intelligence

บิ๊กเนมวงการไอทีร่วมประชุมทรัมป์ พร้อมรับมือการโจมตีไซเบอร์ ทบทวนวีซ่าเข้าประเทศใหม่

ทรัมป์เชิญคณะที่ปรึกษาด้าน IT ร่วมหารือครั้งแรก มี CEO จากหลายองค์กรขนาดใหญ่เข้าร่วมด้วย แต่ Mark Zuckerberg จาก Facebook ไม่ได้เข้าร่วม การประชุมครั้งนี้มีผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีเข้าร่วมจำนวนมาก Ajay Banga, CEO จาก MasterCard Jeff Bezos, CEO จาก Amazon Zachary Bookman, CEO จาก OpenGov Safra Catz, Co-Chief Executive จาก Oracle Tim Cook, CEO จาก Apple John Doerr, Chairman จาก Kleiner Perkins Pat Gelsinger, CEO จาก VMware Alex Karp, CEO จาก Palantir Brian Krzanich, CEO จาก Intel Tom Leighton, CEO จาก Akamai Bill McDermott, CEO จาก SAP Steven Mollenkopf, CEO จาก Qualcomm Satya Nadella, CEO จาก Microsoft Shantanu Narayen, CEO จาก Adobe Ginni Rometty, CEO จาก IBM Eric Schmidt, Executive Chairman จาก Alphabet Julie Sweet, CEO จาก Accenture Peter Thiel, จาก Founders Fund คลิปวิดีโอขณะหารือระหว่างทรัมป์กับ CEO ผู้เชี่ยวชาญด้าน IT ทรัมป์เปิดการประชุมด้วยการพูดไว้อาลัยให้แก่ Otto Warmbier ที่เพิ่งเสียชีวิตหลังถูกปล่อยตัวจากเกาหลีเหนือ และชี้ว่าเกาหลีเหนือมีระบอบการปกครองที่เลวร้าย และพูดถึงเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ให้การรักษาทหารผ่านศึกทั้งหลาย ทรัมป์ยอมรับว่าเทคโนโลยีในปัจจุบันสำคัญมาก การโจมตีไซเบอร์กำลังสร้างปัญหาอย่างหนักหน่วงให้กับทำเนียบขาว รัฐบาลพร้อมแล้วที่จะเปลี่ยนแปลงและทำระบบ IT ให้มีความทันสมัยอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อช่วยเหลือธุรกิจของชาวอเมริกัน สร้างงานให้มากขึ้น และย้ำว่า อเมริกาควรเป็นผู้นำโลกด้านเทคโนโลยี แนวคิด VISA Program และการยกระดับการป้องกันการถูกโจมตีไซเบอร์ CEO และรัฐบาลเตรียมหารือเรื่องวีซ่าต่อ เพื่อให้ทรัมป์ทบทวนเรื่องการให้วีซ่าเพื่อนำบุคลากรเข้ามาช่วยพัฒนาประเทศ ตามที่เคยประกาศว่าจะพิจารณาเรื่องดังกล่าวเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยเฉพาะวีซ่าประเภท H1-B อาชีพผู้ชำนาญการพิเศษ ทางคณะที่ปรึกษาเห็นว่าจะเพิ่มระดับรักษาความปลอดภัยให้กับระบบ IT ของรัฐบาลมากขึ้น ก่อนหน้านี้ในปี 2015 เคยมีการแฮกข้อมูลบุคคลไปกว่า 22 ล้านรายจากฐานข้อมูลของรัฐบาลสหรัฐฯ Satya Nadella, CEO Microsoft Satya ชี้ว่าสิ่งสำคัญสำหรับตอนนี้ เรื่องแรกคือ การทำให้รัฐบาลทันสมัยไปพร้อมๆกับพัฒนาการทางเทคโนโลยีล่าสุด เรื่องที่สอง คือการทำงานร่วมกับรัฐบาลในการช่วยพัฒนาทักษะให้กับประชาชนรองรับงานที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ และ ประการสุดท้าย รัฐบาลจะต้องเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ รัฐบาลทำได้ดีแล้วในด้านการสนับสนุนทุนวิจัยให้กับสถาบันต่างๆ เพื่อการพัฒนาเทคโนโลยี แต่สำหรับ นโยบายผู้อพยพนั้น ช่วยทำให้ Microsoft ได้ประโยชน์พอสมควรจากทักษะและบุคลากรในประเทศต่างๆ ซึ่งก็เชื่อว่าควรจะดำเนินนโยบายเช่นนี้ต่อไป เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับอเมริกาได้ Jeff Bezos, CEO จาก Amazon Jeff สนับสนุนแนวคิดที่มีการบริหารด้านนวัตกรรมด้วยการให้มีสภานวัตกรรมอย่างที่ปรากฏอยู่ เขาคิดว่า Jared (ลูกเขยของทรัมป์) ก็ทำเรื่องนี้อยู่ด้วย ขณะเดียวกันก็คิดว่า ควรจะใช้เทคโนโลยีในเชิงพาณิชย์มากขึ้น ซึ่งช่วยประหยัดสำหรับผู้จ่ายภาษีพอสมควร ซึ่งตอนนี้ Amazon เองก็ทำเรื่องพัฒนาทักษะบุคลากรอยู่ เรียกว่า Career Choice ทำไปแล้วกว่าหมื่นราย Ivanka (ลูกสาวทรัมป์) ก็รู้เรื่องนี้ดี สิ่งที่สำคัญสำหรับตอนนี้ก็คือ สหรัฐฯ ควรจะทำเรื่องนี้ในทุกระดับ นั่นก็คือเรื่อง Machine Learning และ Artificial Intelligence รัฐบาลสามารถจัดหาให้กับพลเมืองของเราได้ Tim Cook, CEO แห่ง Apple Cook ให้ความสำคัญกับการเข้ารหัสที่แข็งแกร่ง strong encryption เขาเห็นว่า สหรัฐฯ ควรจะมีรัฐบาลที่ทันสมัย ซึ่งเป็นเรื่องดีมากที่ Jared (ลูกเขยทรัมป์) ได้พยายามรันเรื่องนี้อยู่ รัฐบาลทรัมป์เองควรจะมุ่งเป้าไปที่พลเมืองและให้บริการในเรื่องนี้ซึ่งเป็นเรื่องที่ตอนนี้รัฐบาลยังไม่สามารถทำได้ ทรัมป์ควรจะหารือกับทางคณะรัฐมนตรีต่อไปในเรื่องนี้ว่าจะสามารถให้บริการพลเมืองได้อย่างไร และเรื่อง หนี้สาธารณะก้อนใหญ่ในโรงเรียนรัฐทั้งหลาย กำลังสร้างปัญหา ทาง Apple ก็พยายามช่วยอยู่ แต่รัฐบาลก็เป็นปัจจัยสำคัญในการแก้ปัญหาเช่นกัน ภาพจาก Facebook Newsroom สาเหตุที่ Mark Zuckerberg ไม่มาร่วมประชุมกับคณะที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีให้ทรัมป์ 2 ครั้ง การพบปะกัน ครั้งแรก ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กับผู้เชี่ยวชาญด้าน IT นั้น Mark Zuckerberg ไม่ได้มา แต่ส่งเบอร์ 2 ของเขา หรือ COO Sheryl Sandberg เข้าร่วม ขณะนั้น Mark ไม่เห็นด้วยกับนโยบายสร้างกำแพงของทรัมป์ และการสกัดกั้นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน ทั้งเรื่องนโยบายอพยพ การลดการค้า ฯลฯ ครั้งที่สองนี้ Mark ไม่เข้าร่วมไม่พอ ตัว Sandberg ที่เป็น COO ที่เคยเข้าพบปะทรัมป์ครั้งแรก ครั้งนี้ก็ไม่เข้าร่วม โดย Mark ให้เหตุผลว่า ตัวเขาต้องไปพูดในงาน Facebook ที่ชิคาโก ส่วน Sandberg ก็ต้องไปงานเทศกาลด้านโฆษณาระดับบิ๊กที่จัดขึ้นทางตอนใต้ของฝรั่งเศส และได้ส่งสมาชิกบอร์ดเข้าร่วม นั่นคือ Peter Thiel ซึ่งนั่งเป็นที่ปรึกษาทรัมป์ด้วย และไปร่วมงานนี้ในฐานตัวแทนบริษัทด้านการลงทุน Founders Fund ที่มา – The White House , Reuters , Business Insider , Bloomberg Topics:  Donald Trump Whitehouse


