google-plus

191 ลงพื้นที่กว่า 40 จุดโคราช ขยายผลเครือข่ายโกตี๋  

191 ลงพื้นที่กว่า 40 จุด โคราช ขยายผลเครือข่ายโกตี๋ พร้อมยึดของกลางปืนเถื่อนและปืนไม่มีใบอนุญาตครอบครองกว่า 32 กระบอก พร้อมเครื่องกระสุนอีกจำนวนมาก  ตำรวจ191 ลงพื้นที่กว่า 40 จุด จ.นครราชสีมา ขยายผลเครือข่ายโกตี๋ ได้ของกลางเป็นปืนเถื่อนและปืนไม่มีใบอนุญาตครอบครองกว่า 32 กระบอก พร้อมเครื่องกระสุนอีกจำนวนมาก  โดยเฉพาะที่ วรากร อพาร์ทเม้นท์ อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา แห่งนี้ ได้ของกลางเป็นอาวุธปืนเถื่อน 11 กระบอก กระสุนปืนอีกกว่า 400 นัดและอุปกรณ์ในการเสพกัญชาอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งผู้ต้องหาส่วนใหญ่ เป็นวัยกลางคน ยอมรับว่ามีในครอบครองมานานแล้ว โดยเป็นการซื้อทอดต่อกันมา แต่ไม่มีใบอนุญาตในการครอบครอง  ปฏิบัติการทวงปืนจากรังโจร ครั้งนี้เริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงเช้ามืด โดยตำรวจสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษหรือ 191 พร้อมด้วยตำรวจ ท่องเที่ยวและตำรวจท้องที่ ได้กระจายกำลังกว่า 300 นาย ออกตรวจค้นในพื้นที่เป้าหมาย 48 จุด หลังศาลอนุมัติหมายค้นตั้งแต่เมื่อช่วงเย็นวานนี้  พลตำรวจตรีสุรเชษฐ หักพาล ผู้บังคับการตำรวจสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ บอกว่า การตรวจค้นในครั้งนี้เป็นการขยายผลการตรวจค้นอาวุธปืนจากปฏิบัติการทวงปืนจากร้านโจรและยังเป็นการสลายกลุ่มอิทธิพล ที่พบการเคลื่อนไหว โดยเฉพาะกลุ่มที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายของโกตี๋ แกนนำ นปช.โดยเบื้องต้นพบว่า ผู้ต้องหาที่ควบคุมตัวมาวันนี้ มีความเกี่ยวพัน เนื่องจาก พบทั้งรูปแบบอุปกรณ์ ปืน และชุดพราง  ขณะที่ผลการตรวจค้นตั้งแต่เช้ามืดจนถึงขณะนี้ ได้อาวุธปืนของกลางรวมทั้งสิ้น 32 กระบอก เป็นอาวุธปืนเถื่อน 19 กระบอก ที่เหลือเป็นอาวุธปืนที่ครอบครอง โดยไม่มีใบอนุญาตอีก กระบอก มีทั้งอาวุธปืนสั้นและยาว พร้อมเครื่องกระสุนและอุปกรณ์ในการเสพกัญชาจำนวนหนึ่ง    


นายกฯติงอย่าด่วนสรุปคดีวิสามัญเด็กลาหู่

นายกรัฐมนตรี เผยไม่อยากให้ด่วนตัดสินว่าใครถูกหรือผิด กรณีทหารวิสามัญนักกิจกรรมชาวลาหู่ เพราะขณะนี้อยู่ในขั้นตอนหาหลักฐาน พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช.


