interview

เปิดมุมมอง “สโรจ-นรนิติ์” นักโฆษณาดิจิทัลแห่งปีที่ชี้ว่าการตลาดทุกวันนี้เข้าสู่ยุค “ปลาเร็วกินปลาช้า”?

จากผลการประกาศรางวัลเวที DAAT Award 2017 ที่ผ่านมาในหัวข้อ บุคคลโฆษณาดิจิทัลเยี่ยมยอดแห่งปี 2559 นอกจากชื่อของบุคลากรของเอเจนซียักษ์ใหญ่ที่หลายคนรู้จักกันดีจะได้ปรากฏบนเวทีในฐานะผู้ได้รับรางวัลแล้ว ชื่อขององค์กรน้องใหม่มาแรงอย่าง “Rabbit’s Tale” ก็กลายเป็นชื่อที่ปรากฏบนเวทีแห่งนี้ถึงสองครั้ง กับตำแหน่ง Creative of The Year ที่ตกเป็นของคุณนรนิติ์ ยาโสภา และตำแหน่ง Young Achiever of the Year ที่ตกเป็นของคุณสโรจ เลาหศิริ ไม่เพียงเท่านั้น ในปีที่ผ่านมา แรบบิท ดิจิทัล กรุ๊ป (Rabbit Digital Group) ยังคว้ารางวัลจากเวทีต่าง ๆ มามากมาย อาทิ รางวัลBronze Award และ Silver Awardจากเวที ADMAN Awards ในผลงานCanon Redefineและรางวัล Bronze Awardจากเวที ADMAN Awards และ MAAT AwardsในผลงานDesigning Veranda ส่วนในเวทีต่างประเทศ ก็สามารถคว้ารางวัล Bronze Awardจากเวที ADFEST 2016 มาได้เช่นกัน นั่นจึงเป็นที่มาของการได้พูดคุยกับสองผู้บริหารอย่าง คุณสโรจ เลาหศิริ (ซ้าย) Chief Marketing Officer และ คุณนรนิติ์ ยาโสภา Executive Creative Director สองผู้บริหารจาก Rabbit Digital Group เจ้าของรางวัลบุคคลโฆษณายอดเยี่ยมแห่งปี ถึงมุมมองของการสร้างสรรค์ผลงานบนเวทีโฆษณาดิจิทัลว่าจากความสำเร็จที่ผ่านมาว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้พวกเขาก้าวเข้ามาถึงจุดนี้ และอะไรคือความท้าทายที่รอพวกเขาอยู่ในอนาคตข้างหน้า รวมถึงทัศนะที่น่าสนใจเกี่ยวกับวงการดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งที่กลายเป็นตัวขับเคลื่อนตลาดในปัจจุบันไปแล้วด้วย โดยคุณนรนิติ์เจ้าของรางวัล Creative of The Year  เผยว่า “เวลาเราคิดงาน เราจะถามตัวเองว่า มันใช่โซลูชันที่ตอบโจทย์แล้วหรือยัง เช่น ถ้าลูกค้าบอกว่านี่คือสิ่งที่เขาต้องการ เราก็ต้องมามองว่า แล้วมันแก้ปัญหาของลูกค้าได้ไหม บางทีเราอาจต้องย้อนไปที่โจทย์ใหม่ว่าทำไมลูกค้าถึงต้องการให้แก้ปัญหานี้ กลับไปถามลูกค้าใหม่ว่าสิ่งที่มันเกิดขึ้นมันใช่สิ่งที่คุณต้องการจริง ๆ หรือเปล่า” “เช่นคุณอยากได้หนังโฆษณา แต่จริง ๆ สิ่งที่คุณอยากจะแก้ มันอาจเป็นการลองเปิดตัวโปรดักซ์ใหม่ หรือเซอร์วิสใหม่เพื่อจะมาตอบสนองตรงนี้หรือเปล่า ผมจะได้พูดแมสเซจนี้ออกไปได้ เป็นต้น พอเรายังไม่เจอโซลูชันจริง ๆ มันก็จะยังไม่ได้งานดี เราก็จะยังไม่รู้สึกพอใจ จะทำให้เรารู้สึกพอใจก็คือเราต้องแก้โจทย์นี้ได้มากกว่า” ด้านคุณสโรจ ในฐานะ  Young Achiever of the Year เผยว่า สิ่งที่ท้าทายพวกเขาในอนาคตก็คือ สเกลของงานที่เข้ามานั้นใหญ่มากขึ้น อีกทั้งทีมยังได้รับโอกาสให้พิทช์งานคู่กับเอเจนซี่ชั้นนำ ซึ่งถือเป็นปีที่ต้องต่อสู้ แสดงผลงาน และโชว์แนวคิดความเป็นมืออาชีพให้มากขึ้นนั่นเอง ยิ่งในปี 2560 ซึ่งเป็นปีที่มีการคาดการณ์กันว่า แนวโน้มของสื่อโฆษณาดิจิทัลจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในวงการสื่อของประเทศไทย และอาจมีการเติบโตด้านเม็ดเงินโฆษณาทะลุหลัก 1 หมื่นล้านบาทด้วยนั้น ในมุมของนักโฆษณา คุณนรนิติ์ก็ได้ให้ทัศนะไว้อย่างน่าสนใจ โดยเขามองว่ามันเป็นการโยกย้ายตามพฤติกรรมของคน เมื่อพฤติกรรมเปลี่ยน การใช้จ่ายเงินด้านการโฆษณาจึงต้องเปลี่ยนตาม “วันนี้เราเห็นว่า ตั้งแต่สมาร์ทโฟนเข้ามา ก็กลายเป็นว่าสื่อโฆษณาสามารถเข้าถึงคอนซูเมอร์ได้ง่ายขึ้นผ่าน Device ที่ทุกคนพกติดตัว ดังนั้น การ Spending มันจึงเยอะขึ้นตามช่องทางเหล่านี้” “ความแตกต่างที่น่าสนใจก็คือ เมื่อก่อนเราใช้คำว่าดิจิทัลเข้ามาซัพพอร์ท แต่ตอนนี้ดิจิทัลเป็นแพลตฟอร์มหลักในการรันโปรเจ็ค ที่สามารถเข้าถึงคนได้กว้างมากขึ้น ดังนั้นสเกลงานมันจึงใหญ่ขึ้น และนำไปสู่การใช้จ่ายด้านงบโฆษณาที่มากขึ้นตามไปด้วย” ด้านคุณสโรจ เสริมว่า “จริง ๆ ตอนนี้ตลาดกำลังอยู่ระหว่างการหาจุดสมดุลระหว่างสื่อ Traditional กับ Digital ใครที่บอกว่าสื่อ Traditional จะตายผมว่าไม่ใช่ แต่ต้องหาให้ได้ว่าจุดบาลานซ์ของมันอยู่ตรงไหน เพราะอย่าลืมว่า ประชากรอินเทอร์เน็ตของไทยนั้นแค่ 50% กว่า ๆ เท่านั้น เวลาไปต่างจังหวัด ทีวียังเป็นสื่อที่มีความจำเป็นอยู่ ผมจึงมองว่าตลาดกำลังเซ็ทตัว เราอยู่ระหว่างการทดลองว่าจะย้ายมาที่ดิจิทัลเท่าไรถึงจะเวิร์ก ซึ่งอาจต้องใช้เวลาระยะหนึ่ง ไม่เกิน 2 – 3 ปีก็คงจะได้เห็นภาพที่ชัดขึ้น” ในระหว่างนี้ สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับวงการโฆษณาดิจิทัลจึงอาจเป็นการพัฒนาบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถในด้านต่าง ๆ เข้ามาเสริมทีม เพื่อเตรียมความพร้อม รวมไปถึงการศึกษาเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น AI หรือบ็อท เอาไว้ ซึ่งการจะนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาปรับใช้ให้ได้ผลในเมืองไทยนั้น ทั้งคุณสโรจและคุณนรนิติ์ต่างก็มองว่า ต้องอาศัยจังหวะเช่นกัน เพราะบางทีการประยุกต์ใช้เร็วกว่าที่คอนซูเมอร์จะปรับตัวได้ทันก็อาจได้ผลตรงกันข้าม สุดท้าย เมื่อถามถึงสิ่งที่คนโฆษณาดิจิทัลต้องเตรียมตัวสำหรับอนาคตนั้น คุณนรนิติ์ให้ความเห็นว่า เป็นเรื่องที่คาดเดายาก เพราะสิ่งที่กำลังเจริญเติบโตจะเติบโตแบบก้าวกระโดด อีกทั้งยังมีความอ่อนไหว ที่สามารถจะพลิกผันได้โดยง่าย ขณะที่คุณสโรจมองว่า “ความยากของเอเจนซี่คือการตามให้ทันเทคโนโลยี และรู้ว่าเมื่อไรต้องหยิบตัวไหนขึ้นมาใช้งานจึงจะตอบโจทย์ของลูกค้า กับอีกข้อคือความเร็ว เพราะโลกทุกวันนี้ ปลาเร็วกินปลาช้า ไม่ใช่ปลาใหญ่กินปลาเล็กแล้ว ถ้าเรายิ่งทำตัวเทอะทะ เป็นองค์กรใหญ่ เราก็พร้อมจะโดน Disrupt จากคนรุ่นใหม่ได้ตลอดเวลา” จากทัศนะของทั้งสองท่าน จะเห็นได้ว่า ความเปลี่ยนแปลงไม่ได้หยุดโลก แต่ความเปลี่ยนแปลงคือส่ิงที่กำลังขับเคลื่อนโลก ซึ่งในความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ข้อดีของมันคือทำให้นักการตลาดดิจิทัลมีพื้นที่ที่กว้างมากขึ้นสำหรับการออกไอเดีย และการสร้างประสบการณ์ในรูปแบบใหม่ ๆ มากมาย แต่ข้อเสียก็คือ ใครที่ตกขบวน ตามไม่ทันหรือไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการได้ “ความเปลี่ยนแปลง” ก็พร้อมจะทิ้งท่านเอาไว้กลางทางได้ตลอดเวลาเช่นกัน    Source: thumbsup The post เปิดมุมมอง “สโรจ-นรนิติ์” นักโฆษณาดิจิทัลแห่งปีที่ชี้ว่าการตลาดทุกวันนี้เข้าสู่ยุค “ปลาเร็วกินปลาช้า”? appeared first on thumbsup .


เกาหลีเหนือ #เราคือเพื่อนกัน

แม้ความสัมพันธ์ของเกาหลีเหนือและประเทศที่เคยเป็นมิตรที่ดีอย่างมาเลเซียจะร้าวฉานกันไปหลังการสังหารพี่ชายต่างมารดาของนายคิมจองอึน เกาหลีเหนือก็ยังมีอีกหลายประเทศในอาเซียนที่พร้อมจะเคียงข้าง   หลังเหตุลอบสังหารนายคิมจองนัม พี่ชายต่างมารดาของนายคิมจองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ดูเหมือนว่าเกาหลีเหนือจะไร้ญาติขาดมิตรยิ่งกว่าเดิม เพราะเหตุลอบสังหารนี้ทำให้ความสัมพันธ์ของเกาหลีเหนือกับจีนและมาเลเซีย ซึ่งมีความใกล้ชิดกับเกาหลีเหนือกว่าประเทศอื่นๆ ต้องระหองระแหงจนถึงขั้นใกล้แตกหัก อย่างไรก็ตาม สำนักข่าว เดอะ สเตรท ไทม์ส ของสิงคโปร์มองว่า เกาหลีเหนือยังมีพันธมิตรในอาเซียนอยู่อีกหลายประเทศ ปัจจุบัน มีเพียง 24 ประเทศที่เข้าไปตั้งสถานทูตในกรุงเปียงยางของเกาหลีเหนือ และในจำนวนนี้มีถึง 5 ประเทศที่อยู่ในอาเซียน ได้แก่ อินโดนีเซีย เวียดนาม ลาว กัมพูชา และมาเลเซีย และเกาหลีเหลือก็มีสถานทูตอยู่ใน 8 ประเทศอาเซียน ยกเว้นในบรูไนและฟิลิปปินส์ ในปี 2013 ลาวเคยส่งชาวเกาหลีเหนือแปรพักตร์ 9 คนกลับประเทศ ขณะที่กัมพูชาเพิ่งจะอนุมัติให้เกาหลีเหนือเข้าไปออกแบบ สร้าง และให้บริการพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์เมืองโบราณในเมืองเสียมเรียบ ที่มีการลงทุนมากถึง 24 ล้านดอลลาร์ หรือเกือบ 850 ล้านบาท และกัมพูชายังเคยสั่งแบนภาพยนตร์เรื่อง ดิ อินเทอร์วิว ที่ล้อเลียนนายคิมจองอึนอีกด้วย นอกจากนี้ นายคิมอิลซุง ผู้ก่อตั้งประเทศเกาหลีเหนือยังเคยให้พระบาทสมเด็จพระนโรดม สีหนุไปลี้ภัยอยู่ที่กรุงเปียงยาง ในช่วงปี 1970 ที่มีสงครามกลางเมืองกัมพูชา เมียนมาก็สั่งยึดแผ่นซีดีหนังเรื่องดิ อินเทอร์วิวเช่นกัน นอกจากนี้ รายงานของสหประชาชาติเมื่อปี 2014 ยังระบุว่า เมียนมาอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการซื้อขายอาวุธของเกาหลีเหนือด้วย นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าเกาหลีเหนือใช้กระบวนที่ซับซ้อนในการหลีกเลี่ยงการคว่ำบาตรของยูเอ็น และพบเอกสารที่ระบุว่า สถานทูตเกาหลีเหนือในคิวบาและสิงคโปร์ รวมถึงบริษัทชินโป ชิปปิงของสิงคโปร์ ช่วยลักลอบขนส่งเครื่องบินรบจากคิวบาไปให้เกาหลีเหนือในปี 2013 แต่ถูกยึดไปที่ปานามาเสียก่อน จนศาลสิงคโปร์สั่งปรับบริษัท ชินโป ชิปปิงไป 180,000 ดอลลาร์ หรือเกือบ 6,400,000 บาท นายพักซองควัน อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจากมหาวิทยาลัยคยองนัมบอก ว่า อินโดนีเซียและเวียดนามถือเป็นประเทศที่สำคัญทางยุทธศาสตร์ต่อเกาหลีเหนือ เพราะเกาหลีเหนือมองว่าทั้งสองประเทศนี้มีอิทธิพลด้านการเมืองมากที่สุดใน ภูมิภาค ขณะที่สิงคโปร์กับไทยสำคัญกับเกาหลีเหนือในด้านเศรษฐกิจ เพราะเกาหลีเหนือทำการค้าและซื้อข้าวของจำเป็นจาก 2 ประเทศนี้ ฐานข้อมูลสถิติการค้าระหว่างประเทศของยูเอ็นระบุว่า เมื่อปี 2015 สิงคโปร์ส่งบุหรี่ อุปกรณ์เครื่องใช้ในห้องน้ำและเครื่องใช้ไฟฟ้าไปยังเกาหลีเหนือมากถึง 1,000 ล้านบาท ขณะที่ไทยส่งออกยางพารา เนื้อ และปลาไปให้เกาหลีเหนือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 2,600 ล้านบาท


เบื้องหลังการลาออกของ Chris Metzen พนักงานคนสำคัญของ Blizzard และผู้ผลักดันโครงการ Overwatch

