lifestyle

‘หน้ากากนักร้อง – ดร. สมเกียรติ’ สื่อเก่าในขวดใหม่ที่ไม่เข้าใจพฤติกรรมออนไลน์

เซ็งไปทั้งประเทศกับการยืดรายการ “The Mask Singer หน้ากากนักร้อง” ออกไปเฉลยแชมป์สัปดาห์หน้า ถือว่าตกม้าตายทำลายความไว้ใจของคนดู เชื่อว่าเมื่อวานแฟนๆจอแก้วเกาะจอรอลุ้นปรากฏการณ์ทีวีดิจิทัลที่เกิดขึ้นนานทีปีหน กับศึกยักษ์ชนยักษ์ “ฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกโซนเอเชีย ไทย พบกับ ซาอุฯ”ทางช่อง 7 และรอบชิงชนะเลิศของ “The Mask Singer หน้ากากนักร้อง”ทางชอ่งเวิร์กพอยท์ เคยเขียนถึง หน้ากากนักร้อง ไปครั้งหนึ่งแล้วถึงแง่ความสำเร็จและสุดยอดการตลาดที่ต้องยกนิ้วให้ว่าเป็นรายการวาไรตี้อันดับหนึ่งของไทยในนาทีนี้ เรตติ้งของเทปเมื่อวานทะลุเป้าทั่วประเทศ 13.244 กรุงเทพฯ 19.335 เขตเทศบาล 16.115 ชนบท 10.795 ซึ่งไม่เกิดขึ้นบ่อยนัก แถมยอดผู้ชมไลฟ์ทะลุไปถึงช่วงพีคคือ 1.4ล้านวิวในการชมสด แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้แฟนเซ็งไปตามๆกันนั่นก็คือ การ “ลาก”รายการ ให้ยาวเกินความจำเป็น เพราะเมื่อเฉลยรองชนะเลิสแล้วว่าคือ “หน้ากากอีกาดำ” เอ๊ะ จิรากร ก็ใช้เวลาพูดคุยจนโปรยบอกแฟนๆว่าจะกลับมาเฉลยหลังข่าวพระราชสำนัก และเมื่อพอตัดเข้ารายการสด ก็ใช้เวลาพูดคุยกับหน้ากากอีกาดำอีกนาน และท้ายสุดเลือกที่จะไม่เฉลยโฉมหน้าของหน้ากากทุเรียนผู้ชนะประจำการแข่งขัน เรียกได้ว่าลากไปอีกอาทิตย์ได้อีกหนึ่งเทป กระแสวิจารณืถล่มไปที่ กันต์ กันตถาวร พิธีกรรายการซึ่งก็น่าเห็นใจว่าต้องทำตามสคริปต์ จริงๆถ้าย้อนไปดูรายการแพลทฟอร์มที่นำเข้าจากเกาหลีใต้ King Of Mask Singer ก็จะไม่มีการเฉลยผู้ชนะและนำผู้ชนะมาแข่งในซีซั่นถัดไป  The Mask Singer ทำคนดูอารมณ์ค้างและย้อนยุคไปแบบฉบับยืดยาวเหมือนสมัยละคร “คู่กรรม” รุ่นเบิร์ด ธงไชย ที่กว่าโกโบริจะตายก็ยืดไปได้ 2 สัปดาห์ ทั้งที่พฤติกรรมผู้ชมรุ่นใหม่เป็นไปในแบบ “รู้ทันที และ รอไม่ได้” ทำให้ภาพลักษณ์ความเชื่อมั่นของหน้ากากนักร้องที่จะโดดเด่นเอาชนะ The Voice ที่เริ่มกระแสซาลง เกิดความขาดความเชื่อใจของแฟนๆ ซึ่งต่อให้สัปดาห์หน้าแฟนๆจะรอชมโฉมหน้าหนากากทุเรียนแต่ก็เสียความรู้สึกไปเสียแล้ว อีกด้านที่สื่อเก่าตกม้าตายก็คือ ดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล ที่คนยกย่องให้เป็นกูรูสื่อ แต่กลับพลาดในโลกออนไลน์ ที่โวยวายว่า ทำไมเว็บโพสต์ทูเดย์ถึงได้ศีลธรรมตกต่ำสุดขีด เมื่อมีโฆษณาชุดชั้นในแสดงขึ้นมาหน้าจอ  ทั้งที่โฆษณาแบบ adsense นั้นจะแรนดอมตามสิ่งที่เจ้าของเครื่องสนใจ ไม่ได้กล่าวหาว่าดร.สมเกียรติเข้าสู่เว็บไซต์อนาจารแต่อย่างใด อาจจะเข้าไปในเว็บซื้อของซื้อเสื้อผ้า และระบบคัดกรองแนะนำชุดชั้นในขึ้นมาให้ แต่การพยายามแก้ตัวแบบข้างคูๆในทวิตต่อๆมา สะท้อนภาพคนที่จะยกย่องจรรยาบรรณสื่อตัวเองโดยไปเหยียดทั้งเพื่อร่วมอาชีพ และไม่เข้าใจโลกออนไลน์ยุคใหม่   สองเรื่องนี้ดูจะเป็นคนละเรื่องเดียวกัน เพราะสะท้อนภาพว่าเมื่อสื่อเก่ายังไม่ก้าวพ้นพฤติกรรมเก่าๆ แม้จะข้ามสื่อมาอยู่ในสื่อใหม่ 


