interview

เบื้องหลังการลาออกของ Chris Metzen พนักงานคนสำคัญของ Blizzard และผู้ผลักดันโครงการ Overwatch

Chris Metzen อำลาวงการเกมไปเมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมาด้วยวัย 42 ปี ก่อนที่เขาจะลาออก Metzen ดำรงตำแหน่ง senior vice president ด้าน story และ franchise development และเป็นผู้ที่เรียกได้ว่าเป็นหน้าเป็นตาของ Blizzard ข่าวการลาออกของเขาจึงสร้างความประหลาดใจแก่แฟนค่าย Blizzard จำนวนมาก ก่อให้เกิดคำถามว่า เหตุใด หนึ่งในผู้ให้กำเนิดแฟรนไชส์ที่โด่งดังอย่าง Warcraft, Starcraft และ Diablo จึงตัดสินใจเช่นนั้น ในตอนล่าสุดของ The Instance (กลุ่มพอดแคสติงเกม World of Warcraft ดำเนินโดย Scott Johnson) Metzen พูดคุยกับ Johnson ถึงเหตุผลที่เขาลาออกจากบริษัทที่อยู่ด้วยมาถึง 20 ปี “การตัดสินใจลาออกจาก Blizzard ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเลยแม้แต่น้อย” Metzen อธิบาย “ผมอยู่ที่นั่นมาตั้งแต่สมัยที่เรียกว่ายังเป็นเด็กด้วยซ้ำ ตอนที่ผมได้รับการว่าจ้างจาก Blizzard ตอนนั้นผมอายุ 19 ปี และหลังจากนั้นมันก็กลายเป็นชีวิตของผม เป็นตัวตนของผม เป็นสิ่งที่ผมทุ่มเทให้ มันเป็นอะไรที่สุดยอดมาก แต่การพยายามอย่างหนักเช่นนั้น ในบางครั้งก็ต้องมีสิ่งที่สูญเสียกันไปบ้าง” Metzen กล่าวถึงช่วงเวลาที่สูญเสียไปในการทำให้เกม Overwatch เกิดขึ้นมาได้ เพราะ Overwatch เป็นดั่งนกฟีนิกซ์ ที่ฟื้นขึ้นมาจากซากของเกมที่ตายไปแล้วในนามโปรเจค Titan เกมที่ควรจะได้เป็นเกม MMO อันยิ่งใหญ่ ก่อนถูกยกเลิกหลังจากพัฒนามาถึง 7 ปี “ช่วงเวลาดังกล่าวทำให้ผมรู้สึกเหนื่อยล้าเป็นอย่างมาก” “ผมคิดว่าในใจลึก ๆ ผมต้องการเปลี่ยนแปลงชีวิตของตัวเอง ผมอยากก้าวเดินให้ช้าลงบ้าง ผมไม่อยากแบกรับน้ำหนักทั้งหมดนี้ไว้คนเดียว แต่เมื่อคุณอยู่ที่ Blizzard มานานแบบผม ให้ลองนึกถึงภาพยนตร์เรื่อง Shawshank Redemption ผมกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบ (institutional man) ไปแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม ท้ายที่สุดแล้วผมก็คือส่วนหนึ่งของ Blizzard ผมรักผู้คนและสถานที่แห่งนี้” แต่แล้ว Metzen และทีมของเขาก็ทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ขึ้นมา ด้วยการดันให้โปรเจคที่ล้มเหลวอย่าง Titan กลายเป็นสิ่งที่ประสบความสำเร็จ พวกเขาสามารถฟื้นคืนชีพ Overwatch ได้ แต่สิ่งนี้ก็ทำให้ฟางเส้นสุดท้ายของ Metzen ขาดลง “ผมเริ่มรู้สึกตื่นตระหนกและวิตกกังวลตลอดเวลา ก่อนที่ผมจะลาออกผมก็คิดว่าสิ่งนี้มันเกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติ แต่ในขณะนั้นผมยังไม่เข้าใจว่ามันคืออะไรกันแน่ ผมและ Kat ภรรยาของผมมักจะไปออกเดทและดูหนังด้วยกันอยู่เสมอ แต่ผมก็เริ่มเกิดอาการตื่นตระหนกในระหว่างที่ดูหนังขึ้นมา ผมไม่รู้เลยว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับตัวผมกันแน่” อาการตื่นตกใจของ Metzen ประกอบกับลูกสาวของเขาที่ลืมตาดูโลกได้ไม่นาน ได้บีบคั้นให้เขาต้องตัดสินใจทำในสิ่งที่ยากลำบากอย่างการลาออกครั้งนี้ไป ผู้ที่สนใจจะรับฟังบทสัมภาษณ์ฉบับเต็ม สามารถรับฟังได้ที่ลิงก์ต่อไปนี้ The Chris Metzen Interview ที่มา – GameSpot , Eurogamer Out now, my interview with @ChrisMetzen . On the Instance and BOOP podcast feeds


Voice Master เสียง สื่อ คิด EP.13 : พบกับโจทย์สุดหิน “สัมภาษณ์ และ วิเคราะห์” เพื่อค้นหาผู้เข้ารอบ 2 คนสุดท้าย

รับชมคลิปตัวเต็มได้ที่นี่ รายการ Voice Master ประจำวันที่ 3 เมษายน 2559   Voice Master สัปดาห์นี้ ทั้ง 4 VM จะต้องเจอกับโจทย์สุดหิน 2 ด่าน เพื่อทดสอบ “Interviewing & Analysis skill” หรือ ทักษะการสัมภาษณ์ และการวิเคราะห์ เพื่อค้นหาผู้ผ่านเข้ารอบ 2 คนสุดท้าย  ทั้ง 4 VM จะทำได้ดีแค่ไหน ต้องติดตาม..  