Chris Metzen อำลาวงการเกมไปเมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมาด้วยวัย 42 ปี ก่อนที่เขาจะลาออก Metzen ดำรงตำแหน่ง senior vice president ด้าน story และ franchise development และเป็นผู้ที่เรียกได้ว่าเป็นหน้าเป็นตาของ Blizzard ข่าวการลาออกของเขาจึงสร้างความประหลาดใจแก่แฟนค่าย Blizzard จำนวนมาก ก่อให้เกิดคำถามว่า เหตุใด หนึ่งในผู้ให้กำเนิดแฟรนไชส์ที่โด่งดังอย่าง Warcraft, Starcraft และ Diablo จึงตัดสินใจเช่นนั้น ในตอนล่าสุดของ The Instance (กลุ่มพอดแคสติงเกม World of Warcraft ดำเนินโดย Scott Johnson) Metzen พูดคุยกับ Johnson ถึงเหตุผลที่เขาลาออกจากบริษัทที่อยู่ด้วยมาถึง 20 ปี “การตัดสินใจลาออกจาก Blizzard ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเลยแม้แต่น้อย” Metzen อธิบาย “ผมอยู่ที่นั่นมาตั้งแต่สมัยที่เรียกว่ายังเป็นเด็กด้วยซ้ำ ตอนที่ผมได้รับการว่าจ้างจาก Blizzard ตอนนั้นผมอายุ 19 ปี และหลังจากนั้นมันก็กลายเป็นชีวิตของผม เป็นตัวตนของผม เป็นสิ่งที่ผมทุ่มเทให้ มันเป็นอะไรที่สุดยอดมาก แต่การพยายามอย่างหนักเช่นนั้น ในบางครั้งก็ต้องมีสิ่งที่สูญเสียกันไปบ้าง” Metzen กล่าวถึงช่วงเวลาที่สูญเสียไปในการทำให้เกม Overwatch เกิดขึ้นมาได้ เพราะ Overwatch เป็นดั่งนกฟีนิกซ์ ที่ฟื้นขึ้นมาจากซากของเกมที่ตายไปแล้วในนามโปรเจค Titan เกมที่ควรจะได้เป็นเกม MMO อันยิ่งใหญ่ ก่อนถูกยกเลิกหลังจากพัฒนามาถึง 7 ปี “ช่วงเวลาดังกล่าวทำให้ผมรู้สึกเหนื่อยล้าเป็นอย่างมาก” “ผมคิดว่าในใจลึก ๆ ผมต้องการเปลี่ยนแปลงชีวิตของตัวเอง ผมอยากก้าวเดินให้ช้าลงบ้าง ผมไม่อยากแบกรับน้ำหนักทั้งหมดนี้ไว้คนเดียว แต่เมื่อคุณอยู่ที่ Blizzard มานานแบบผม ให้ลองนึกถึงภาพยนตร์เรื่อง Shawshank Redemption ผมกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบ (institutional man) ไปแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม ท้ายที่สุดแล้วผมก็คือส่วนหนึ่งของ Blizzard ผมรักผู้คนและสถานที่แห่งนี้” แต่แล้ว Metzen และทีมของเขาก็ทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ขึ้นมา ด้วยการดันให้โปรเจคที่ล้มเหลวอย่าง Titan กลายเป็นสิ่งที่ประสบความสำเร็จ พวกเขาสามารถฟื้นคืนชีพ Overwatch ได้ แต่สิ่งนี้ก็ทำให้ฟางเส้นสุดท้ายของ Metzen ขาดลง “ผมเริ่มรู้สึกตื่นตระหนกและวิตกกังวลตลอดเวลา ก่อนที่ผมจะลาออกผมก็คิดว่าสิ่งนี้มันเกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติ แต่ในขณะนั้นผมยังไม่เข้าใจว่ามันคืออะไรกันแน่ ผมและ Kat ภรรยาของผมมักจะไปออกเดทและดูหนังด้วยกันอยู่เสมอ แต่ผมก็เริ่มเกิดอาการตื่นตระหนกในระหว่างที่ดูหนังขึ้นมา ผมไม่รู้เลยว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับตัวผมกันแน่” อาการตื่นตกใจของ Metzen ประกอบกับลูกสาวของเขาที่ลืมตาดูโลกได้ไม่นาน ได้บีบคั้นให้เขาต้องตัดสินใจทำในสิ่งที่ยากลำบากอย่างการลาออกครั้งนี้ไป ผู้ที่สนใจจะรับฟังบทสัมภาษณ์ฉบับเต็ม สามารถรับฟังได้ที่ลิงก์ต่อไปนี้ The Chris Metzen Interview ที่มา – GameSpot , Eurogamer Out now, my interview with @ChrisMetzen . On the Instance and BOOP podcast feeds


Voice Master เสียง สื่อ คิด EP.13 : พบกับโจทย์สุดหิน “สัมภาษณ์ และ วิเคราะห์” เพื่อค้นหาผู้เข้ารอบ 2 คนสุดท้าย

รับชมคลิปตัวเต็มได้ที่นี่ รายการ Voice Master ประจำวันที่ 3 เมษายน 2559   Voice Master สัปดาห์นี้ ทั้ง 4 VM จะต้องเจอกับโจทย์สุดหิน 2 ด่าน เพื่อทดสอบ “Interviewing & Analysis skill” หรือ ทักษะการสัมภาษณ์ และการวิเคราะห์ เพื่อค้นหาผู้ผ่านเข้ารอบ 2 คนสุดท้าย  ทั้ง 4 VM จะทำได้ดีแค่ไหน ต้องติดตาม..  