No Picture

GSMA เผยมีผู้ใช้โทรศัพท์มือถือทั่วโลกเกิน 5 พันล้านคนแล้ว นับเป็น 2/3 ของประชากรโลก

GSMA Intelligence ฝ่ายวิจัยของ GSMA องค์กรดูแลมาตรฐาน GSM เผยตัวเลขจำนวนคนที่มีโทรศัพท์มือถือทั่วโลกที่ลงทะเบียนเชื่อมต่อสัญญาณแบบ unique (1 subscription ต่อ 1 คน) เกิน 5 พันล้านคนแล้ว นับเป็น 2/3 ของประชากรทั้งโลกที่ถูกประมาณว่ามีอยู่ราว 7.5 พันล้านคน ขณะที่โทรศัพท์ที่ลงทะเบียนมีทั้งหมด 8.1 พันล้านเครื่อง (1 คนมีมากกว่า 1 เครื่อง) ซึ่งรวมการเชื่อมต่อแบบ M2M ด้วย อย่างไรก็ตาม GSMA คาดว่าโทรศัพท์มือถือ (ไม่รวม M2M) มีการเชื่อมต่อสัญญาณจริงๆ ในปัจจุบัน มีอยู่ราวๆ 7.7 พันล้านเครื่องเท่านั้น GSMA คาดการณ์ว่าการเข้าถึงโทรศัพท์มือถือของประชากรทั่วโลกอยู่ที่ 67% เท่านั้น โดยทวีปยุโรปมีสัดส่วนสูงสุดที่ 86% อเมริกาเหนือ 80% ส่วนแอฟริกาตอนกลางและล่าง (sub-Sahara) ต่ำสุดที่ 44% เท่านั้น GSMA คาดว่าภายใน 2020 จำนวนคนที่ครอบครองโทรศัพท์มือถือแบบ unique น่าจะแตะ 5.7 พันล้านคน ที่มา – GSMA Intelligence via Venturebeat Topics:  GSMA Mobile


No Picture

กูเกิลออก MobileNets โมเดลประมวลผล AI ด้วย TensorFlow บนมือถือ กินพลังงานต่ำ

กูเกิลประกาศออกชุดโมเดล MobileNets สำหรับการประมวลผล AI บนสมาร์ทโฟนที่มีทรัพยากรจำกัด ตามแผนการ ผลักดัน TensorFlow ให้ทำงานบนมือถือได้ กูเกิลบอกว่าถึงแม้เราอยู่ในยุคของคลาวด์ สามารถเรียกประมวลผลภาพได้ผ่านบริการอย่าง Cloud Vision API แต่ก็มีกรณีที่จำเป็นต้องประมวลผล AI แบบออฟไลน์บนมือถือ ซึ่งช่วงหลังมีสมรรถนะสูงมากพอแล้ว MobileNets เป็นโมเดลสำหรับประมวลผลภาพ (computer visions models) แบบ mobile-first ตัวแรก ตัวมันเองมีขนาดเล็ก ใช้พลังงานต่ำ โดยผู้ใช้งานสามารถเลือกระดับความแม่นยำ (accuracy) ต่ำสุดในระดับที่ยอมรับได้ทั้งหมด 16 ระดับ หรือถ้าไม่พอก็สามารถปรับแต่งค่าพารามีเตอร์ได้เอง MobileNets ต้องใช้กับ TensorFlow Mobile ที่ทำงานได้บน Android, iOS, Raspberry Pi ที่มา – Google Research Blog Topics:  TensorFlow Google Research Artificial Intelligence Computer Vision


No Picture

AI สายการ์ตูน นักวิจัยนำ AI มาช่วยให้อนิเมชั่นเคลื่อนไหวลื่นไหลมากกว่าเดิม 4 เท่า