No Picture

สัมภาษณ์ Bitdefender Thailand แนวโน้มวงการความปลอดภัยและการป้องกัน Ransomware

Bitdefender เป็นซอฟต์แวร์แอนตี้ไวรัสชื่อดังที่โดดเด่นด้านคะแนนการตรวจจับไวรัสมาโดยตลอด ถ้าใครติดตามเรื่องผลการทดสอบแอนตี้ไวรัสจากเว็บไซต์ AV-Test มาบ้าง ก็คงพอทราบว่า Bitdefender ได้คะแนนอันดับต้นๆ (ผลัดกันแพ้ชนะกับ Kaspersky อยู่เรื่อยๆ) แต่นอกจากคะแนนแอนตี้ไวรัสแล้ว Bitdefender ยังมีแง่มุมที่น่าสนใจอีกหลายอย่าง (เช่น ต้นกำเนิดของบริษัทที่มาจากประเทศโรมาเนีย) ผมมีโอกาสได้สัมภาษณ์ คุณ Michal Dominik ผู้จัดการ Bitdefender ประจำประเทศไทย มีประเด็นมาเล่าดังนี้ครับ คุณ Michal Dominik ผู้จัดการ Bitdefender Thailand ต้นกำเนิดของ Bitdefender Bitdefender เป็นบริษัทจากประเทศโรมาเนีย ต้นกำเนิดของบริษัทมาจากผู้ก่อตั้ง Florin Talpeș ทำธุรกิจออกแบบระบบคอมพิวเตอร์มาก่อนในยุค 1990s แต่ก็เจอปัญหาคู่แข่งเขียนไวรัสมากลั่นแกล้ง ดังนั้นเขาจึงพัฒนาระบบความปลอดภัยขึ้นมาใช้กับระบบคอมพิวเตอร์ของตัวเอง จนพัฒนากลายมาเป็นธุรกิจ Bitdefender ในภายหลัง ตัวซอฟต์แวร์ Bitdefender เริ่มออกสู่ตลาดโลกในปี 2001 และสร้างนวัตกรรมหลายอย่างในวงการแอนตี้ไวรัส เช่น มีระบบ intelligence update เป็นรายแรก ซึ่งภายหลังคู่แข่งก็ทำตามกันหมด วิดีโอแนะนำ Bitdefender โดย Florin Talpeș ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของบริษัท ธุรกิจของ Bitdefender ในปัจจุบัน คุณ Michal แยกธุรกิจของ Bitdefender ออกเป็น 4 ส่วนด้วยกัน แอนตี้ไวรัสสำหรับคอนซูเมอร์ ที่สร้างชื่อให้บริษัท และหลายคนรู้จักกันดี ซอฟต์แวร์ความปลอดภัยสำหรับภาคธุรกิจขนาดเล็ก (Small Business) ซอฟต์แวร์ความปลอดภัยสำหรับองค์กรขนาดใหญ่ (Enterprise) ซอฟต์แวร์ความปลอดภัยสำหรับผู้ให้บริการ (Managed Service Provider หรือ MSP) ซอฟต์แวร์ความปลอดภัยของ Bitdefender ยังเน้นไปที่การคุ้มครองตัวเครื่องปลายทาง (endpoint) ซึ่งเป็นสิ่งที่บริษัทเชี่ยวชาญ ต่างจากคู่แข่งหลายๆ รายที่ขยายไปทำเรื่องความปลอดภัยของระบบเครือข่าย (network security) ผ่านการซื้อกิจการ ซอฟต์แวร์ความปลอดภัยสำหรับคอนซูเมอร์ Bitdefender มีซอฟต์แวร์ครอบคลุมหลายแพลตฟอร์ม ทั้ง Windows, Mac และ Android ธุรกิจส่วนนี้ยังสร้างรายได้ให้กับบริษัทมากที่สุด ตัวซอฟต์แวร์แบ่งออกเป็น 3 ระดับคือ Antivirus Plus (แอนตี้ไวรัสพื้นฐาน), Internet Security (เพิ่มไฟร์วอลล์) และ Total Security (เพิ่มระบบแบ็คอัพและการเข้ารหัส) คุณ Mikhal บอกว่าถึงแม้โลกเราจะมีแอนตี้ไวรัสฟรีมากมาย แต่แอนตี้ไวรัสแบบเสียเงินก็ยังมีความจำเป็น (และขายได้) เพราะความซับซ้อนของการโจมตีมากขึ้นเรื่อยๆ แถมยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลง ทาง Bitdefender เองก็คาดการณ์ว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า ตลาดซอฟต์แวร์ความปลอดภัยจะเติบโตขึ้นอีกมาก Bitdefender ทำตลาดเมืองไทย โดยจับมือกับพาร์ทเนอร์ค้าปลีกหลายราย ช่วยจัดจำหน่ายตัวซอฟต์แวร์แบบกล่องให้ซื้อง่าย ใช้สะดวก แถม Bitdefender ยังทำราคาขายในประเทศไทยให้ถูกกว่าในตลาดโลก (ตัวล่างสุดราคา 599 บาทต่อปี ราคาเมืองนอกเริ่มที่ 39.95 ดอลลาร์) และมีบริการซัพพอร์ตหลังขายทางโทรศัพท์ ที่เปิดบริการ 7 วันต่อสัปดาห์อีกด้วย ผมถามว่าในปัจจุบัน เราย้ายไปซื้อซอฟต์แวร์ออนไลน์กันเยอะแล้ว ซอฟต์แวร์แบบกล่องยังขายได้อยู่ไหม คำตอบคือในบางประเทศ Bitdefender เลิกขายซอฟต์แวร์กล่องแล้ว แต่ในประเทศไทยก็คิดว่ายังจำเป็นอยู่ อย่างไรก็ตาม ในรอบ 1-2 ปีมานี้ ก็พบว่าลูกค้าในไทยหันมาซื้อผ่านออนไลน์มากขึ้น มียอดขายผ่านออนไลน์ประมาณ 100 ไลเซนส์ต่อเดือนแล้ว จากเดิมที่มีเพียงไม่กี่ไลเซนส์เท่านั้น ซอฟต์แวร์ความปลอดภัยสำหรับตลาดองค์กร สำหรับซอฟต์แวร์ฝั่งองค์กรของ Bitdefender ใช้แบรนด์ GravityZone ทำตลาด โดยมีหลายรุ่นย่อยคือ Business (องค์กรขนาดเล็ก), Advanced Business (องค์กรขนาดกลาง) และ Enterprise (องค์กรขนาดใหญ่) จุดเด่นของ Bitdefender ฝั่งองค์กรคือมีทั้งซอฟต์แวร์แบบติดตั้งในเครื่อง (on premise) และใช้งานผ่านคลาวด์ (cloud) ให้เลือก ทั้งสองเวอร์ชันเหมือนกันทุกประการ (เวอร์ชันคลาวด์รันบน AWS) ในมุมมองของ Bitdefender มองว่าซอฟต์แวร์ความปลอดภัยในอนาคตจะเป็นคลาวด์ทั้งหมด จึงมุ่งไปที่คลาวด์เป็นหลัก แต่ก็ยังมีแบบ on premise ให้ถ้าลูกค้าต้องการ ปัจจุบัน Bitdefender บอกว่าตัวเองเป็นระบบความปลอดภัยผ่านคลาวด์ (cloud security) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีลูกค้ากว่า 500 ล้านราย ตลาดนี้คู่แข่งสำคัญคือ Kaspersky ซึ่งในแง่ฟีเจอร์คงไม่ต่างกันนัก แต่ Bitdefender เหนือกว่าด้านคลาวด์ ส่วนซอฟต์แวร์ระดับ Enterprise ก็มีผลิตภัณฑ์หลากหลาย ทั้งด้านการคุ้มครอง Endpoint (พีซี/เซิร์ฟเวอร์) และอุปกรณ์พกพา, การคุ้มครอง VM โดยมีพาร์ทเนอร์ทั้ง VMware, Microsoft, Citrix คู่แข่งสำคัญคือ Trend Micro แต่ Bitdefender มั่นใจว่าราคาถูกกว่า ใช้ทรัพยากรเครื่องน้อยกว่า คอนฟิกง่ายกว่า และมีระบบไลเซนส์ที่เรียบง่ายกว่า ลูกค้าในไทยก็มีหลายรายทั้งภาคการศึกษา มหาวิทยาลัย โรงพยาบาล โทรคมนาคม เป็นต้น พัฒนาการของภัยคุกคามออนไลน์และ Ransomware คุณ Mikhal บอกว่าเหตุผลที่ภัยคุกคามออนไลน์ขยายตัวเร็วมาก เป็นเพราะในอดีต คนเขียนไวรัสหรือมัลแวร์เอาสนุก แต่ปัจจุบันมันกลายเป็นธุรกิจที่ทำเงินได้มาก โดยเฉพาะเรื่องการขโมยข้อมูลสำคัญขององค์กร อย่างปัญหา ransomware ก็เป็นเรื่องใหญ่ทั่วโลก ไม่ใช่เฉพาะที่เมืองไทยเท่านั้น ความยากของการจัดการ ransomware คือเปลี่ยนตัว signature ตลอดเวลา การตรวจจับทำได้ยากมาก Bitdefender พยากรณ์ว่าในอนาคต เราจะเห็น ransomware พัฒนาไปอีกขั้น ตอนนี้คือขู่จะลบข้อมูลถ้าหากเราไม่จ่าย แต่ต่อจากนี้ไป เราจะเริ่มเห็น ransomware ที่ขู่จะเปิดเผยข้อมูลของเราถ้าไม่ยอมจ่ายด้วย นอกจากนี้บริษัทยังมองว่าเดี๋ยวเราจะเห็น ransomware แพร่ระบาดไปบนแมค ลินุกซ์ และมือถือตามมา ( บทความพยากรณ์ปี 2016 โดยผู้บริหารของ Bitdefender ) คุณ Mikhal แนะนำเทคนิคเบื้องต้น 3 ข้อที่ช่วยจำกัดความเสียหายของ Ransomware ได้ เทคนิคพื้นฐานคือไม่ควรเข้าเว็บที่ไม่รู้จัก ไม่ควรเปิดอีเมลจากคนแปลกหน้า รวมถึงเลี่ยงการเปิดเผยตัวตนจริงในพื้นที่สาธารณะออนไลน์ ผู้ใช้งานต้องรู้จักเรียนรู้ว่าพฤติกรรมแบบไหนคือความเสี่ยง ติดตั้งซอฟต์แวร์ความปลอดภัยที่มีคุณภาพ เพราะช่วยลดความเสี่ยงลงได้ ต้องรู้จักแยกไฟล์ข้อมูลสำคัญเก็บไว้ต่างหาก ต้องสำรองข้อมูล Bitdefender รุ่นปี 2016 ก็มีฟีเจอร์ช่วยป้องกัน ransomware เช่นกัน ถึงแม้จะตรวจจับได้ไม่หมด แต่ผู้ใช้สามารถระบุ “โฟลเดอร์ข้อมูลสำคัญ” แล้ว Bitdefender จะนำระบบความปลอดภัยมาครอบโฟลเดอร์นั้นๆ ไม่ให้เขียนไฟล์อื่นเพิ่มเติมในโฟลเดอร์นั้นได้ BitDefender, Interview, Ransomware, Security