No Picture

สัมภาษณ์ Bitdefender Thailand แนวโน้มวงการความปลอดภัยและการป้องกัน Ransomware

Bitdefender เป็นซอฟต์แวร์แอนตี้ไวรัสชื่อดังที่โดดเด่นด้านคะแนนการตรวจจับไวรัสมาโดยตลอด ถ้าใครติดตามเรื่องผลการทดสอบแอนตี้ไวรัสจากเว็บไซต์ AV-Test มาบ้าง ก็คงพอทราบว่า Bitdefender ได้คะแนนอันดับต้นๆ (ผลัดกันแพ้ชนะกับ Kaspersky อยู่เรื่อยๆ) แต่นอกจากคะแนนแอนตี้ไวรัสแล้ว Bitdefender ยังมีแง่มุมที่น่าสนใจอีกหลายอย่าง (เช่น ต้นกำเนิดของบริษัทที่มาจากประเทศโรมาเนีย) ผมมีโอกาสได้สัมภาษณ์ คุณ Michal Dominik ผู้จัดการ Bitdefender ประจำประเทศไทย มีประเด็นมาเล่าดังนี้ครับ คุณ Michal Dominik ผู้จัดการ Bitdefender Thailand ต้นกำเนิดของ Bitdefender Bitdefender เป็นบริษัทจากประเทศโรมาเนีย ต้นกำเนิดของบริษัทมาจากผู้ก่อตั้ง Florin Talpeș ทำธุรกิจออกแบบระบบคอมพิวเตอร์มาก่อนในยุค 1990s แต่ก็เจอปัญหาคู่แข่งเขียนไวรัสมากลั่นแกล้ง ดังนั้นเขาจึงพัฒนาระบบความปลอดภัยขึ้นมาใช้กับระบบคอมพิวเตอร์ของตัวเอง จนพัฒนากลายมาเป็นธุรกิจ Bitdefender ในภายหลัง ตัวซอฟต์แวร์ Bitdefender เริ่มออกสู่ตลาดโลกในปี 2001 และสร้างนวัตกรรมหลายอย่างในวงการแอนตี้ไวรัส เช่น มีระบบ intelligence update เป็นรายแรก ซึ่งภายหลังคู่แข่งก็ทำตามกันหมด วิดีโอแนะนำ Bitdefender โดย Florin Talpeș ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของบริษัท ธุรกิจของ Bitdefender ในปัจจุบัน คุณ Michal แยกธุรกิจของ Bitdefender ออกเป็น 4 ส่วนด้วยกัน แอนตี้ไวรัสสำหรับคอนซูเมอร์ ที่สร้างชื่อให้บริษัท และหลายคนรู้จักกันดี ซอฟต์แวร์ความปลอดภัยสำหรับภาคธุรกิจขนาดเล็ก (Small Business) ซอฟต์แวร์ความปลอดภัยสำหรับองค์กรขนาดใหญ่ (Enterprise) ซอฟต์แวร์ความปลอดภัยสำหรับผู้ให้บริการ (Managed Service Provider หรือ MSP) ซอฟต์แวร์ความปลอดภัยของ Bitdefender ยังเน้นไปที่การคุ้มครองตัวเครื่องปลายทาง (endpoint) ซึ่งเป็นสิ่งที่บริษัทเชี่ยวชาญ ต่างจากคู่แข่งหลายๆ รายที่ขยายไปทำเรื่องความปลอดภัยของระบบเครือข่าย (network security) ผ่านการซื้อกิจการ ซอฟต์แวร์ความปลอดภัยสำหรับคอนซูเมอร์ Bitdefender มีซอฟต์แวร์ครอบคลุมหลายแพลตฟอร์ม ทั้ง Windows, Mac และ Android ธุรกิจส่วนนี้ยังสร้างรายได้ให้กับบริษัทมากที่สุด ตัวซอฟต์แวร์แบ่งออกเป็น 3 ระดับคือ Antivirus Plus (แอนตี้ไวรัสพื้นฐาน), Internet Security (เพิ่มไฟร์วอลล์) และ Total Security (เพิ่มระบบแบ็คอัพและการเข้ารหัส) คุณ Mikhal บอกว่าถึงแม้โลกเราจะมีแอนตี้ไวรัสฟรีมากมาย แต่แอนตี้ไวรัสแบบเสียเงินก็ยังมีความจำเป็น (และขายได้) เพราะความซับซ้อนของการโจมตีมากขึ้นเรื่อยๆ แถมยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลง ทาง Bitdefender เองก็คาดการณ์ว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า ตลาดซอฟต์แวร์ความปลอดภัยจะเติบโตขึ้นอีกมาก Bitdefender ทำตลาดเมืองไทย โดยจับมือกับพาร์ทเนอร์ค้าปลีกหลายราย ช่วยจัดจำหน่ายตัวซอฟต์แวร์แบบกล่องให้ซื้อง่าย ใช้สะดวก แถม Bitdefender ยังทำราคาขายในประเทศไทยให้ถูกกว่าในตลาดโลก (ตัวล่างสุดราคา 599 บาทต่อปี ราคาเมืองนอกเริ่มที่ 39.95 ดอลลาร์) และมีบริการซัพพอร์ตหลังขายทางโทรศัพท์ ที่เปิดบริการ 7 วันต่อสัปดาห์อีกด้วย ผมถามว่าในปัจจุบัน เราย้ายไปซื้อซอฟต์แวร์ออนไลน์กันเยอะแล้ว ซอฟต์แวร์แบบกล่องยังขายได้อยู่ไหม