เรามักจะได้ยินข่าวคราวของการนำ AI ไปประยุกต์ใช้ในแวดวงต่างๆ แต่ล่าสุด Yuichi Yagi นักวิจัยและโปรแกรมเมอร์ชาวญี่ปุ่นได้ทดลองนำ AI ไปช่วยในการสร้างอนิเมชั่น โดยทำให้ตัวการ์ตูนในอนิเมชั่นเคลื่อนไหวได้ลื่นไหลกว่าเดิมถึง 4 เท่า ในการสร้างอนิเมชั่นนั้น เราสามารถแบ่งตัวชิ้นงานด้านภาพออกมาได้เป็นสองแบบคือ Key Frame หรือ เฟรมหลักซึ่งเป็นฉากหลักของแต่ละช่วง และ In-between Frame หรือ เฟรมระหว่างกลาง ซึ่งเป็นเฟรมที่อยู่ตรงกลางระหว่าง Key Frame แต่ละเฟรม ทำหน้าที่แสดงการเคลื่อนไหวของตัวละครหรือฉากหลังต่างๆ สำหรับโปรแกรมที่ Yagi พัฒนาขึ้นมาคือการให้ AI ช่วยสร้าง In-beteen Frame ขึ้นมาแบบอัตโนมัติ และ เมื่อมี In-Between Frame เยอะขึ้น การเคลื่อนไหวต่างๆ ก็จะดูลื่นไหลและเป็นธรรมชาติมากขึ้น โปรเจคของ Yagi นี้เป็นการร่วมมือกันระหว่างเครือข่ายนิวรอน deep learning ของ Dwango บริษัทโทรคมนาคมของญี่ปุ่น และ Mages สตูดิโอผู้ผลิตอนิเมชั่น ซึ่ง Yagi ได้นำเอาบางช่วงบางตอนของอนิเมชั่น Idol Incidents มาป้อนให้กับตัวโปรแกรม และให้เครือข่ายนิวรอนเพิ่มจำนวน In-between Frame ขึ้น 4 เท่า ส่งผลให้อนิเมชั่นเคลื่อนไหวลื่นไหลขึ้น 4 เท่านั่นเอง ผลลัพธ์ที่ออกมาถือว่าเป็นที่น่าพอใจ แต่ยังมีบางจุดที่ยังมีข้อผิดพลาดอยู่บ้าง สามารถรับชมคลิปผลการทดลองได้ที่ท้ายข่าว โดยต้นฉบับจะอยู่ทางซ้าย และ เวอร์ชั่นที่ถูกพัฒนาโดย AI จะอยู่ทางด้านขวา ที่มา: Sora News 24 Topics:  Artificial Intelligence animation Japan


บินไทย ชู Thai Travel Safe เดินทางปลอดภัย

การบินไทย จับมือ 3 บริษัทประกันภัย เปิดตัวโครงการ Thai Travel Safe ช่วยให้ผู้โดยสารมั่นใจและอุ่นใจกับการเดินทาง ตั้งเป้าเบี้ยประกันภัยจนถึงประมาณกลางปี 2561 จะอยู่ที่ 100 ล้านบาท  นางอุษณีย์  แสงสิงแก้ว  รักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า โครงการ Thai travel safe จะทำให้ผู้โดยสารที่สำรองที่นั่งบัตรโดยสารของสายการบินไทย ทั้งเส้นทางในประเทศและต่างประเทศ ผ่านเว็บไซต์ไทยแอร์เวย์สดอทคอม (www.thaiairways.com) สามารถเลือกซื้อกรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุการเดินทางในขั้นตอนสุดท้ายของการทำที่นั่งสำรอง เพื่อให้ความมั่นใจเพิ่มขึ้นในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดระหว่างการเดินทาง ซึ่งประกันครอบคลุมทั่วโลกตามวันและเวลาไป-กลับ ที่ระบุในการสำรองที่นั่ง    ทั้งนี้ ได้จำหน่ายกรมธรรม์ดังกล่าว ตั้งแต่กลางเดือนเมษายนที่ผ่านมา มีผู้โดยสารซื้อกรมธรรม์กว่า 9,000 ฉบับ หรือวันละ 200 กรมธรรม์ คิดเป็นมูลค่ากว่า 5 ล้านบาท    ด้านนายวาสิต ล่ำซำ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ผู้โดยสารสามารถเลือกซื้อความคุ้มครองทั้งแบบเที่ยวเดียวและไป-กลับ รวมทั้งเลือกซื้อความคุ้มครองเดินทางภายในประเทศได้สูงสุด 30 วัน ต่างประเทศสูงสุด 90 วัน กับเบี้ยประกันภัยภายในประเทศ เริ่มต้น 120 บาท ทุนประกันภัยที่ให้ความคุ้มครองสูงสุด 2 ล้านบาท ส่วนเบี้ยประกันภัยเดินทางต่างประเทศขึ้นอยู่กับระยะเวลา และประเทศที่เดินทาง โดยจะให้ความคุ้มครอง อาทิ กรณีเกิดอุบัติเหตุจำเป็นต้องรักษาตัว , สัมภาระและทรัพย์สินสูญหายทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมตั้งเป้าเบี้ยประกันภัยจนถึงกลางปี 2561 จะอยู่ที่ 100 ล้านบาท    