No Picture

สัมภาษณ์ TakeMeTour สตาร์ตอัพสายท่องเที่ยว ตลาดกลางสำหรับหาไกด์ท้องถิ่น

TakeMeTour เป็นสตาร์ตอัพด้านการท่องเที่ยวของไทยที่กำลังมาแรงอีกราย บริษัทนี้ ผ่านเข้ารอบสุดท้าย dtac Accelerate Batch 3 รูปแบบคือเป็นตลาดกลางสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ในการหาไกด์ท้องถิ่นพาเที่ยวในพื้นที่ต่างๆ ซึ่งเป็นธุรกิจที่กำลังได้รับความนิยมอย่างสูง (ในแถบเอเชียเองก็มี Triip.me ของเวียดนาม ที่ทำแบบเดียวกัน) Blognone มีโอกาสสัมภาษณ์ คุณอมรเชษฐ์ จินดาอภิรักษ์ (ต้า หรือ ทาโร่) ผู้ก่อตั้ง TakeMeTour เกี่ยวกับที่มาที่ไปของบริษัท โมเดลธุรกิจ และแผนการในอนาคต น่าจะเป็นประโยชน์กับผู้สนใจสตาร์ตอัพในสายท่องเที่ยวครับ ประวัติและที่มาของการตั้ง TakeMeTour TakeMeTour เกิดขึ้นจากการตอบสนองความต้องการของตัวเอง เพราะผู้ก่อตั้งทั้งสองคน นพกับต้า เป็นคนชอบเที่ยว เวลาที่เราไปเที่ยวเมืองไหนก็จะติดต่อเพื่อนที่รู้จักให้พาเที่ยว แต่พอบางครั้งไปในเมืองที่เราไม่มีเพื่อนอยู่เลยและต้องเที่ยวด้วยตัวเอง เราเลยค้นพบว่าสิ่งที่ได้จากการที่มีเพื่อนพาเที่ยว มันให้อะไรมากกว่า เพราะไม่ใช่แค่ไปในสถานที่ท่องเที่ยวหลัก แต่เรายังได้ไปสัมผัสความเป็นท้องถิ่นจริงๆ ได้มีเพื่อนที่คอยเล่าถึงความเป็นไปของเมือง เรื่องราวเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยของเมืองนั้นๆ ได้กินของอร่อยราคาถูกที่ไม่ใช่ร้านสำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไป เราจึงกลับมาคิดกันว่า เฮ้ย การเที่ยวในรูปแบบนี้น่าสนใจนะ แต่ข้อจำกัดคือไม่ใช่ทุกคนจะมีเพื่อนในทุกเมือง เราเลยพยายามแก้ไขปัญหาด้วยการเป็นตัวกลางคอยเชื่อมนักท่องเที่ยวกับคนท้องถิ่นด้วยกัน TakeMeTour เริ่มจากการติดต่อนักเรียนไทยในต่างประเทศให้เป็นคนพาเที่ยว แล้วเชื่อมต่อกับคนไทยที่ต้องการไปเที่ยวในประเทศนั้นๆ ตอนนั้น ต้าเองกำลังเรียนอยู่แถวยุโรปด้วยพอดี ก็เลยเริ่มต้นง่ายๆ จากหาเพื่อนมาเป็นคนพาเที่ยว หลังจากทำมาได้ระยะหนึ่ง เราก็เริ่มเห็นถึงความยากในการขยายธุรกิจ เพราะทุกอย่างต้องทำด้วยมือกันหมด ไม่มีระบบอัตโนมัติช่วย เลยคิดว่าต้องทำแพลตฟอร์มในเว็บไซต์ให้ระบบมันเดินได้ด้วยตนเอง ในลักษณะของ Marketplace เราเลยไปทาบทามมือ dev เทพนามว่า ปันเจ (CTO) มาร่วม แต่ก็พบปัญหาต่ออีกว่าคนไทยอาจยังไม่คุ้นชินกับระบบอัตโนมัติแบบนี้ เลยตกลงกันว่างั้นเริ่มจากให้นักท่องเที่ยวต่างชาติมาเที่ยวในไทยก่อนแล้วกัน แล้วให้คนไทยเป็นคนพาเที่ยว นั่นแหละครับคือจุดเริ่มต้นของ TakeMeTour.com เวอร์ชั่นปัจจุบัน ทีมงาน TakeMeTour ในปัจจุบัน โมเดลธุรกิจของ TakeMeTour TakeMeTour ตอนนี้เป็น marketplace ครับ เราสร้างแพลตฟอร์มให้คนไทยที่อยากพาเที่ยว รู้เรื่องในพื้นที่ที่ตัวเองอยู่เป็นอย่างดี เข้ามาสร้างทริป 1 วันบนระบบของเรา โดยสามารถกำหนดไอเดียทริปได้เอง ตั้งราคาได้เองด้วย หลังจากสร้างทริปเสร็จ ต้องผ่านการควบคุมคุณภาพจาก TakeMeTour ก่อนที่ทริปจะออนไลน์ให้นักท่องเที่ยวจองเข้ามา เราจะคิดค่า booking fee บวกขึ้นไป 10-30% จากราคาทริปที่คนพาเที่ยวตั้งไว้ ซึ่งจะเก็บจากนักท่องเที่ยว เมื่อไกด์พาเที่ยวเสร็จ ก็จะมีการให้รีวิวคุณภาพตามปกติครับ สถิติไกด์และนักท่องเที่ยวในปัจจุบัน ตอนนี้เราเรียกได้ว่าเป็น marketplace สำหรับ one day tour ที่ใหญ่ที่สุดในไทยครับ เรามีจำนวนทริปในระบบกว่า 400 ทริป ครอบคลุม 32 จังหวัดในประเทศไทย มีคนลงทะเบียนเป็นคนพาเที่ยวกว่า 7,000 คน และมีทริปที่รอตรวจสอบคุณภาพอีกประมาณ 900 ทริป ยอดการ book เข้ามาในแต่ละวันจะอยู่ที่ประมาณ 3-5 ทริป ถือว่ายังไม่มาก ในขณะเดียวกัน เรากำลังเริ่มขยายการทำตลาดออกไป เร็วๆ นี้น่าจะได้เห็นแคมเปญน่าสนใจเพิ่มเติม เช่น ตอนนี้เรากำลังเริ่มทดสอบแคมเปญกับ dtac Tourist Sim ที่นักท่องเที่ยวมาซื้อซิมมือถือกับ dtac แล้วจะได้รับ SMS เพื่อเข้าจองทริปกับ TakeMeTour โดยเน้นไปที่เมืองยอดนิยมของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่มีสนามบินนานาชาติ โดยเราจะเสนอทริปที่สามารถเดินทางไปกลับได้ในวันเดียว มีเคสการพาเที่ยวรายไหนที่น่าสนใจบ้าง มีหลายเคสที่เราอยากเล่าให้ฟัง ทั้งในด้านคนพาเที่ยวและนักท่องเที่ยว อันนึงที่เจ๋งคือเป็นทริปพาไปชกมวยที่ค่ายมวยของคุณบัวขาว นักท่องเที่ยวจองทริปเข้ามาตามปกติ แต่ก็ติดต่อมาหา Customer Support ของเราเอง เพราะอยากให้เราช่วยพาไปเจอบัวขาว นักท่องเที่ยวบอกว่าลูกชายเค้าคลั่งไคล้บัวขาวมากๆ และตรงกับวันเกิดลูกเค้าด้วย จึงอยากเซอร์ไพร์สเป็นของขวัญวันเกิด เราเลยประสานกับคนพาเที่ยวให้เช็คตารางของบัวขาว โชคดีว่าบัวขาวอยู่ที่ค่ายในวันนั้นพอดี ทริปนี้ก็จบด้วยการที่ลูกชายของเค้าถูกเตะซะน่วม เอ้ย ได้ถ่ายรูปกับบัวขาวอย่างมีความสุขกันไปครับ แผนการในอนาคต เราเพิ่งปิดรอบการลงทุนมาสดๆ ร้อนๆ กับทาง 500TukTuks, dtac Accelerate และคุณต๊อบจากเถ้าแก่น้อย เป้าหมายคือเตรียมแผนรุกตลาดให้หนักขึ้นกว่าเดิม รวมถึงการพัฒนาระบบเทคโนโลยีในเว็บไซต์ให้ดียิ่งขึ้น และพัฒนาคุณภาพของทริปในระบบให้มีความโดดเด่นมากขึ้น ภายในปลายปีนี้ถึงกลางปีหน้า เราจะเริ่มขยายบริการออกไปในย่าน ASEAN เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย พม่า และเวียดนาม Interview, Startup, Travel