คำตอบคือในบางประเทศ Bitdefender เลิกขายซอฟต์แวร์กล่องแล้ว แต่ในประเทศไทยก็คิดว่ายังจำเป็นอยู่ อย่างไรก็ตาม ในรอบ 1-2 ปีมานี้ ก็พบว่าลูกค้าในไทยหันมาซื้อผ่านออนไลน์มากขึ้น มียอดขายผ่านออนไลน์ประมาณ 100 ไลเซนส์ต่อเดือนแล้ว จากเดิมที่มีเพียงไม่กี่ไลเซนส์เท่านั้น ซอฟต์แวร์ความปลอดภัยสำหรับตลาดองค์กร สำหรับซอฟต์แวร์ฝั่งองค์กรของ Bitdefender ใช้แบรนด์ GravityZone ทำตลาด โดยมีหลายรุ่นย่อยคือ Business (องค์กรขนาดเล็ก), Advanced Business (องค์กรขนาดกลาง) และ Enterprise (องค์กรขนาดใหญ่) จุดเด่นของ Bitdefender ฝั่งองค์กรคือมีทั้งซอฟต์แวร์แบบติดตั้งในเครื่อง (on premise) และใช้งานผ่านคลาวด์ (cloud) ให้เลือก ทั้งสองเวอร์ชันเหมือนกันทุกประการ (เวอร์ชันคลาวด์รันบน AWS) ในมุมมองของ Bitdefender มองว่าซอฟต์แวร์ความปลอดภัยในอนาคตจะเป็นคลาวด์ทั้งหมด จึงมุ่งไปที่คลาวด์เป็นหลัก แต่ก็ยังมีแบบ on premise ให้ถ้าลูกค้าต้องการ ปัจจุบัน Bitdefender บอกว่าตัวเองเป็นระบบความปลอดภัยผ่านคลาวด์ (cloud security) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีลูกค้ากว่า 500 ล้านราย ตลาดนี้คู่แข่งสำคัญคือ Kaspersky ซึ่งในแง่ฟีเจอร์คงไม่ต่างกันนัก แต่ Bitdefender เหนือกว่าด้านคลาวด์ ส่วนซอฟต์แวร์ระดับ Enterprise ก็มีผลิตภัณฑ์หลากหลาย ทั้งด้านการคุ้มครอง Endpoint (พีซี/เซิร์ฟเวอร์) และอุปกรณ์พกพา, การคุ้มครอง VM โดยมีพาร์ทเนอร์ทั้ง VMware, Microsoft, Citrix คู่แข่งสำคัญคือ Trend Micro แต่ Bitdefender มั่นใจว่าราคาถูกกว่า ใช้ทรัพยากรเครื่องน้อยกว่า คอนฟิกง่ายกว่า และมีระบบไลเซนส์ที่เรียบง่ายกว่า ลูกค้าในไทยก็มีหลายรายทั้งภาคการศึกษา มหาวิทยาลัย โรงพยาบาล โทรคมนาคม เป็นต้น พัฒนาการของภัยคุกคามออนไลน์และ Ransomware คุณ Mikhal บอกว่าเหตุผลที่ภัยคุกคามออนไลน์ขยายตัวเร็วมาก เป็นเพราะในอดีต คนเขียนไวรัสหรือมัลแวร์เอาสนุก แต่ปัจจุบันมันกลายเป็นธุรกิจที่ทำเงินได้มาก โดยเฉพาะเรื่องการขโมยข้อมูลสำคัญขององค์กร อย่างปัญหา ransomware ก็เป็นเรื่องใหญ่ทั่วโลก ไม่ใช่เฉพาะที่เมืองไทยเท่านั้น ความยากของการจัดการ ransomware คือเปลี่ยนตัว signature ตลอดเวลา การตรวจจับทำได้ยากมาก Bitdefender พยากรณ์ว่าในอนาคต เราจะเห็น ransomware พัฒนาไปอีกขั้น ตอนนี้คือขู่จะลบข้อมูลถ้าหากเราไม่จ่าย แต่ต่อจากนี้ไป เราจะเริ่มเห็น ransomware ที่ขู่จะเปิดเผยข้อมูลของเราถ้าไม่ยอมจ่ายด้วย นอกจากนี้บริษัทยังมองว่าเดี๋ยวเราจะเห็น ransomware แพร่ระบาดไปบนแมค ลินุกซ์ และมือถือตามมา ( บทความพยากรณ์ปี 2016 โดยผู้บริหารของ Bitdefender ) คุณ Mikhal แนะนำเทคนิคเบื้องต้น 3 ข้อที่ช่วยจำกัดความเสียหายของ Ransomware ได้ เทคนิคพื้นฐานคือไม่ควรเข้าเว็บที่ไม่รู้จัก ไม่ควรเปิดอีเมลจากคนแปลกหน้า รวมถึงเลี่ยงการเปิดเผยตัวตนจริงในพื้นที่สาธารณะออนไลน์ ผู้ใช้งานต้องรู้จักเรียนรู้ว่าพฤติกรรมแบบไหนคือความเสี่ยง ติดตั้งซอฟต์แวร์ความปลอดภัยที่มีคุณภาพ เพราะช่วยลดความเสี่ยงลงได้ ต้องรู้จักแยกไฟล์ข้อมูลสำคัญเก็บไว้ต่างหาก ต้องสำรองข้อมูล Bitdefender รุ่นปี 2016 ก็มีฟีเจอร์ช่วยป้องกัน ransomware เช่นกัน ถึงแม้จะตรวจจับได้ไม่หมด แต่ผู้ใช้สามารถระบุ “โฟลเดอร์ข้อมูลสำคัญ” แล้ว Bitdefender จะนำระบบความปลอดภัยมาครอบโฟลเดอร์นั้นๆ ไม่ให้เขียนไฟล์อื่นเพิ่มเติมในโฟลเดอร์นั้นได้ BitDefender, Interview, Ransomware, Security