No Picture

พาชมบูธตัวอย่างเทคโนโลยี Cognitive Computing จากงาน IBM Connect 2017

เป็นเวลากว่า 6 ปีมาแล้วที่ IBM เผยโฉมปัญญาประดิษฐ์ Watson ในการแข่งขันรายการ Jeopardy จนปัจจุบัน Watson ก็มีพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเทคโนโลยี Cognitive Computing ที่ IBM พยายามชูในฐานะเทคโนโลยีเบื้องหลัง Watson ที่ IBM ระบุว่าเป็นมากกว่าปัญญาประดิษฐ์ แต่เป็นการประมวลผล วิเคราะห์และเรียนรู้ข้อมูลขนาดใหญ่ อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Cognitive Computing ได้จากบทความ รู้จัก IBM Watson ระบบ Cognitive Computing แห่งยุคข้อมูลมหาศาล ทาง IBM ได้จัดงาน IBM Connect 2017 Executive Exchange ที่ประเทศสิงคโปร์เพื่ออัพเตดความก้าวหน้าและโชว์ยูสเคสของเทคโนโลยี Cognitive Computing แบ่งเป็น 4 กลุ่มหลักๆ คือ Internet of Things, Cognitive Healthcare, Cognitive Lifestyle และ Cognitive Security Operations Center Internet of Things Conntected Fleet เป็นการนำเทคโนโลยี Cognitive Computing มาใช้งานบนรถยนต์ไม่ว่าจะรถยนต์ส่วนตัวหรือรถบรรทุกขนส่ง ซึ่งซอฟต์แวร์เบื้องหลังจะมี Dashboard ที่แสดงความเร็วปัจจุบน, ความเร็วเฉลี่ย, ระยะทาง ไปจนถึงกราฟิคที่แสดงการสั่นสะเทือนของตัวรถ ที่สามารถบ่งชี้การเกิดอุบัติเหตุได้ ประโยชน์ของข้อมูลเหล่านี้ มีตั้งแต่การนำไปใช้ประมวลผลวิเคราะห์พฤติกรรมการขับรถว่าปกติหรือเมาอยู่หรือไม่ ปกติขับช้าหรือเร็วมากน้อยแค่ไหน (ซึ่งอาจส่งผลกับการทำประกันอีกที) ไปจนการติดตามพฤติกรรมการขับรถของกลุ่มคนขับรถบรรทุก อีกหนึ่งยูสเคสที่ถูกนำมาโชว์ในงานด้วยคือ Olli รถมินิบัสไฟฟ้าไร้คนขับและถูกผลิตด้วยวิธีการพิมพ์ 3 มิติจากบริษัท Local Motors ที่มี Virtual Assistant สำหรับพูดคุยและสอบถามข้อมูลบนรถ โดยมี Watson ทำงานอยู่เบื้องหลัง และจะเพิ่มจำนวนรถที่วิ่งทดสอบมากขึ้นอีก 120 คันในเดือนกรกฎาคมนี้ Connected Consumer เครือข่าย IoT ที่ IBM นำมาโชว์อย่างระบบตรวจจับสัญญาณควันและระบบตรวจจับการรั่วไหลของน้ำ ไม่เพียงจะแจ้งเตือนผู้ใช้กรณีเกิดเหตุขึ้น แต่แพลตฟอร์ม IoT ยังเชื่อมต่อไปยังบริษัทประกันภัย ซึ่งช่วยให้การรุดเข้าไปแก้ปัญหา รวมถึงเคลมประกันง่ายยิ่งขึ้น Cognitive Operation เป็นยูสเคสสำหรับงานก่อสร้างหรือไซต์ก่อสร้างอย่างความปลอดภัยของพนักงานและวิศวกร จากการตรวจจับการใส่หมวกนิรภัย ความเครียด อุณหภูมิและความชื้นร่างกาย เพื่อวิเคราะห์และดูความเหมาะสมของสภาพแวดล้อมในการทำงานของพนักงานแต่ละคน Cognitive Healthcare การนำ Cognitive Computing มาใช้งานด้านการแพทย์นั้น Blognone เคยมีลงข่าวอยู่เป็นประจำอยู่แล้ว อย่างการมอนิเตอร์สัญญาณต่างๆ ของผู้ป่วยและความร่วมมือกับโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ขณะที่สิ่งที่ IBM นำมาโชว์ในงานเป็นอีกหนึ่งการใช้งาน Watson ที่ช่วยลดภาระงานของพยาบาลในการดูแลและอำนวยความสะดวกให้ผู้ป่วย ด้วยการใช้ Virtual Assistant รับคำสั่ง ที่ไม่เกี่ยวข้องกับงานด้านการแพทย์และคลินิก อาทิ ควบคุมอุปกรณ์ในห้อง สอบถามข้อมูลแพทย์ ให้ช่วยแจ้งเตือนต่างๆ อีกกรณีคือความร่วมมือระหว่าง IBM และ Medtronic บริษัทผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ (เป็นบริษัทแรกที่ผลิต pacemakers ที่ช่วยกระตุ้นหัวใจ สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการหัวใจเต้นผิดปกติ) นำเอาระบบคลาวด์ของ IBM และ Watson Health มาใช้วิเคราะห์ข้อมูลผู้ป่วยเบาหวาน จากข้อมูลทางชีวภาพ พฤติกรรมการกิน ไปจนถึงคาดการณ์ว่าผู้ป่วยจะมีอาการช็อคจากภาวะน้ำตาลเกิน (Hyperglycemia) ด้วย Cognitive Lifestyle เป็นการนำเอา Watson มาใช้งานบนแพลตฟอร์ม e-commerce อาทิ การวิเคราะห์และนำเสนอสินค้าที่ลูกค้าสนใจ จากประวัติการซื้อเก่าๆ ไปจนถึงช่วยกรองและแนะนำสินค้า จากคำหรือคีย์เวิร์ดที่ผู้ใช้กรอกเข้าไป สามารถลองไปใช้งานได้จากเว็บ The North Face หนึ่งในสิ่งที่น่าสนใจในบูธนี้ที่ IBM นำมาโชว์คือโซลูชัน Customer Mood and Location Analytics ที่สามารถตรวจจับอารมณ์และความรู้สึกของลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ ผ่านกล้อง MoodCam ซึ่งสามารถเก็บข้อมูลเชิง demographic ได้ด้วย อาทิ เพศและลักษณะทางกายภาพ จะช่วยประเมินประสบการณ์การชมสินค้าของลูกค้าแต่ละคนในแต่ละได้แบบเรียลไทม์ ดูความสนใจของลูกค้า ลูกค้ากลับมาดูซ้ำหรือไม่ ทำให้ร้านสามารถให้คำแนะนำลูกค้าได้ถูกต้องมากขึ้น หรือนำไปปรับปรุงบริการและแผนการตลาดให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย MoodCam ตัวอย่างข้อมูล demographic Cognitive Security Operation Center เป็นการนำเอาเทคโนโลยี Cognitive Computing มาวิเคราะห์ข้อมูลด้าน security ที่นับวันจะมีความซับซ้อนและขนาดของข้อมูลก็ใหญ่มากขึ้น รวมไปถึงการทำ Data Visualization เพื่อให้ง่ายต่อการวิเคราะห์ข้อมูล ซึ่งกระบวนการของ IBM ไม่เพียงวิเคราะห์และป้องกันการโจมตีเท่านั้น แต่ยังมีการคาดการณ์การโจมตีที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคตด้วย อีกหนึ่งกรณีที่ถูกพูดถึงคือการนำเอาระบบปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในลักษณะของ Chatbot สำหรับพนักงาน IT ได้สอบถามถึงข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น ไปจนถึงแนะนำวิธีการแก้ปัญหาในขั้นต้น Topics:  Watson IBM Cognitive Computing Singapore Artificial Intelligence


ฉลามเขียว : ใครท้านองเลือดกับพลเอกประยุทธ์

โลกใบนี้ไม่เคยมีเผด็จการที่ทำให้ชาติบ้านเมืองนั้นเจริญรุ่งเรือง เพราะโลกศิวิไลซ์ไม่คบไม่ค้า ใช้มาตรการทางเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือกดดันบีบคั้นให้คืนประชาธิปไตย     ความไวของสื่อโซเซียลก็มีจุดบอด ตรงที่ไม่ครอบคลุม  คว้ามาหนึ่งประเด็น ลืมอีกประเด็นไปอย่างน่าเสียดาย  เมื่อวันศุกร์ 9 มีนาคม 2560 ขย้ำกันอยู่ประเด็นเดียว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พูดเป็นการถามประชาชนว่า ถ้าจะขึ้น VAT เป็น 8 % รับได้มั๊ย  การขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มอีกแค่ 1 เปอร์เซ็นต์จะทำให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่มทันทีอีก 1 แสนล้านบาท เพื่อเอาเงินมาทำสิ่งที่ประชานเรียกร้อง สื่อโซเชียลกระหน่ำประเด็นนี้ประเด็นเดียว ขณะที่เว็บไซต์ของสื่อกระแสหลักก็ขย้ำประเด็นนี้  และระอุแดดเดือนมีนาคมเป็นยิ่งนัก เมื่อวันรุ่งขึ้นศุกร์ 10 มีนาฯ พล.อ.ประยุทธ์ซัดสื่อกระแสหลัก “น่ารังเกียจ” เพราะมีสำนักพาดหัวข่าวว่าพล.อ.ประยุทธ์จะขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ความไวแห่งโซเชียลที่ไวเป็นวินาที นี่แหละเป็นจุดบอด เพราะได้ละเลยคำพูดสำคัญของพล.อ.ประยุทธ์ไปอย่างน่าเสียดายที่สุด วันนี้คิววิเคราะห์ข่าว จึงยกประเด็นนี้ขึ้นชู ใคร…คือคนที่บังอาจท้านองเลือดกับพลเอกประยุทธ์ “วันนี้ไม่ว่าจะทำอะไรผมต้องท่องพุทโธ เพื่อทำอะไรช้าลง และมีสติรอบคอบ ยับยั้งชั่งใจ วันนี้อาจยังไม่มีความเข้าใจ ต่อต้านอยู่บ้าง  ผมไม่สามารถควบคุมได้  แม้จะเข้ามาแบบนี้  เพราะทุกคนเป็นคนไทย ไม่ว่ากลุ่มใด จึงขออย่าบิดเบือน ย้ำ…วันหน้าต้องเป็นประชาธิปไตย ที่ผ่านมามีความวุ่นวายปล่อยปละละเลย และไม่เคารพกฎหมาย ใช้วิธีการแก้ปัญหาแบบเดิมไม่ได้อีกแล้ว ต้องยุติความขัดแย้งให้ได้ โดยกฎหมายต้องยังอยู่  อย่าล้มกฎหมายของประเทศ  ล้มไม่ได้  ถ้าไม่มีกฎหมายเลย  ละเว้นหรือละเลย ประเทศล้มหมด อย่ามาข่มขู่ว่าไม่เดินตามโรดแม็ปแล้วประเทศจะนองเลือด ไอ้คนพูดอย่างนี้อย่าให้มีที่ยืน …” พล.อ.ประยุทธ์ พูดที่โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ปราจีนบุรี 9 มีนาคม 2560 ไอ้คนนี้คือใคร คือใคร…ที่บังอาจท้าจะนองเลือดกับพล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งตัวผม นายฉลามเขียว อ่านหลายรอบแล้วมโนว่า ไม่ใช่เรื่องเหลวไหล พล.อ.ประยุทธ์ท่านไม่ได้พูดอย่างกลอนพาไปแน่นอน  ก็เพราะตัวผมก็รู้ว่า “งานข่าวกรอง” ของท่านนายกรัฐมนตรีแม่นยำมาก แม่นยำมาตลอด การที่ท่านพูออกมาอย่างนี้ตัวผมถอดรหัสลับออกมาเองว่า “มีคนเคลื่อนไหว” ไม่ใช่แค่การพูดธรรมดาๆ เพราะถ้าพูดธรรมดาคนอื่นๆอีกหลายคนก็พูด โดยเฉพาะพวกนักข่าว เวลาโทรศัพท์คุยกัน หรือส่ง Line คุยกันประเด็นการเมือง  เมื่อวกเข้า  ประเด็น ยังไม่มีเลือกตั้ง  ประเด็นไม่เป็นไปตามโรคแม็ป  ก็ต้องถามกันว่า จะมีนองเลือดมั๊ย ผู้คนจะลุกฮือมั๊ย พวกเศรษฐีไทยที่กำไรหดหายธุรกิจเจ๊งเพราะมันจะ 3 ปีแล้ว จะทนต่อไปมั๊ย มันเป็นหัวข้อสนทนาปกติขอคอการเมืองสายฮาร์ดคอร์ เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เอาประเด็นนองเลือดมาพูด จึงย่อมไม่ใช่แค่ท่านได้ยินว่ามีคนพูด แต่มันต้องมากกว่านั้น เพราะคำของท่านต่อเนื่องที่บอกว่า ไอ้คนพูดอย่างนี้อย่าให้มีที่ยืน….. ไอ้คนนี้คือใคร ต้องเป็นคนที่มีพละกำลังทางการเมืองสิ ไม่เช่นนั้นคนระดับหัวหน้ารัฐบาลไม่เอามาพูดถึงหรอก ตัวผมนักข่าวในสื่อออนไลน์ขอขอบคุณท่านพล.อ.ประยุทธ์ ที่นำประเด็นนี้มาพูด ทำให้ได้รู้ว่ามันมีจริง ไม่ได้มีแค่ในมโนของพวกนักข่าวเท่านั้นว่า  มันมีคนมีปฏิกิริยาอยู่นะ  ซึ่งมี ..