โซนีได้สิทธิ์ในการสร้างหนังไอคอน ‘อีโมจิ’

รับชมคลิปตัวเต็มได้ที่นี่ Sony Pictures Animation ได้สิทธิ์ในการสร้างหนังแอนิเมชั่น “อีโมจิ” ไอคอนสุดน่ารักบนโลกออนไลน์ โดยล่าสุดรายงานเปิดเผยว่าจะมีการเดินหน้าเรื่องนี้ในเร็ววันนี้       รายงานข่าวเว็บไซต์ Deadline เปิดเผยว่า Sony Pictures Animation คว้าชัยชนะเหนือ Warner Bros. และ Paramount Pictures ในการทุ่มเงินก้อนโตประมูลแย่งชิงลิขสิทธิ์เค้าโครงเรื่องของหนัง “ไอโมจิ” ไอคอนสุดน่ารักในโลกออนไลน์ ทำให้พวกเขาจะสิทธิ์ในการสร้างหนังที่มี “อีโมจิ” เป็นตัวละครหลักทันที  รายงานข่าวยังเปิดเผยอีกด้วย Sony Pictures Animation เตรียมเดินหน้าสร้างหนัง “อีโมจิ” อย่างเต็มที่ โดยได้วางตัวผู้กำกับของหนังเรื่องนี้เอาไว้แล้วว่าจะเป็นหน้าที่ของ “แอนโธนี ลีออนดิส” จากหนัง Kung Fu Panda : Secrets of the Masters  ซึ่งเป็นเจ้าของไอเดียในการนำ “อีโมจิ” มาโลดแล่นในโลกภาพยนตร์ โดย “แอนโธนี ลีออนดิส” จะรับหน้าที่เขียนบทร่วมกับ “อีริค ซีเกล” โดยเป็นที่คาดการณ์ว่า Sony Pictures Animation จะเปิดกล้องหนังเรื่องนี้ในเร็ววันนี้


No Picture

สัมภาษณ์คนไทยในซิลิคอนวัลเลย์ – วิทวัส กาญจนฉัตร แห่งบริษัทเทคโนโลยีโฆษณา Turn

ซีรีส์ “สัมภาษณ์คนไทยในซิลิคอนวัลเลย์” มาถึงตอนที่ห้าแล้วนะครับ ตอนนี้เราจะมาคุยกับ คุณวิทวัส กาญจนฉัตร วิศวกรคนไทยจากบริษัทโฆษณาออนไลน์ Turn Inc. ที่จะมาแนะนำข้อมูลของวงการเทคโนโลยีโฆษณา (Ad Tech) ในบทสัมภาษณ์นี้ยังเล่าประสบการณ์และเทคนิคการสัมภาษณ์กับบริษัทไอทีชื่อดังหลายแห่ง ข้อมูลเรื่องวีซ่า การเสียภาษี การลดหย่อนภาษี และค่าใช้จ่ายสำหรับการอยู่อาศัยในอเมริกา รวมถึงประเด็นเรื่อง “ภาษาจีน” ในซิลิคอนวัลเลย์ที่อาจสำคัญกว่าหลายคนคิด ประวัติความเป็นมา แนะนำตัวแบบคร่าวๆ ผมเรียนจบปริญญาตรีวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ที่จุฬาฯ และได้มีโอกาสเข้าทำงานที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยผลงานที่คิดว่าหลายคนน่าจะคุ้นหน้าคุ้นตากันคือโปรแกรมเทรดหุ้น Settrade Streaming for iPhone/iPad และ Streaming Pro ครับ หลังจากนั้นผมมาศึกษาต่อระดับปริญญาโทด้าน Information Technology ที่ Carnegie Mellon University (CMU) ซึ่งหลายคนมองว่าเป็นมหาวิทยาลัยอันดับต้นๆ ของโลกที่เข้ายากมาก แต่พอมาเรียนแล้วพบว่าสิ่งที่ยากกว่าคือการแข่งขันในมหาวิทยาลัย เทอมแรกผมคิดว่ามีหน่วยกิตเท่าไหร่ลงเต็มทุกหน่วยกิต ตั้งใจว่าเอาให้คุ้ม พอมาถึงคาบแรกอาจารย์แจก paper พร้อมให้เขียนวิเคราะห์ พอเปิดมา!!! อ่านแทบไม่รู้เรื่องเลย ตรงนี้ต้องบอกเลยว่าคนไทยอย่างเราเป็นรองมาก เพื่อนๆ ชาวอินเดียเขาได้ภาษาอังกฤษกันอยู่แล้ว และเขายังขยันยกมือถามตอบกับอาจารย์ ส่วนเพื่อนคนจีนก็มี textbook หลายเล่มที่แปลเป็นภาษาจีนเสร็จสรรพให้อ่าน มาถึงจุดนี้ผมมองว่าเราต้องสู้เขาให้ได้ หากเพื่อนผมขยัน ผมต้องขยันมากให้มากกว่าเขา ต้องรู้จักกล้าคิดกล้าถามให้มากขึ้น และใช้ประโยชน์จากผู้ช่วยสอน (TA) ให้มากที่สุด จากนั้นมาอยู่ที่ซิลิคอนวัลเลย์ได้อย่างไรครับ โปรแกรมที่ผมศึกษาต้องเรียนทั้งที่แคมปัสหลักที่ Pittsburgh และแคมปัสที่ Silicon Valley ตอนก่อนเรียนจบผมมีโอกาสได้เข้าไปฝึกงานกับ AdsOptimal สตาร์ตอัพเชื้อชาติไทย ของคุณแบดด์ (ปรัชญา) และนี่คือจุดเริ่มต้นของชีวิตใน Silicon Valley ของผม ในระหว่างที่เรียนอยู่ ทางมหาวิทยาลัยจะมีกิจกรรมเหมือนกับ Job Fair บ้านเรา คือให้บริษัทต่างๆ เข้ามาคัดนักศึกษาเพื่อรับเข้าทำงาน ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่สัมภาษณ์งาน (หลายที่มาก) จนกระทั่งได้ offer มาก่อนที่จะเรียนจบประมาณครึ่งปี หลังจากเรียนจบก็เริ่มทำงานเลยครับ ปัจจุบันผมทำงานที่บริษัท Turn Inc.