No Picture

LINE เผยโฉมลำโพงอัจฉริยะ Wave พร้อมรุ่น Champ เพิ่มคาแรกเตอร์ LINE

ในงาน LINE Conference 2017 ยังมีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่นั่นคือลำโพงอัฉจริยะ ซึ่งอิงกับแพลตฟอร์ม AI Clova ของ LINE ที่เปิดตัวไปเมื่อต้นปี LINE ระบุว่า AI Clova คือยุทธศาสตร์สำคัญของบริษัทใน 5 ปีข้างหน้า ซึ่งก่อนหน้านี้มีการพูดถึงผลิตภัณฑ์อยู่แล้ว แต่ยังไม่ได้ลงรายละเอียด โดยมีสินค้า 3 รายการดังนี้ Wave ลำโพงอัจฉริยะในบ้าน สามารถสั่งงานปฏิทิน, รายการต้องทำ, ถามข้อมูลสภาพอากาศ, ควบคุมการแชต และยังสามารถสั่งเล่นเพลงใน LINE Music ได้ด้วย มีสองรุ่น คือรุ่นปกติราคา 15,000 เยน และรุ่นที่ใช้ได้เฉพาะฟังก์ชันเพลง ราคา 10,000 เยน ขายเฉพาะในญี่ปุ่น ช่วงฤดูใบไม้ร่วงปีนี้ Champ ลำโพงอัจฉริยะ คุณสมบัติเดียวกับ Wave แต่เพิ่มความสดใสด้วยคาแรกเตอร์ของ LINE เริ่มขายช่วงฤดูหนาวปีนี้ Face ลำโพงอัจฉริยะที่เพิ่มคุณสมบัติการแสดงผลบนหน้าจอ ยังอยู่ในช่วงการพัฒนา ไม่มีกำหนดวางขาย ที่มา: LINE Topics:  LINE Artificial Intelligence Clova