นักเคลื่อนไหวออนไลน์ กับความตายแบบ 4G

“สมัยผมทำก็เลือกเอาสิ่ง ที่ได้รับความสนับสนุนจากประชาชน ไม่เลือกเอาเรื่องแหลมคมโดยไม่จำเป็นก่อน หรือเรื่องที่มันไกลตัว หรือเรื่องที่สังคมเค้าไม่เห็นด้วย ทุกคนมีความคิดเป็นของตัวเอง ก็รับผิดชอบความคิดของตัวเอง ขณะเดียวก็รับผิดชอบกับยุทธวิธี การเคลื่อนไหวของตัวเอง” ศาสตราจารย์ธีรยุทธ บุญมี ในฐานะนักกิจกรรมรุ่นพี่ อดีตเลขา สนนท.ช่วงเหตุการณ์ 14 ตุลา แสดงความคิดเห็นต่อการเคลื่อนไหวของไผ่ ดาวดิน หลังถูกอัยการสั่งฟ้อง ตามความผิดมาตรา 112 กรณีแชร์พระราชประวัติ รัชกาลที่ 10 จากเฟสบุ๊ค บีบีซีไทย ธีรยุทธ แนะ ไผ่ ดาวดิน ควรเคลื่อนไหวประเด็นที่ประชาชนสนับสนุน ไม่ไกลตัว และไม่แหลมคมจนเกินไป pic.twitter.com/Y5VCGhW6ij — Attachai MK (@Plasiw_mk) March 10, 2017 แม้ปัจจุบัน ไผ่ จะเป็นเพียงผู้ต้องหารายเดียวที่ถูกดำเนินคดี จากการแชร์บทความดังกล่าว ในจำนวนผู้แชร์ทั้งหมดหลายพันคน และรัฐบาลเองก็ยังไม่มีการเรียกดำเนินคดีกับ บีบีซีไทย แต่อย่างใด หลายคนยังคงเคลื่อนไหวต่อไปเพื่อเรียกร้องสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และต่อสู้กับสิ่งที่พวกเขานิยามว่า เป็นความลักลั่นของกฎหมาย ขัดต่อ Rules of Law ซึ่งเป็นหลักกฎหมายสากล แต่การเคลื่อนไหวบนโลกออนไลน์ของไผ่ เกิดเป็นกระแสแบบไฟไหม้ฟางได้ไม่กี่สัปดาห์ เชื้อเพลิงที่ว่าด้วย “Rule of Law” มันไกลตัวคนไทย และ “เสรีภาพในการแสดงออก” ก็ดูจะมอดไหม้และสำคัญน้อยกว่า “เรื่องปากท้อง” อย่างกระแสการใช้งบประมาณปี 60 ซื้อเรือดำน้ำ หรือการโยนหินถามทางปรับขึ้น VAT 1% ของนายกฯ ที่กลายเป็น Talk of The Town อย่างรวดเร็วและยาวนาน ประกอบกับการ ใช้อำนาจแบบเบ็ดเสร็จในระบอบเผด็จการทหารก็ทำให้นักเลงคีย์บอร์ด เบนเข็มไปสนใจประเด็นอื่นที่มีความเสี่ยงน้อยกว่า และสร้างกระแสดราม่าซับซ้อนให้ติดตามกันได้มากกว่า แต่ใช่ว่าการเคลื่อน ไหวบนโลกออนไลน์จะล้มเหลวไปทั้งหมด. ในช่วงระยะเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมา มีหลายประเด็นที่พลังจากโลกออนไลน์ และภาคประชาชน ขับเคลื่อนจนเกิดผลสำเร็จเป็นรูปธรรม เช่น การขอให้ตั้งคณะกรรมการกลางเพื่อควบคุมค่ารักษาพยาบาลโรงพยาบาลเอกชนที่แพงเกินจริง ตั้งแต่ปี 2558 จนกระทั่ง สนช. มีมติเห็นชอบให้แก้ไข พ.