No Picture

สัมภาษณ์คนไทยในซิลิคอนวัลเลย์ – วิโรจน์ จิรพัฒนกุล กับงาน Data Scientist ใน Facebook

ตอนที่สามของซีรีส์ “สัมภาษณ์คนไทยในซิลิคอนวัลเลย์” มาคุยกับ คุณวิโรจน์ จิรพัฒนกุล คนไทยใน Facebook ที่ทำงานเป็น Data Scientist ตำแหน่งงานสุดฮ็อตของวงการไอทีในรอบไม่กี่ปีที่ผ่านมา ในบทสัมภาษณ์นี้ คุณวิโรจน์จะมาแนะนำวงการวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Science) รวมถึงงานในสาขาใกล้เคียงกันทั้ง Data Visualization, Machine Learning และประสบการณ์ทำงานใน Facebook ครับ หวังว่าคงเป็นประโยชน์กับน้องๆ ที่กำลังสนใจศึกษาในสาขาวิชาเหล่านี้ ประวัติความเป็นมา แนะนำตัวหน่อยครับ ชื่อต้าครับ วิโรจน์ จิรพัฒนกุล จบการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขา วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หลังจากนั้นมาศึกษาต่อระดับปริญญาโทและเอกที่ Massachusetts Institute of Technology (MIT) สาขา Transportation และ Operations Research งานวิจัยที่ทำเกี่ยวกับการวางแผนระบบขนส่ง เช่น ตารางบินของสายการบิน, เส้นทางรถเมล์ รถไฟ, และเครือข่ายสถานีเช่าจักรยาน เป็นต้น ทำไมถึงตัดสินใจมาเรียนด้าน Operations Research และสาขาวิชานี้สามารถจบมาประกอบอาชีพอะไรได้บ้าง ตอนช่วงปริญญาตรี ได้เรียนวิชาแนวอัลกอริทึม เรียนเขียนโปรแกรมเพื่อแก้ปัญหาต่างๆ พบว่าตัวเองชอบงานแนวนี้ เลยอยากศึกษาเพิ่มเติมมากขึ้น Operations Research เป็นสาขาวิชาที่นำความรู้หลายๆสาขา เช่น สถิติ คณิตศาสตร์ และคอมพิวเตอร์ มาประยุกต์ใช้เพื่อสร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ (mathematical models) และนำมาใช้ในการประกอบการตัดสินใจหรือแก้ปัญหาต่างๆ ในการดำเนินธุรกิจ เช่น การวางแผนการลงทุน (portfolio optimization) จะซื้อลงทุนในหุ้นหรือกองทุนไหนให้ได้กำไรมาก ความเสี่ยงน้อย, การกำหนดราคาสินค้าอย่างโรงแรม หรือ ตั๋วเครื่องบิน ที่ราคาจะเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา (dynamic pricing), การวางแผนระบบลอจิสติกส์หรือเครือข่ายขนส่งสินค้า (scheduling, routing, network optimization) เป็นต้น คนที่จบสาขานี้ส่วนใหญ่จะเป็นนักวิจัยหรือนักวิเคราะห์ ช่วยบริษัทวางแผนการดำเนินธุรกิจ MIT ถือเป็นสถาบันที่มีชื่อเสียงระดับโลกด้านวิศวกรรม ประสบการณ์การเรียนที่นี่เป็นอย่างไรบ้าง ยากลำบากแค่ไหน ยากอยู่ครับ โดยเฉพาะช่วงแรกที่ไป แถมเราไม่ได้เรียนสายนี้มาโดยตรงตอนปริญญาตรีด้วย เลยต้องปรับตัวพอสมควร การเรียนถือว่าหนักมากเมื่อเทียบกับเมืองไทย การบ้านค่อนข้างเยอะ แต่เป็นประสบการณ์ที่ดีครับ ได้เรียน ได้ร่วมงานกับอาจารย์ที่มืชื่อเสียงระดับโลกหลายๆคน ได้รู้จักกับเพื่อนที่เก่งๆ จากทั่วโลก และได้เห็นนวัตกรรมใหม่ๆ ก่อนคนอื่น มาทำงานกับ Facebook ได้อย่างไร ช่วงที่ทำงานวิจัยที่ MIT ได้ทำงานกับข้อมูลค่อนข้างเยอะ ประกอบกับช่วงตอนใกล้จบ งานตำแหน่งนักวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Scientist) เป็นสายอาชีพที่กำลังต้องการมาก เลยลองสมัครงานทางด้านนี้ดู ตอนนั้นสมัครไปหลายที่ เช่น Twitter, LinkedIn, Square, AirBnB แต่สุดท้ายเลือก Facebook เพราะส่วนตัวชอบผลิตภัณฑ์มากที่สุด และเพื่อนร่วมงานในทีมก็เรียกได้ว่าเป็นระดับแนวหน้าของวงการกันหลายคนทีเดียว งานที่ทำอยู่ในตอนนี้ใน Facebook งานที่ทำมีหลากหลายรูปแบบครับ หลักๆ เป็นการวิเคราะห์ข้อมูล เพราะผู้ใช้งาน Facebook มีพฤติกรรมแตกต่างกันไป เราก็เอาข้อมูลการใช้งานมาศึกษาดูว่า ใครใช้งานผลิตภัณฑ์ตัวไหนอย่างไร ใครชอบอะไรไม่ชอบอะไร เพื่อปรับปรุงผลิตภัณฑ์ให้ดีขึ้น หรือได้แนวความคิดสำหรับไปใช้พัฒนาผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ต่อไป บางโปรเจคต์เน้นหนักไปทางพัฒนาเครื่องมือสำหรับใช้ภายในองค์กร เพื่อให้การวิเคราะห์ข้อมูลหรือสร้างโมเดลทำได้รวดเร็วและง่ายยิ่งขึ้น บางครั้งงานก็เป็นการทดลองเปรียบเทียบ (A/B testing) เพื่อทำความเข้าใจว่าตัวแปรไหนมีผลต่อการใช้งานอย่างไร อยากให้แนะนำวิชาสาขา Data Science สักหน่อย Data Science คือการนำเอาข้อมูลมาทำการวิเคราะห์ วิจัย และนำผลที่มาใช้ในการปรับปรุงผลิตภัณฑ์ ประกอบการตัดสินใจทางธุรกิจ หรือขับเคลื่อนทิศทางของผลิตภัณฑ์ในอนาคตต่อไป การนำข้อมูลมาใช้ประกอบการตัดสินใจนั้นมีมานานแล้ว แต่ด้วยปริมาณข้อมูลจากผู้ใช้งาน (user generated contents) ที่มีมากขึ้น และความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่มารองรับข้อมูลมหาศาลเหล่านี้ ทำให้ Data Science ได้รับความสนใจอย่างมากในตอนนี้ สำหรับผู้สนใจสาขา Data Scientist ลองอ่านบทความ Data Scientist: The Sexiest Job of the 21st Century ซึ่งเป็นบทความชิ้นแรกๆ ที่พูดถึงสายอาชีพ Data Scientist แถมตอนนี้หนึ่งในคนเขียนคือ DJ Patil ก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็น Chief Data Scientist of the United States ไปเรียบร้อยแล้ว อันนี้เป็นวีดีโอที่ไปบรรยายที่งาน CodeMania เมื่อต้นปีที่ผ่านมาครับ ในวิดีโอมีตัวอย่างให้ดูนิดหน่อยว่า Facebook ทำอะไรกับ Data บ้าง ส่วนคนที่สนใจว่า Facebook มีงานอะไรเรื่อง Data Science บ้าง ลองอ่านบทความเหล่านี้ได้ Facebook Data Science Facebook Data Science Publications What Facebook Knows ตลาดนี้มีความน่าสนใจแค่ไหน ถ้าอยากทำงานด้าน Data Science ต้องศึกษาอะไรบ้างครับ ผมคิดว่าน่าสนใจมากนะครับ ยิ่งช่วงนี้การพัฒนาเว็บและแอพทำได้ง่ายขึ้น มีผลิตภัณฑ์ออกมาให้เลือกใช้เป็นจำนวนมาก ผู้พัฒนาที่เข้าใจผู้ใช้งานมากกว่า ย่อมสามารถปรับปรุงผลิตภัณฑ์ของตัวเองให้น่าใช้งานได้มากกว่าคู่แข่ง เพราะฟีเจอร์ที่ต้องอาศัยข้อมูลจากผู้ใช้งานอย่าง recommender system เรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับเว็บในยุคนี้ ตามที่ได้บรรยายในวีดีโอ Data Science เป็นศาสตร์ที่ interdisciplinary (ผมเพิ่งรู้ว่าแปลเป็นภาษาไทยว่า สหสาขาวิชา!) คือเกิดจากการบูรณาการของหลายสาขาวิชา เช่น วิทยาการคอมพิวเตอร์ สถิติ และความรู้เฉพาะทางอื่นๆ อย่างเศรษฐศาสตร์หรือสังคมศาสตร์ ทีม Data Science ที่ Facebook ก็ประกอบไปด้วยผู้คนจากหลากหลายสาขาวิชามาก ผู้ที่สนใจศึกษาด้านนี้จึงต้องมีความรู้หลากหลาย รู้รอบ คุยกับคนสาขาอื่นได้ นอกจากความรู้พื้นฐานเหล่านี้แล้ว การนำข้อมูลที่มีอยู่มหาศาลมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ ตัว Data Scientist ควรมีความคิดสร้างสรรค์และความเข้าใจในผลิตภัณฑ์เป็นอย่างดีด้วยเช่นกัน เห็นว่าเคยทำ Data Visualization ด้วย อยากให้แนะนำวงการนี้สักหน่อย Data Visualization คือการนำข้อมูลมานำเสนอด้วยภาพ เพื่อให้เราเข้าใจข้อมูลที่ซับซ้อนได้ง่ายยิ่งขึ้น หรือใช้ในการสื่อสารผลลัพธ์ที่ได้จากการวิเคราะห์ข้อมูล หัวใจสำคัญของการทำ Data visualization คือการนำเสนอข้อมูลอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ ดังนั้นเราต้องมีความรู้พื้นฐานด้านการเลือกใช้รูปแบบการนำเสนอ การใช้สี ให้เหมาะสมกับประเภทข้อมูล เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจได้ง่าย และอ่านค่าได้อย่างถูกต้อง กระแส Big Data บูม ทำให้ Data Visualization ได้รับความสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะการนำเสนอในรูปแบบของ Interactive Data Visualization ช่วยให้นักวิเคราะห์ข้อมูลสามารถทำ Exploratory Data Analysis หรือการเลือกดูข้อมูลบางส่วน เปรียบเทียบข้อมูลหลายๆกลุ่ม หรือหาความสัมพันธ์ของข้อมูลหลายตัวได้ง่ายและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น สำหรับ tools นั้นมีให้เลือกเยอะมาก ขึ้นอยู่กับความต้องการว่าอยากได้ซับซ้อนขนาดไหน ส่วนตัวตอนนี้ผมใช้ d3.js เป็นหลักครับ เห็นเคยเข้าประกวดด้าน Machine Learning ด้วย อยากให้แนะนำเรื่องนี้ครับ Machine Learning คือการเรียนรู้ข้อมูลของเครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อสร้างแบบจำลองไว้ใช้ทำนายค่าหรือจำแนกประเภทในภายหลัง ยกตัวอย่างง่ายๆ เพื่อให้เข้าใจกระบวนการ ให้ลองเปรียบเทียบว่า เราต้องการสอนเด็กให้แยกแยะส้มกับมะนาวออกจากกัน เราต้องป้อนข้อมูลเด็กโดยเอาส้มกับมะนาวหลายแบบมาให้เด็กดู แล้วบอกเด็กว่านี่คือส้มนะ นี่คือมะนาว เด็กจะเริ่มเรียนรู้และเข้าใจว่า ส้มมีสีส้มนะ ขนาดใหญ่กว่ามะนาว รสชาติเป็นแบบนี้ กลิ่นเป็นแบบนี้ ทีนี้พอเราเอามะนาวมาให้เด็กดูภายหลัง เค้าจะสามารถแยกแยะได้และบอกได้ว่านี่คือมะนาว Machine Learning ในปัจจุบันถูกนำมาประยุกต์ใช้อย่างแพร่หลาย เช่น การแนะนำสินค้าหรือข้อมูลต่างๆ บนเว็บไซต์ (recommender system) เราต้องเรียนรู้ว่าผู้ใช้งานแต่ละคนชอบอะไร และกลุ่มผู้ใช้งานที่มีความชอบคล้ายกันนั้นสนใจอะไรกันบ้าง, การแยกแยะเมล์ขยะ (spam detection), การรู้จำเสียงหรือลายมือ (pattern recognition) เป็นต้น ประสบการณ์การทำงานในสหรัฐ พบว่าวัฒนธรรมการทำงานแตกต่างกับเมืองไทยมากน้อยแค่ไหน เนื่องจากไม่เคยทำงานประจำที่เมืองไทย อาจเปรียบเทียบได้ไม่ดีเท่าไร แต่ที่ผมชอบโดยส่วนตัวคือบริษัทใส่ใจกับความเป็นอยู่ของพนักงานเป็นอย่างดี บริษัทเหล่านี้เชื่อว่าถ้าพนักงานมีความสุข ก็จะสามารถทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ บริษัทจึงมีสิ่งอำนวยความสะดวกและบริการต่างๆ ให้พนักงาน เช่น อาหาร รถรับส่ง เพื่อพนักงานไม่ต้องมาเสียเวลากับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ส่งเสริมให้พนักงานลาพักร้อนสม่ำเสมอ จะได้ไม่เครียดจนเกินไป มีเวลางานยืดหยุ่น ใครสะดวกทำงานเวลาไหนก็ทำ วันไหนไม่มีประชุม อยากอยู่บ้านทำงานเงียบๆ คนเดียวก็สามารถทำได้ ถ้ามีคำแนะนำให้น้องๆ รุ่นหลังที่อยากมาทำงานด้าน IT ในสหรัฐ มีอะไรบ้าง ผมคิดว่าเด็กไทยเก่งไม่แพ้ใครในโลกนะครับ แถมคนไทยขยัน (หรือถึก!) มากด้วย อุปสรรคอย่างเดียวของบ้านเราคือภาษาอังกฤษ เด็กไทยเรามักตกตั้งแต่สัมภาษณ์รอบแรก (screening interview) เพราะไม่สามารถสื่อสารได้ดี อธิบายความคิดได้ไม่ชัดเจนว่าทำไมถึงเขียนโค้ดออกมากแบบนั้น ถ้าภาษาดีแล้วทุกอย่างก็จะง่ายขึ้นครับ Facebook, Silicon Valley, Data Science, Interview