 ผบช.ภ.5 รอภาพวงจรปิดวิสามัญ ชัยภูมิ 

ตัวแทนกลุ่มนักสิทธิมนุษยชนยื่นหนังสือกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง ทหารวิสามัญฆาตกรรมนักกิจกรรมชาวลาหู่ ขณะที่ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 เร่งสอบขยายผลเครือข่ายค้ายากลุ่มนี้ และรอภาพจากกล้องวงจรปิดจากทหาร เพื่อยืนยันว่าทหารทำเกินกว่าเหตุหรือไม่  พลตำรวจโทพูลทรัพย์ ประเสริฐศักดิ์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 กล่าวถึงเหตุวิสามัญฆาตกรรม นายชัยภูมิ ป่าแส อายุ 21 ปี นักกิจกรรมชาวลาหู่ว่า การสอบสวนขยายผลคดีนี้ เจ้าหน้าที่เชื่อว่ามีผู้ร่วมกระทำผิดเกี่ยวกับการค้ายาเสพติดอีกหลายคน โดยเฉพาะอาจเป็นญาติที่มีพยานให้ปากคำมาอยู่ใกล้รถยนต์ที่นายชัยภูมิ นั่งมาในรถ ซึ่งขอเวลาสืบสวนสอบสวนหาหลักฐานให้ชัดเจน ส่วนการสอบปากคำ ผู้ต้องหาอีกราย คือ นายพงศ์นัย แสงตะล้า อายุ 19 ปี คนขับรถที่ซุกซ่อนยาบ้า 2 พัน 8 ร้อยเม็ดนั้น ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ และข้อมูลสอดคล้องกันกับฝ่ายทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ในวันเกิดแหตุ ส่วนพยานที่ออกมาให้ข้อมูลว่าอยู่ในเหตุการณ์ ขอให้เข้ามาพบเจ้าหน้าที่ เพื่อเป็นหลักฐานในสำนวนคดี สำหรับหลักฐานชิ้นสำคัญ คือภาพจากกล้องวงจรปิดบริเวณด่านตรวจบ้านรินหลวง ตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ อยู่ระหว่างการส่งมอบจากทหาร แต่ส่วนตัวมั่นใจว่า ทหารไม่กระทำการรุนแรง แต่เมื่อมีการขัดขืนจึงต้องเข้าล็อคตัวและมีการต่อสู้ ส่วนระเบิดที่พบเป็นอาวุธที่ชนกลุ่มน้อยว้าใช้กัน และอยู่ในฝั่งประเทศเมียนมา ใกล้กับหมู่บ้าน และยังเป็นเส้นทางลำเลียงยาเสพติดเข้าประเทศด้วย ส่วน นายกรัฐมนตรี ชี้แจงกรณีทหารวิสามัญนักกิจกรรมชาวลาหู่ ยังไม่อยากให้ด่วนตัดสินว่าใครถูกหรือผิด เพราะขณะนี้อยู่ในขั้นตอนหาหลักฐาน และสอบสวนพยานเพิ่มเติม หากผลสอบทหารทำผิดจริง ก็ว่าไปตามผิด  ด้านตัวแทนกลุ่มนักสิทธิมนุษยชน 3 องค์กร เข้า ยื่นหนังสือต่อ นางอังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพื่อขอให้ เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีทหารวิสามัญฆาตรกรรมนายชัยภูมิ พร้อมกันนี้ ยังเรียกร้องให้ ทำงานเชิงรุก เพื่อยุติความรุนแรงและการข่มขู่คุกคามบุคคลที่เกี่ยวข้องในกรณีนี้ ทั้งนักกิจกรรม ครอบครัวผู้เสียชีวิต และพยานที่รู้เห็นเหตุการณ์  และย้ำว่า เจ้าหน้าที่รัฐ ควรหยุดให้ข่าวที่เป็นการละเมิดสิทธินายชัยภูมิ เนื่องจากยังไม่ได้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริง ขณะที่ผู้ใช้อินเตอร์เน็ต เว็บไซต์ Change.org เริ่มแคมเปญรณรงค์เรียกร้องให้ พลโทวิจักขฐ์ สิริบรรสพ แม่ทัพภาคที่ 3 นำภาพจากกล้องวงจรปิดขณะเกิดเหตุตรวจค้นที่ด่านตรวจ เพื่อให้สาธารณชนคลายความสงสัยว่าทหารปฏิบัติงานตรวจค้นตามขั้นตอน และมีการต่อสู้ขัดขืนจริงหรือไม่ และหลังจากเริ่มแคมเปญรณรงค์มีผู้มาสนับสนุนแล้ว 500 คนในเวลา 18 ชั่วโมงจากที่ตั้งเป้าไว้ 1 พันราย