ร.บ.สถานพยาบาล 3 วาระรวด เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2559 หรือ กรณีน้องคาร์เมน ที่ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง มีคำให้นายกอร์ดอนเลค คู่รักเกย์ชาวอเมริกัน ได้สิทธิเป็นผู้ปกครอง มาจากแม่อุ้มบุญ เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2559 หลังต่อสู้มานานกว่า 1 ปี ซึ่งทั้งสองเรื่องนี้ ตอบโจทย์สังคมในประเด็นพื้นฐาน อย่างไม่มีใครกล้าคัดค้าน นั่นคือ สุขภาพ และจริยธรรม บนโลกออนไลน์ที่ ทุกอย่างถูกขับเคลื่อนด้วยความไวแบบ 4G กระแสที่เป็นความสนใจของคนในสังคม สามารถเปลี่ยนได้เพียงชั่วข้ามคืน แถมยังเต็มไปด้วยนักเคลื่อนไหว เน็ตไอดอล นักสืบ และเพจที่บางครั้งก็เป็นสนามรบไซเบอร์ หรือ บางครั้งก็เป็นร้านค้า ป้ายโฆษณาแบบแนบเนียน ต่างพยายามผลักดันสังคมไปตามทิศทางที่ตนได้ประโยชน์ จนหลายประเด็นที่เคยได้รับความสนใจถูกมองข้ามไปตามกระแสใหม่ๆ เช่น ทุกวันนี้หลายคนคงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสุดท้าย “คดีน็อตกราบรถ จบลงอย่างไร?” “ลูกนายพลที่ถูกซ้อมในร้านมาลีน สกาย ยังต้องรับการรักษาอีกหรือไม่?” หรือแม้กระทั่ง “อาเดม-ยูซุฟู เป็นแพะ หรือผู้ก่อการร้าย ในคดีระเบิดราชประสงค์?” ทั้งที่ ช่วงเวลานั้น ตนคือนักเคลื่อนไหวตัวยงเพื่อเรียกร้องสิทธิให้ผู้ถูกกระทำให้คดีเหล่านี้ก็ ตาม   ว่าไปแล้ว ความเคลื่อนไหวบนโลกออนไลน์ ก็เหมือนเหรียญ 2 ด้าน และเป็นได้ทั้งดาบ 2 คม ด้านดี ความง่ายและไวต่อการสร้างกระแส แต่อีกด้านหนึ่ง ก็เสี่ยงต่อกระแสตีกลับ และข้อจำกัดทางกฎหมาย เป็นสิ่งที่ผู้เคลื่อนไหวต้องประเมิน ผลได้-เสีย ที่จะเกิดขึ้น จากความรวดเร็วของการส่งต่อข้อมูลข่าวสาร เพราะคุณอาจจะเป็น ฮีโร่ หรือ จำเลยสังคม ภายในชั่วข้ามคืน….


