคมเสนอพระนามต่อคณะรัฐมนตรีให้ดำรงตำแหน่งพระสังฆราชไปเมื่อเดือน ม.ค


No Picture

ฉลองครบ 20 ปี Bliss ภาพพื้นหลังอมตะของ Windows XP

ไมโครซอฟท์ฉลอง 20 ปีของภาพทุ่งหญ้า Bliss ภาพพื้นหลังของ Windows XP ที่เป็นสัญลักษณ์ของยุคพีซีรุ่งเรือง ภาพนี้ถ่ายโดย Charles O’Rear ช่างภาพของนิตยสาร National Geographic ระหว่างนั่งรถไปหาแฟนเมื่อปี 1996 โดยเขาขับรถผ่านถนนใกล้เมือง St. Helena ในรัฐแคลิฟอร์เนีย เห็นภาพเนินเขาตรงหน้าแล้วหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายไว้ เขายืนยันว่าภาพนี้เป็นภาพต้นฉบับที่ไม่ผ่านการตกแต่งใดๆ เลย แต่เป็นเพราะสภาพท้องฟ้าบวกกับการใช้ฟิล์ม Fuji ร่วมด้วย ที่มา – Winbeta From @Timehop today: In 1996, Charles O’Rear took a photo that became the most popular Windows wallpaper ever. #FBF pic.twitter.com/Nnkqj6YJqo — Windows (@Windows) June 24, 2016 Topics:  Windows XP Microsoft