No Picture

อดีตพนักงานทีม Siri เผยสาเหตุที่แอปเปิลตามหลัง Amazon และ Google แม้เริ่มทำก่อน

Wall Street Journal อ้างข้อมูลจากอดีตพนักงานแอปเปิลที่อยู่ในทีม Siri เผยเบื้องหลังที่ทำให้ Siri พัฒนาช้ามากในช่วงหลัง แม้จะเริ่มต้นก่อนคู่แข่งหลายปี เคยมีการทดสอบของบริษัท Stone Temple ยิงคำถาม 5,000 คำถามไปยัง AI เหล่านี้ ผลคือ Google Assistant และ Amazon Alexa ให้ผลลัพธ์แม่นยำ 90% ในขณะที่ Siri ทำได้ 62% ปกติแล้ว แอปเปิลมักเข้าตลาดทีหลังคู่แข่ง แต่แซงมาเอาชนะได้ในภายหลัง กรณีของ Siri แอปเปิลเป็นฝ่ายเข้าตลาดก่อนตั้งแต่ตอน iPhone 4s ในปี 2011 (และเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ตัวท้ายๆ ของสตีฟ จ็อบส์ด้วย) แต่กลับถูกแซงโดยทั้ง Amazon และ Google เหตุผลหนึ่งเป็นเพราะ iPhone ประสบความสำเร็จสูงมาก จนทำให้วิธีคิดของแอปเปิลต้องผูกทุกอย่างเข้ากับ iPhone ตลอดเวลา ในขณะที่คู่แข่งอย่าง Amazon สามารถคิดต่างด้วยการสร้างอุปกรณ์ชนิดใหม่ๆ อย่างลำโพง Echo ขึ้นมาได้ ทีมงาน Siri ยังอธิบายว่าแอปเปิลจ้าง Bill Stasior ผู้บริหารฝ่าย search จาก Amazon เข้ามาดูแลโครงการ Siri แต่ความเชี่ยวชาญของเขาคือเรื่อง search ไม่ใช่เรื่องเสียงพูดหรือภาษา ส่งผลให้ทีมงาน Siri บางคนมองว่าวิสัยทัศน์เดิมที่จะสร้าง Siri ให้ทุกแอพใช้งานได้ ไม่สามารถเป็นได้จริง แอปเปิลหันไปเน้นปรับปรุง Siri สำหรับงานง่ายๆ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้ iPhone แทน ผู้ก่อตั้ง Siri สองคนคือ Adam Cheyer และ Dag Kittlaus จึงลาออกในเวลาต่อมา และออกไปตั้งบริษัท Viv Labs ที่ภายหลังซัมซุงซื้อกิจการไปเป็น Bixby หลังผู้ก่อตั้งลาออกไปแล้ว แอปเปิลยังมีปัญหาการเมืองภายในของทีม Siri โดยพยายามรวมทีม speech recognition กับทีม natural language เข้าด้วยกัน สุดท้ายต้องเปลี่ยนตัวเป็นผู้บริหารที่ไม่มีความรู้ในเรื่องนี้ และผู้เชี่ยวชาญด้าน speech recognition บ้างก็ลาออกไปอยู่กับสตาร์ตอัพ บ้างก็ไปอยู่กับคู่แข่ง Amazon/Google อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ อดีตทีมงาน Siri มองว่า Amazon/Google พัฒนาระบบ AI ดีกว่าเพราะมีข้อมูลใช้เทรนมากกว่า ต่างไปจากแอปเปิลที่เน้นเรื่องความเป็นส่วนตัว ข้อมูลที่ใช้เทรนจึงเป็นข้อมูลทั่วไปที่ไม่อิงอยู่กับตัวผู้ใช้งาน ที่มา – Wall Street Journal Topics:  Siri Apple Artificial Intelligence Alexa Google Assistant


No Picture

ไมโครซอฟท์ออก Power BI แพ็กเกจ Premium จับตลาดลูกค้าองค์กรใหญ่

ไมโครซอฟท์มีซอฟต์แวร์ Power BI ออกมาเจาะลูกค้าธุรกิจที่ต้องการทำ business intelligence มาได้สักระยะหนึ่งแล้ว ( ออกครั้งแรกปี 2014 ) รูปแบบการทำงานของมันเป็นการประมวลผลข้อมูลบนเซิร์ฟเวอร์ของไมโครซอฟท์ โดยเรียกใช้ผ่านเว็บหรือแอพอีกที ล่าสุดไมโครซอฟท์ออกแพ็กเกจ Power BI Premium ที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น สามารถรันงานได้แบบ on premise บนเครื่องขององค์กรเอง และรองรับการรันข้อมูลขนาดใหญ่ขึ้น ประกาศนี้ทำให้ไมโครซอฟท์มีแพ็กเกจ Power BI ทั้งหมด 3 ระดับคือ Free (จำกัด 100 แหล่งข้อมูล), Pro (9.99 ดอลลาร์ต่อเดือน) และ Premium (ราคาขายแยกตามองค์กร) ที่มา – Microsoft Topics:  Power BI Microsoft Business Intelligence Enterprise