No Picture

สัมภาษณ์ TakeMeTour สตาร์ตอัพสายท่องเที่ยว ตลาดกลางสำหรับหาไกด์ท้องถิ่น

TakeMeTour เป็นสตาร์ตอัพด้านการท่องเที่ยวของไทยที่กำลังมาแรงอีกราย บริษัทนี้ ผ่านเข้ารอบสุดท้าย dtac Accelerate Batch 3 รูปแบบคือเป็นตลาดกลางสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ในการหาไกด์ท้องถิ่นพาเที่ยวในพื้นที่ต่างๆ ซึ่งเป็นธุรกิจที่กำลังได้รับความนิยมอย่างสูง (ในแถบเอเชียเองก็มี Triip.me ของเวียดนาม ที่ทำแบบเดียวกัน) Blognone มีโอกาสสัมภาษณ์ คุณอมรเชษฐ์ จินดาอภิรักษ์ (ต้า หรือ ทาโร่) ผู้ก่อตั้ง TakeMeTour เกี่ยวกับที่มาที่ไปของบริษัท โมเดลธุรกิจ และแผนการในอนาคต น่าจะเป็นประโยชน์กับผู้สนใจสตาร์ตอัพในสายท่องเที่ยวครับ ประวัติและที่มาของการตั้ง TakeMeTour TakeMeTour เกิดขึ้นจากการตอบสนองความต้องการของตัวเอง เพราะผู้ก่อตั้งทั้งสองคน นพกับต้า เป็นคนชอบเที่ยว เวลาที่เราไปเที่ยวเมืองไหนก็จะติดต่อเพื่อนที่รู้จักให้พาเที่ยว แต่พอบางครั้งไปในเมืองที่เราไม่มีเพื่อนอยู่เลยและต้องเที่ยวด้วยตัวเอง เราเลยค้นพบว่าสิ่งที่ได้จากการที่มีเพื่อนพาเที่ยว มันให้อะไรมากกว่า เพราะไม่ใช่แค่ไปในสถานที่ท่องเที่ยวหลัก แต่เรายังได้ไปสัมผัสความเป็นท้องถิ่นจริงๆ ได้มีเพื่อนที่คอยเล่าถึงความเป็นไปของเมือง เรื่องราวเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยของเมืองนั้นๆ ได้กินของอร่อยราคาถูกที่ไม่ใช่ร้านสำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไป เราจึงกลับมาคิดกันว่า เฮ้ย การเที่ยวในรูปแบบนี้น่าสนใจนะ แต่ข้อจำกัดคือไม่ใช่ทุกคนจะมีเพื่อนในทุกเมือง เราเลยพยายามแก้ไขปัญหาด้วยการเป็นตัวกลางคอยเชื่อมนักท่องเที่ยวกับคนท้องถิ่นด้วยกัน TakeMeTour เริ่มจากการติดต่อนักเรียนไทยในต่างประเทศให้เป็นคนพาเที่ยว แล้วเชื่อมต่อกับคนไทยที่ต้องการไปเที่ยวในประเทศนั้นๆ ตอนนั้น ต้าเองกำลังเรียนอยู่แถวยุโรปด้วยพอดี ก็เลยเริ่มต้นง่ายๆ จากหาเพื่อนมาเป็นคนพาเที่ยว หลังจากทำมาได้ระยะหนึ่ง เราก็เริ่มเห็นถึงความยากในการขยายธุรกิจ เพราะทุกอย่างต้องทำด้วยมือกันหมด ไม่มีระบบอัตโนมัติช่วย เลยคิดว่าต้องทำแพลตฟอร์มในเว็บไซต์ให้ระบบมันเดินได้ด้วยตนเอง ในลักษณะของ Marketplace เราเลยไปทาบทามมือ dev เทพนามว่า ปันเจ (CTO) มาร่วม แต่ก็พบปัญหาต่ออีกว่าคนไทยอาจยังไม่คุ้นชินกับระบบอัตโนมัติแบบนี้ เลยตกลงกันว่างั้นเริ่มจากให้นักท่องเที่ยวต่างชาติมาเที่ยวในไทยก่อนแล้วกัน แล้วให้คนไทยเป็นคนพาเที่ยว นั่นแหละครับคือจุดเริ่มต้นของ TakeMeTour.com เวอร์ชั่นปัจจุบัน ทีมงาน TakeMeTour ในปัจจุบัน โมเดลธุรกิจของ TakeMeTour TakeMeTour ตอนนี้เป็น marketplace ครับ เราสร้างแพลตฟอร์มให้คนไทยที่อยากพาเที่ยว รู้เรื่องในพื้นที่ที่ตัวเองอยู่เป็นอย่างดี เข้ามาสร้างทริป 1 วันบนระบบของเรา โดยสามารถกำหนดไอเดียทริปได้เอง ตั้งราคาได้เองด้วย หลังจากสร้างทริปเสร็จ ต้องผ่านการควบคุมคุณภาพจาก TakeMeTour ก่อนที่ทริปจะออนไลน์ให้นักท่องเที่ยวจองเข้ามา เราจะคิดค่า booking fee บวกขึ้นไป 10-30% จากราคาทริปที่คนพาเที่ยวตั้งไว้ ซึ่งจะเก็บจากนักท่องเที่ยว เมื่อไกด์พาเที่ยวเสร็จ ก็จะมีการให้รีวิวคุณภาพตามปกติครับ สถิติไกด์และนักท่องเที่ยวในปัจจุบัน ตอนนี้เราเรียกได้ว่าเป็น marketplace สำหรับ one day tour ที่ใหญ่ที่สุดในไทยครับ เรามีจำนวนทริปในระบบกว่า 400 ทริป ครอบคลุม 32 จังหวัดในประเทศไทย มีคนลงทะเบียนเป็นคนพาเที่ยวกว่า 7,000 คน และมีทริปที่รอตรวจสอบคุณภาพอีกประมาณ 900 ทริป ยอดการ book เข้ามาในแต่ละวันจะอยู่ที่ประมาณ 3-5 ทริป ถือว่ายังไม่มาก ในขณะเดียวกัน เรากำลังเริ่มขยายการทำตลาดออกไป เร็วๆ นี้น่าจะได้เห็นแคมเปญน่าสนใจเพิ่มเติม เช่น ตอนนี้เรากำลังเริ่มทดสอบแคมเปญกับ dtac Tourist Sim ที่นักท่องเที่ยวมาซื้อซิมมือถือกับ dtac แล้วจะได้รับ SMS เพื่อเข้าจองทริปกับ TakeMeTour โดยเน้นไปที่เมืองยอดนิยมของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่มีสนามบินนานาชาติ โดยเราจะเสนอทริปที่สามารถเดินทางไปกลับได้ในวันเดียว มีเคสการพาเที่ยวรายไหนที่น่าสนใจบ้าง มีหลายเคสที่เราอยากเล่าให้ฟัง ทั้งในด้านคนพาเที่ยวและนักท่องเที่ยว อันนึงที่เจ๋งคือเป็นทริปพาไปชกมวยที่ค่ายมวยของคุณบัวขาว นักท่องเที่ยวจองทริปเข้ามาตามปกติ แต่ก็ติดต่อมาหา Customer Support ของเราเอง เพราะอยากให้เราช่วยพาไปเจอบัวขาว นักท่องเที่ยวบอกว่าลูกชายเค้าคลั่งไคล้บัวขาวมากๆ และตรงกับวันเกิดลูกเค้าด้วย จึงอยากเซอร์ไพร์สเป็นของขวัญวันเกิด เราเลยประสานกับคนพาเที่ยวให้เช็คตารางของบัวขาว โชคดีว่าบัวขาวอยู่ที่ค่ายในวันนั้นพอดี ทริปนี้ก็จบด้วยการที่ลูกชายของเค้าถูกเตะซะน่วม เอ้ย ได้ถ่ายรูปกับบัวขาวอย่างมีความสุขกันไปครับ แผนการในอนาคต เราเพิ่งปิดรอบการลงทุนมาสดๆ ร้อนๆ กับทาง 500TukTuks, dtac Accelerate และคุณต๊อบจากเถ้าแก่น้อย เป้าหมายคือเตรียมแผนรุกตลาดให้หนักขึ้นกว่าเดิม รวมถึงการพัฒนาระบบเทคโนโลยีในเว็บไซต์ให้ดียิ่งขึ้น และพัฒนาคุณภาพของทริปในระบบให้มีความโดดเด่นมากขึ้น ภายในปลายปีนี้ถึงกลางปีหน้า เราจะเริ่มขยายบริการออกไปในย่าน ASEAN เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย พม่า และเวียดนาม Interview, Startup, Travel


โซนีได้สิทธิ์ในการสร้างหนังไอคอน ‘อีโมจิ’