"เรายืนอย่างเท่ากัน" เจ๊ยุไม่ได้กล่าว แต่ข้าพเจ้ารู้สึกเอง

“เรายืนอย่างเท่ากัน” เจ๊ยุไม่ได้กล่าว แต่ข้าพเจ้ารู้สึกได้เอง เหตุการณ์แค่เสี้ยวนาทีสอดคล้องกับความรู้สึกในมุมที่เรารู้จักเจ๊มา 10 ปี เบื้องหลังก่อนจะออกมาเป็นภาพนี้คือ เรานึกสนุกกำลังจะย่อตัวลงถ่ายรูปกับเจ๊ยุ ในฐานะภริยาอดีตปลัดกลาโหม หลังมีข่าวกระแสแรงช่วงนั้นว่า ภริยาปลัดกลาโหมคนปัจจุบันไปเปิดฝายซึ่งมีชื่อตัวเอง ส่วน ''เจ๊ยุ ไม่มีฝาย'' มีแต่คำแซวจาก “ใบตองแห้ง” พูดล้อหลังจากเป็นวิทยากรเวทีเดียวกัน* ว่าอยากทำโปรเจค “ฝายแม่ยุวดีพัฒนา” แต่ก่อนที่จะได้ย่อตัวลง “เจ๊ยุ” รีบใช้มือฉุดแขนเราอย่างแรง!! และโอบแขนไว้ ทำนองว่า ไม่เอา อย่าเล่นแบบนี้… ที่เห็นในภาพนี่คือเจ๊คลายมือลงบ้างแต่แขนยังติดกันอยู่ เหตุการณ์แค่เสี้ยวนาทีสอดคล้องกับความรู้สึกในมุมที่เรารู้จักเจ๊มา 10 ปี ไม่รู้โชคดีหรือโชคร้าย เรายังไม่เคยโดนเจ๊ดุ หรือพูดเสียงดังด้วย อาจเป็นเพราะยังไม่มีโอกาสได้อยู่ใกล้ๆ นานๆ เหมือนที่หลายๆ คนเคยเจอ เราเป็นนักข่าวใหม่ ก่อนรัฐประหาร 19 กันยา 49 ไม่กี่วัน  ได้รับโอกาสจากหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ของป๋าเปลว สีเงิน ให้ไปประจำทำเนียบรัฐบาล แต่ไม่นาน เราก็ได้รับมอบหมายให้ไปประจำ กกต.ยุคนั้นคือยุค กกต.สดศรี สัตยธรรม กกต.สมชัย จึงประเสริฐ เพราะกำลังจะมีการเลือกตั้งปลายปี 2550  ตลอดมา ภาพจำเกี่ยวกับเจ๊ยุ มี 3-4 ตอนระหว่างวันทำงานปกติ เราไม่เคยอยู่กับเจ๊ท่ามกลางฉากหลังเหตุการณ์สำคัญ มีเพียงโอกาสได้ทำงานใกล้ๆ ไม่กี่ครั้งตอนอยู่ภาคสนาม ครั้งหนึ่งเราเดินกลับทำเนียบฯ กับเจ๊ โดยเดินผ่านมาทางกระทรวงศึกษาธิการ จำไม่ได้ว่าวันนั้นกลับจากหมายไหน รู้สึกว่าจะมีการยกเลิกหมายด้วยจึงเดินกลับมาท่ามกลางรถติด แต่ที่จำได้แม่นคือ เราเดินช้า จนเจ๊ต้องหันมาถามว่า “เป็นนักข่าวไหวไหมเนี่ย” น้ำเสียงเจ๊ไม่ได้ดุและออกจะยิ้มๆ ด้วยซ้ำ, คำถามโดยไม่ต้องการคำตอบนี้ เหมือนจะบอกในตัวเองว่า นักข่าว ไม่ใช่งานสบายๆ การเดินตามเจ๊ในวันนั้นรู้สึกได้ถึงความเป็นคนทำงานจริงๆ หลังจากนั้น มีอีกช่วงเวลาสั้นๆ เราได้ไปนั่งเฝ้ายืนเฝ้า ป.ป.ช. ฝั่งตรงข้ามทำเนียบรัฐบาล มีวันหนึ่ง เดินข้ามถนนกลับมาทำเนียบฯ เข้ารังนกกระจอก เจอเจ๊ถามว่า “นี่ เธอได้สมุดจดข่าวหรือยัง?” จากนั้นเจ๊ก็ยื่นสมุดจดข่าวให้ …



ฉลามเขียว : พลเอกประยุทธ์อยู่อย่างทรมาน…?

“ ผมไม่ได้คาดหวังว่าจะต้อง ป.ย.ป.ตลอดไป หลายคนไปเปลี่ยนชื่อจากการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง เป็นประยุทธ์อยู่ต่อไปนานๆ ถ้าคิดแบบนี้ก็ต้องเลิก สงสัยว่าคิดได้อย่างไร ถ้าทุกคนมาอยู่แบบผมก็จะรู้ว่า การอยู่ต่อไปมันทรมานจริงๆ ”   พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หลุดคำว่า “การอยู่ต่อไปมันทรมานจริง ” ออกมาเมื่อตอนเช้าวันที่ 2 มี.ค.2560 ในการกล่าวขณะเป็นประธานเปิดอบรมหลักสูตรการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง หรือ หลักสูตร ป.ย.ป.