No Picture

สัมภาษณ์คนไทยในซิลิคอนวัลเลย์ – ธัช อึ้งบริบูรณ์ไพศาล วิศวกรในบริษัทเกม Zynga

ตอนที่สามของซีรีส์ “สัมภาษณ์คนไทยในซิลิคอนวัลเลย์” คราวนี้เรามาคุยกับ คุณธัช อึ้งบริบูรณ์ไพศาล วิศวกรคนไทยในบริษัทเกม Zynga ที่หลายคนอาจคุ้นเคยจากยุครุ่งเรืองของเกม Farmville ที่เล่นกันทั่วบ้านทั่วเมือง ถึงแม้ Zynga ในปัจจุบันจะไม่เป็นดาวรุ่งของวงการไอทีเหมือนในอดีต แต่บริษัทก็ยังมีฐานลูกค้าผู้เล่นเกมจำนวนมาก และสามารถปรับตัวเองจากเดิมที่เน้นทำเกมบนเบราว์เซอร์ เข้าสู่ยุคของเกมบนอุปกรณ์พกพาได้สำเร็จครับ ใครที่อยากมีอาชีพเกี่ยวกับการพัฒนาเกมในบริษัทชื่อดังแบบนี้ ย่อมต้องไม่ควรพลาดบทสัมภาษณ์นี้ ประวัติความเป็นมา จบปริญญาตรีที่วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ จุฬาฯ ครับ แล้วทำงาน ExxonMobil (Thailand) ได้สองปีครึ่ง แล้วมาต่อปริญญาโท MS Computer Network ที่ University of Southern California, LA จบแล้วมาได้งานที่ซานฟรานซิสโก เป็นบริษัทเล็กๆ ขนาดไม่ถึง 10 คน ทำซอฟต์แวร์ทั้งเดสก์ท็อปและเว็บแอพให้ลูกค้า เน้นกลุ่มลูกค้าองค์กรที่ไม่หวังผลกำไร ตอนนั้นทักษะการทำซอฟต์แวร์สายเว็บเป็นที่ต้องการมาก (ช่วงนั้น iPhone พึ่งออกใหม่ๆ งานสายแอพมือถือยังไม่มี) เลยมี recruiter จากหลายบริษัทติดต่อมา สุดท้ายมาลงเอยที่ Zynga เพราะประทับใจหลายๆ อย่างตอนมาสัมภาษณ์งาน เช่น คนในทีมเก่ง ขนาดของทีมไม่ใหญ่เกินไป บริษัทกำลังขาขึ้น และประกอบกับอยากเรียนรู้การทำเกมบนเว็บด้วย มีวิธีเลือกบริษัทอย่างไรครับ สมัยจบปริญญาโทใหม่ๆ ตอนนั้นยังไม่เลือกมากครับ ถ้าสัมภาษณ์แล้วชอบทีมหรือชอบคนที่คุยด้วย รู้สึกว่าถ้าได้ไปทำงานด้วยกันแล้วเราจะได้เรียนรู้เยอะก็โอเคแล้ว บริษัทแรกที่ทำได้เรียนรู้เยอะมากครับ เพราะบริษัทขนาดเล็กและได้รับความไว้วางใจให้ทำหลายอย่าง ตั้งแต่ infrastructure, front-end, back-end, presentation, sales, ฯลฯ (ทำทุกอย่างจริงๆ) หลังจากนั้น เริ่มเลือกบริษัทที่ยังมีขนาดไม่ใหญ่มาก แต่มีอัตราเติบโตสูงครับ เพราะสิ่งที่อยากเรียนรู้ต่อไปคือเรื่องการ scale software แต่ยังอยากทำ fullstack อยู่ด้วย เพราะตอนนั้นรู้สึกว่าการได้เห็นภาพรวมทั้งระบบ ทำให้เราตัดสินใจเรื่องการออกแบบระบบรุ่นถัดไปได้ดีขึ้น ตอนนั้น Zynga ก็ตรงสเปกแทบจะทุกอย่าง ประกอบกับคนรอบตัวช่วงนั้นเล่นเกมออนไลน์กันหมดก็เลยตัดสินใจไม่ยากครับ เข้ามาทำงานที่ Zynga เพราะมี recruiter ติดต่อมา อยากทราบว่ามีวิธีทำให้ recruiter สนใจเราได้อย่างไร จริงๆ แล้ววิธีที่ดีที่สุดในการสมัครงานให้มีโอกาสโดนเรียกสัมภาษณ์สูง คือให้พนักงานในบริษัทนั้นๆ refer ให้ครับ แต่ตอนที่ผมเข้า Zynga ตอนนั้นได้รับการติดต่อมาทาง LinkedIn ครับ ไม่รู้จักใครข้างในเลย เลยพบว่าเราควรอัพเดต LinkedIn ของเราให้ครบเพราะมันก็คือ resume ของเรานั่นเอง เนื่องจาก recruiter ที่นี่ส่วนใหญ่ก็ใช้ LinkedIn กันเป็นหลัก หลักการเขียน resume ที่ดีคือเขียนให้สั้นกระชับแต่ครบครับ ที่สำคัญคือเขียนเฉพาะสิ่งที่เราทำจริง รู้จริง เพราะตอนสัมภาษณ์จะโดนถามเจาะลึกหมดในสิ่งที่เขียนไป ดังนั้นมั่วไม่ได้ อยากให้แนะนำบริษัท Zynga หน่อยว่าเป็นอย่างไรบ้าง มีผลิตภัณฑ์อะไรบ้าง Zynga เป็นบริษัทเกมแรกๆ ที่บุกเบิกเกมแบบ MMO free-to-play เล่นฟรีผ่านระบบออนไลน์ ไม่ต้องใช้เครื่องเกมคอนโซล เน้นกลุ่มผู้เล่นที่เป็นคนทั่วไป ที่ไม่ใช่เกมเมอร์ กลุ่มลูกค้าที่ไม่เคยเล่นเกมเป็นประจำมาก่อน ดังนั้นเกมของ Zynga จึงเป็นเกมที่เล่นค่อนข้างง่าย ไม่ซับซ้อนมาก หรือที่ปัจจุบันเรียกกันว่า casual games เน้นฟีเจอร์เล่นร่วมกันกับเพื่อน รายได้หลักมาจากการขายของในเกม (virtual goods) และโฆษณาในเกม ตัวอย่างเกม Zynga ที่หลายคนรู้จักกันดีคือ Zynga Poker, FarmVille, Words With Friends ซึ่งสามเกมนี้ยังเป็นแฟรนไชส์ที่ทำเงินให้บริษัทเป็นหลักในตอนนี้ นอกจากนี้บริษัทก็มีเกมอื่นๆ จากบริษัทที่พึ่งซื้อมาชื่อ NaturalMotion เช่น Clumsy Ninja, CSR Racing Zynga เพิ่งเปลี่ยนตัวซีอีโอกลับมาเป็น Mark Pincus ในฐานะคนในบริษัทมองอย่างไร ต้องเท้าความก่อนว่า Zynga เคยเป็นบริษัทเกมอันดับ 1 ของโลกในด้านจำนวนผู้เล่นประจำ (นับตาม Daily Active Users หรือ Monthly Active Users) อยู่หลายปี ก่อนที่เทรนด์ของการเล่นเกมแบบ casual จะเปลี่ยนจากเล่นบนเบราว์เซอร์มาเป็นมือถืออย่างรวดเร็วในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา Zynga เป็นหนึ่งในหลายบริษัทที่ปรับตัวไม่เร็วพอกับการเปลี่ยนแปลงนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นคือจำนวนผู้เล่นและรายได้ตกลงต่อเนื่อง เป็นเหตุให้ซีอีโอและผู้ก่อตั้ง Mark Pincus โดนบีบให้ออกจากตำแหน่งสูงสุด (แต่ยังทำงานอยู่ ไม่ได้ออกจากบริษัท) และ ได้ Don Mattrick ผู้บริหารฝ่าย Xbox