รับชมคลิปตัวเต็มได้ที่นี่ Sony Pictures Animation ได้สิทธิ์ในการสร้างหนังแอนิเมชั่น “อีโมจิ” ไอคอนสุดน่ารักบนโลกออนไลน์ โดยล่าสุดรายงานเปิดเผยว่าจะมีการเดินหน้าเรื่องนี้ในเร็ววันนี้       รายงานข่าวเว็บไซต์ Deadline เปิดเผยว่า Sony Pictures Animation คว้าชัยชนะเหนือ Warner Bros. และ Paramount Pictures ในการทุ่มเงินก้อนโตประมูลแย่งชิงลิขสิทธิ์เค้าโครงเรื่องของหนัง “ไอโมจิ” ไอคอนสุดน่ารักในโลกออนไลน์ ทำให้พวกเขาจะสิทธิ์ในการสร้างหนังที่มี “อีโมจิ” เป็นตัวละครหลักทันที  รายงานข่าวยังเปิดเผยอีกด้วย Sony Pictures Animation เตรียมเดินหน้าสร้างหนัง “อีโมจิ” อย่างเต็มที่ โดยได้วางตัวผู้กำกับของหนังเรื่องนี้เอาไว้แล้วว่าจะเป็นหน้าที่ของ “แอนโธนี ลีออนดิส” จากหนัง Kung Fu Panda : Secrets of the Masters  ซึ่งเป็นเจ้าของไอเดียในการนำ “อีโมจิ” มาโลดแล่นในโลกภาพยนตร์ โดย “แอนโธนี ลีออนดิส” จะรับหน้าที่เขียนบทร่วมกับ “อีริค ซีเกล” โดยเป็นที่คาดการณ์ว่า Sony Pictures Animation จะเปิดกล้องหนังเรื่องนี้ในเร็ววันนี้


No Picture

สัมภาษณ์คนไทยในซิลิคอนวัลเลย์ – วิทวัส กาญจนฉัตร แห่งบริษัทเทคโนโลยีโฆษณา Turn

ซีรีส์ “สัมภาษณ์คนไทยในซิลิคอนวัลเลย์” มาถึงตอนที่ห้าแล้วนะครับ ตอนนี้เราจะมาคุยกับ คุณวิทวัส กาญจนฉัตร วิศวกรคนไทยจากบริษัทโฆษณาออนไลน์ Turn Inc. ที่จะมาแนะนำข้อมูลของวงการเทคโนโลยีโฆษณา (Ad Tech) ในบทสัมภาษณ์นี้ยังเล่าประสบการณ์และเทคนิคการสัมภาษณ์กับบริษัทไอทีชื่อดังหลายแห่ง ข้อมูลเรื่องวีซ่า การเสียภาษี การลดหย่อนภาษี และค่าใช้จ่ายสำหรับการอยู่อาศัยในอเมริกา รวมถึงประเด็นเรื่อง “ภาษาจีน” ในซิลิคอนวัลเลย์ที่อาจสำคัญกว่าหลายคนคิด ประวัติความเป็นมา แนะนำตัวแบบคร่าวๆ ผมเรียนจบปริญญาตรีวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ที่จุฬาฯ และได้มีโอกาสเข้าทำงานที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยผลงานที่คิดว่าหลายคนน่าจะคุ้นหน้าคุ้นตากันคือโปรแกรมเทรดหุ้น Settrade Streaming for iPhone/iPad และ Streaming Pro ครับ หลังจากนั้นผมมาศึกษาต่อระดับปริญญาโทด้าน Information Technology ที่ Carnegie Mellon University (CMU) ซึ่งหลายคนมองว่าเป็นมหาวิทยาลัยอันดับต้นๆ ของโลกที่เข้ายากมาก แต่พอมาเรียนแล้วพบว่าสิ่งที่ยากกว่าคือการแข่งขันในมหาวิทยาลัย เทอมแรกผมคิดว่ามีหน่วยกิตเท่าไหร่ลงเต็มทุกหน่วยกิต ตั้งใจว่าเอาให้คุ้ม พอมาถึงคาบแรกอาจารย์แจก paper พร้อมให้เขียนวิเคราะห์ พอเปิดมา!!! อ่านแทบไม่รู้เรื่องเลย ตรงนี้ต้องบอกเลยว่าคนไทยอย่างเราเป็นรองมาก เพื่อนๆ ชาวอินเดียเขาได้ภาษาอังกฤษกันอยู่แล้ว และเขายังขยันยกมือถามตอบกับอาจารย์ ส่วนเพื่อนคนจีนก็มี textbook หลายเล่มที่แปลเป็นภาษาจีนเสร็จสรรพให้อ่าน มาถึงจุดนี้ผมมองว่าเราต้องสู้เขาให้ได้ หากเพื่อนผมขยัน ผมต้องขยันมากให้มากกว่าเขา ต้องรู้จักกล้าคิดกล้าถามให้มากขึ้น และใช้ประโยชน์จากผู้ช่วยสอน (TA) ให้มากที่สุด จากนั้นมาอยู่ที่ซิลิคอนวัลเลย์ได้อย่างไรครับ โปรแกรมที่ผมศึกษาต้องเรียนทั้งที่แคมปัสหลักที่ Pittsburgh และแคมปัสที่ Silicon Valley ตอนก่อนเรียนจบผมมีโอกาสได้เข้าไปฝึกงานกับ AdsOptimal สตาร์ตอัพเชื้อชาติไทย ของคุณแบดด์ (ปรัชญา) และนี่คือจุดเริ่มต้นของชีวิตใน Silicon Valley ของผม ในระหว่างที่เรียนอยู่ ทางมหาวิทยาลัยจะมีกิจกรรมเหมือนกับ Job Fair บ้านเรา คือให้บริษัทต่างๆ เข้ามาคัดนักศึกษาเพื่อรับเข้าทำงาน ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่สัมภาษณ์งาน (หลายที่มาก) จนกระทั่งได้ offer มาก่อนที่จะเรียนจบประมาณครึ่งปี หลังจากเรียนจบก็เริ่มทำงานเลยครับ ปัจจุบันผมทำงานที่บริษัท Turn Inc.