No Picture

เช็กตารางชมซากุระ "ญี่ปุ่น-เกาหลีใต้" ให้สนุกก่อนวันหยุดยาว

ถึงฤดูกาล “ฮานามิ”หรือการชมซากุระแล้ว เช็กตารางการผลิบานให้ดี กกต.ไทยไปดูงานฟรี”ญี่ปุ่น-เกาหลีใต้”รีบกลับหลังจากโดนสื่อท้วง เลยไปเก้อ อดชมซากุระ รู้จักเทศกาลชม “ซากุระ” หรือ “ฮานามิ” เทศกาลการชมซากุระเป็นประเพณีดั้งเดิมของชาวญี่ปุ่น ซึ่งจะออกมาชื่นชมความงดงามของดอกซากุระผลิบานในช่วงฤดูใบไม้ผลิ และสืบทอดกันมามากกว่าพันปี ซึ่งครอบครัวและเพื่อนบ้านจะชักชวนกันออกมานั่งในสวยต่างๆ โดยทำกิจกรรมร่วมกัน เช่น รับประทานอาหาร เดินเล่น โดยมีจุดชมซากุระที่ขึ้นชื่อ อย่างปราสาทโอซาก้าในภูมิภาคคันไซ หรือสวนอุเอโนะในโตเกียว ภูมิภาคคันโต ในปัจจุบันนักท่องเที่ยวไทยให้ความนิยมเดินทางไปจำนวนมากโดยเฉพาะช่วง มีนาคม-พฤษภาคม ของทุกปี   สำหรับตารางการเยี่ยมชมซากุระจะเปลี่ยนไปตามสภาพภูมิอากาศของแต่ละปี โดยในปีนี้ Nippon Kishou ออกพากรณ์อากาศการผลิบานของซากุระไปเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งปกติซากุระจะบานจากภูมิภาคตอนใต้ของเกาะเช่นคิวชู ไล่ขึ้นไปถึงตอนเหนือของเกาะอย่างฮอกไกโด ในปีนี้เกาะคิวชู (ฟุกุโอกะ) จะเริ่มบานในวันที่ 23 มีนาคม แลไล่มาถึงฮิโรชิม่าในภูมิภาคชูโงะ 26 มีนาคม โอซาก้า(คันไซ) 29 มีนาคม นาโงย่า(ชูบุ) 26 มีนาคม โตเกียว(คันโต) 20มีนาคม เซนได(มิยะงิ) 3เมษายน อาโอโมริ(โทโฮคุ) 17 เมษายน และ ซัปโปโร (ฮอกไกโด) 2 พฤษภาคม   ส่วนเกาหลีใต้เองก็มีเทศกาลชมดอกพ็อตโกต หรือซากุระเกาหลีก็บานจากใต้ขึ้นเหนือเช่นกันสำหรับปี 2017 ได้มีกำหนดการออกมาแล้วคือ คือเกาะเจจู   21 มีนาคม  ภาคใต้  26 – 31 มีนาคม ปูซาน 26 มีนาคม บริเวณภาคกลาง  2 – 9 เมษายน และกรุงโซล 6 เมษายน  แต่สิ่งที่แฟนๆเกาหลีเฝ้าคอยจริงคือ Forsythia หรือ (แคนารี)สีเหลืองสะพรั่ง ที่เราเห็นตามภาพยนตร์เกาหลีก็มีเวลาผลิบานที่ไล่เลี่ยกัน โดยพยากรณ์ปีนี้ทำนายว่า เกาะเจจู เริ่มบาน 11 มีนาคม ปูซาน 15 มีนาคม ควางจู 19 มีนาคม โปฮัง 19 มีนาคม  ชองจู 26 มีนาคม โซล 27 มีนาคม อินชอน 1 เมษายน ดังนั้นหากใครจะแพลนต้องรีบจองตั๋วให้ดี เนื่องจากเทศกาลดังกล่าวความต้องการทั้งตั๋วเครื่องบิน ที่พัก และอาหารจะเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก เรียนรู้มารยาทในการชมซากุระ ปีก่อนๆหน้านี้มักจะมีดราม่าเกี่ยวกับนักท่องเที่ยวไทยที่ทำพฤติกรรมไม่เหมาะสมในการชมซากุระ ทั้งการที่มีดาราไปโน้มกิ่งต้นซากุระ ไปปีนต้นซากุระ หรือร้ายแรงถึงขั้นไปเด็ดดอกซากุระออกจากต้น จึงขอแนะนำวิธีที่ทำให้เราเยี่ยมชมความสวยงามให้อยู่กับเราไปนาน   เว็บเพจของสถานเอกอัคราชทูตไทย กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่นเคยออกประกาศข้อแนะนำ 6 ข้อสำหรับนักท่องเที่ยวไทยที่จะเดินทางไปยังญี่ปุ่นเมื่อปี 2558 ที่นักท่องเที่ยวเดินทางไปจำนวนมากหลังมีการยกเว้นวีซ่าเข้าประเทศ โดยมีข้อแนะนำดังนี้    1. ไม่เด็ด หรือจับกิ่งซากุระจากต้น 2