จากไมโครซอฟท์มานั่งเป็นซีอีโอแทนในปี 2013 ผลงานของ Don คือเปลี่ยนโครงสร้างรายได้หลักของบริษัทให้มาจาก mobile ได้สำเร็จ วิธีการคือเน้นสร้างเกมที่เป็น mobile-first ทำให้ได้เกมที่มีคุณภาพมากขึ้น แต่ก็ต้องแลกมาด้วยการใช้เวลาพัฒนานานขึ้น สำหรับการเปลี่ยนซีอีโอกลับจาก Don เป็น Mark โดยส่วนตัวแล้วค่อนข้างแปลกใจ เพราะมาเปลี่ยนในช่วงก่อนที่ผลงานเกมภายใต้ยุคของ Don กำลังจะออก แต่สุดท้ายแล้ว สิ่งที่ Mark นำกลับมาคือ “พลังงาน” และความรักในบริษัท Zynga ที่ทำให้คนในหลายคนมองว่าเป็นผลบวกที่ได้ Mark กลับมาอีกครั้ง กระบวนการปรับเปลี่ยนตัวเองจากเดสก์ท็อปเป็นอุปกรณ์พกพาของ Zynga ใช้เวลานานแค่ไหน เอาเข้าจริง Zynga เองก็รู้ตัวมานานครับว่าจะต้องปรับตัว ถ้าจำไม่ผิดคือเริ่มปี 2012 แต่มาทำสำเร็จจริงๆ ในปี 2014 ที่ช้าก็เพราะว่าต้องเปลี่ยนวิธีทำงาน เปลี่ยนวิธีคิดกันเยอะมาก ตั้งแต่การออกแบบเกม (เพราะหน้าจอเล็กลง เปลี่ยนวิธีอินพุตใหม่) เปลี่ยนเทคโนโลยีข้างใต้ (เช่น เอนจิน รอบการออกแบบ ปัญหาเรื่องแบตเตอรี่) ไปจนถึงการทดสอบคุณภาพ การวิเคราะห์ข้อมูล การจัดจำหน่าย ฯลฯ แต่โดยรวมต้องยอมรับว่าการดำเนินการยังไม่ดีนัก ทำให้เปลี่ยนตัวเองไม่เร็วพอ ตำแหน่งงานที่ทำในปัจจุบัน สองปีแรกที่อยู่กับ Zynga รับบทเป็น full-stack engineer ครับ ทำเกมบนเว็บกับบนมือถือ ทำหมดทั้ง frontend/backend ส่วนสองปีหลังเริ่มกลับมาเน้น backend โดยทำแพลตฟอร์มหรือบริการส่วนกลางให้เกมของบริษัทมาใช้งานอีกที ประสบการณ์การทำงานในสหรัฐ พบว่าวัฒนธรรมการทำงานแตกต่างกับเมืองไทยมากน้อยแค่ไหน คงเล่าได้เฉพาะวัฒนธรรมของบริษัทเทคโนโลยีในซิลิคอนวัลเลย์ เท่าที่เคยสัมผัสมาเองนะครับ ข้อดีหลักๆ ของการทำงานสายวิศวกรรมในบริษัทเทคโนโลยีคือค่านิยมเรื่อง meritocracy คือดูจากฝีมือหรือผลงานครับ ความก้าวหน้าของเราจึงขึ้นกับตัวเราเองว่าทำผลงานออกมาได้ดีแค่ไหน การเมืองอาจมีผลบ้างแต่ผลงานมีผลเยอะที่สุดครับ อายุงานแทบไม่เกี่ยวเลย ส่วนข้อดีอีกอย่างคือได้เรียนรู้เยอะ จากการที่ได้ทำงานกับคนเก่งมากๆ รวมถึงงานที่ท้าทาย (แต่ละบริษัทก็มีความท้าทายต่างกันไป) ในมุมกลับกัน วัฒนธรรมแบบ meritocracy บางคนอาจมองว่ามีข้อเสียตรงที่มีการแข่งขันสูงมากในเรื่องการรับคนทำงาน และในการทำงานจริง คนที่มีประสบการณ์ไม่พอหรือมีข้อจำกัดเรื่องภาษา เช่นคนต่างชาติแบบเราๆ อาจไม่ได้รับโอกาสในแง่การงานมากนัก แม้ว่าจะมีฝีมือหรือความสามารถก็ตาม เพราะที่ทำงานจะคาดหวังกับเราสูงตั้งแต่แรกว่าต้องทำงานได้เลย เรื่องการเอาคนมาอบรมก่อนมีบ้างแต่ไม่เยอะ ดังนั้นตัวเราเองต้องพร้อมทำงานตั้งแต่แรกด้วย ในฐานะที่เป็นคนต่างชาติเข้าไปทำงานกับบริษัทประเภทนี้ ต้องปรับตัวเยอะแค่ไหน ต้องเตรียมตัวด้านภาษาอย่างไรบ้างครับ เตรียมตัวด้วยการคุย-ถกเถียงกับเจ้าของภาษาเยอะๆ ครับ เรื่องพวกนี้มันเรียนในห้องเรียนไม่ได้ ต้องฝึกกันเอง ปัญหาเรื่องการปรับตัวที่เยอะที่สุดคือต้องกล้าพูด กล้าถาม กล้าถกเถียง ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังพยายามปรับอยู่ครับ 😛 Zynga ถือเป็นบริษัทยุคใหม่ที่มีความเป็นสตาร์ตอัพสูง เท่าที่ทำงานมามีเรื่องไหนน่าสนใจบ้าง Zynga เป็นบริษัทเกมรายแรกๆ ที่ใช้ข้อมูลสถิติการเล่นเกมของผู้เล่นมาประกอบการตัดสินใจออกแบบหรือปรับเปลี่ยนฟีเจอร์ของเกมอยู่ตลอดเวลา งานด้านวิเคราะห์ข้อมูล (data analytics) เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีหลักของการทำเกมที่นี่ หลักการสร้างเกมของ Zynga คือผู้เล่นแต่ละคนมีความชอบไม่เหมือนกัน ทำยังไงถึงจะเอาใจผู้เล่นได้ทุกคนพร้อมกัน ระบบ backend ของ Zynga จะแตกต่างกับบริษัทไอทีอื่นๆ อยู่พอสมควร เพราะธรรมชาติของเกมมีการ write data อยู่ตลอดเวลา (#writes > #reads) จึงมีปัญหาให้แก้ต่างจากผลิตภัณฑ์ของบริษัทอื่นๆ อีกอย่างคือ backend ของเราออกกันบ่อยครับ (วันละหลายรอบ) ซึ่งถือว่าบ่อยกว่าบริษัทใหญ่ทั่วไปมาก ถ้ามีคำแนะนำให้น้องๆ รุ่นหลังที่อยากมาทำงานด้านเกี่ยวกับเกมในสหรัฐ มีอะไรบ้าง ถ้ายังไม่ได้เริ่ม แนะนำให้เริ่มทำเกมเลยครับ ยิ่งตอนนี้มีเครื่องมือมากมายที่ช่วยทำเกมคุณภาพสูง โดยที่ไม่ต้องใช้คนมากมายเหมือนสมัยก่อน ตัวอย่างเช่น Unity ที่ Zynga เองก็ใช้ เพียงแต่เราซื้อไลเซนส์แบบแพงเลยได้ซอร์สโค้ดมาปรับแต่งเอนจินเองได้ ส่วนระบบ backend ก็ไม่ต้องทำเองทั้งหมด โลกเรามีคลาวด์แบบ PaaS ให้เลือกมากมายทั้ง Heroku, Google App Engine, Parse พวกนี้ช่วยให้เราไม่ต้องยุ่งกับงาน infrastructure เลย เขียนโค้ดอย่างเดียวพอ ส่วนถ้าอยากมาทำในสหรัฐด้วย ต้องมีผลงานที่โดดเด่นกว่าคนอื่นซักหน่อยครับ อันนี้ยากหน่อยแต่ก็มีคนทำได้ เพราะที่บริษัทก็มีรับนักพัฒนาเกมจากนอกสหรัฐมาอยู่เรื่อยๆ สามารถลัดกระบวนการเข้ามาทำงานได้เลยถ้าฝีมือดีจริงๆ Zynga, Games, Interview, Silicon Valley,