ไทยติดอันดับ 19 ความสุขเพิ่มมากสุดในช่วง 10 ปี

​รายงานของยูเอ็นระบุว่า ไทยติดอันดับ 19 ประเทศที่มีความสุขเพิ่มขึ้นมากที่สุดในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ขณะที่นอร์เวย์ได้แชมป์ประเทศที่ประชากรมีความสุขที่สุดในโลก เครือข่ายการแก้ปัญหาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ หรือ SDSN ออกรายงานความสุขโลกปี 2017 ที่มีการจัดอันดับความสุขของประชาชนของ 155 ประเทศ โดยพิจารณาจากผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศหรือ จีดีพี การส่งเสริมด้านสังคม สุขภาพอนามัย อายุขัย เสรีภาพในการเลือกใช้ชีวิต ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ระดับการคอร์รัปชัน ประเทศที่ได้อันดับ 1 ไปครองก็คือประเทศนอร์เวย์ด้วยคะแนน 7.537 ตามมาด้วยเดนมาร์ก ไอซ์แลนด์ สวิสเซอร์แลนด์ และฟินแลนด์  ขณะที่ประเทศที่มีความสุขน้อยที่สุดอยู่ในอันดับที่ 155 ได้แก่ สาธารณรัฐแอฟริกากลางที่ได้คะแนนเพียง 2.693 จากความเป็นอยู่ที่แร้นแค้น และภาวะสงครามกลางเมือง ต่อด้วยบุรุนดี แทนซาเนีย ซีเรีย และรวันดา ขณะที่ไทยถูกจัดอันดับให้อยู่ในอันดับ 32 ของประเทศที่มีความสุขที่สุดในโลก และไทยก็มีความสุขเพิ่มขึ้นถึง 0.581 คะแนนวัดจากปี 2005 ถึงปี 2016 ทำให้ไทยอยู่อันดับ 19 ของประเทศที่มีความสุขเพิ่มขึ้นมากที่สุด ตามมาด้วยฟิลิปปินส์ตามมาเป็นอันดับที่ 20 แม้ไทยและฟิลิปปินส์จะอยู่ภายใต้รัฐบาลอำนาจนิยมในช่วงหลายปีมานี้ หากดูอันดับประเทศที่มีความสุขที่สุดในอาเซียน อันดับ 1 ตกเป็นของ สิงคโปร์ (26) ตามมาด้วย ไทย (32) มาเลเซีย (42) ฟิลิปปินส์ (72) อินโดนีเซีย (81) เวียดนาม (94) เมียนมา (114) อย่างไรก็ตาม รายงานฉบับนี้ไม่ได้เก็บข้อมูลของกัมพูชา ลาว และบรูไน นักวิจัยที่ร่วมจัดทำรายงานฉบับนี้แสดงความเห็นว่า ความพอใจในชีวิตของประชาชนที่แตกต่างกันไปตามสถานะทางสังคมและเศรษฐกิจ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการจ้างงานและนโยบายด้านความปลอดภัย ดังนั้น กุญแจสำคัญในการปรับปรุงระดับความสุขของประชาชนก็คือการปรับปรุงสภาพชีวิตของกลุ่มคนที่ด้อยโอกาสที่สุดในสังคม นอกจากนี้ ประเทศที่อยู่อันดับสูงๆล้วนเป็นประเทศเล็กที่มีเศรษฐกิจมั่นคงและมั่งคั่ง มีอัตราการว่างงานต่ำ และมีคุณภาพชีวิตดี ความมั่นคงทางสังคมโดนรวมแข็งแกร่ง และมีโครงการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสในสังคม อีกทั้งยังเป็นประเทศที่มีการคอร์รัปชันต่ำ ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ต่ำอีกด้วย อย่างไรก็ตาม ความสุขของประชาชนก็ไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับระดับความสุขของประชาชนเสมอไป สังเกตได้จากญี่ปุ่นและเกาหลีที่ได้อันดับ 51และ 56 ตามลำดับ ประจวบกับช่วงกระทรวงสาธารณสุขของญี่ปุ่นออกมาเปิดเผยว่า คนญี่ปุ่น 1 ใน 4 มีความคิดว่าจะฆ่าตัวตาย จากความรู้สึกเครียดในการทำงานและการใช้ชีวิต


สงสัยกลัวม.44!  ‘ประยุทธ์’ ยันภาพคาดเซฟตี้เบลท์ของจริง

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยืนยันภาพถ่ายคาดเข็มขัดนิรภัย เป็นของจริงไม่ได้ตัดต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. ยืนยันภาพถ่ายคาดเข็มขัดนิรภัย ขณะเดินทางมาที่ทำเนียบรัฐบาล เป็นของจริงไม่ได้ตัดต่อ หลังส่งภาพให้สื่อมวลชนเมื่อช่วงบ่ายวันนี้(24มี.ค.60) ก่อนที่ภาพดังกล่าวจะถูกเผยแพร่ในโลกออนไลน์   ทั้งนี้เมื่อวันที่ 21 มี.ค.ที่ผ่านมา เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่คำสั่งหัวหน้าคสช. เรื่อง มาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบก โดยอาศัยอํานาจตามความในมาตรา 44 เพื่อแก้ปัญหาผู้ขับขี่ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย โดยมีโทษสูงสุดดำเนินการฟ้องศาลได้


กลาโหม ย้ำคณะพูดคุยปรองดอง มีอิสระทางความคิด เป็นกลาง

โฆษกกระทรวงกลาโหมแถลงผลพูดคุยปรองดองร่วมกับ 3 องค์กรภาคประชาชน มองปัญหาความเหลื่อมย้ำทำให้เกิดความขัดแย้ง โดยเฉพาะที่ดินและน้ำ ย้ำคณะพูดคุยทุกคณะ มีอิสระทางความคิดและเป็นกลาง พลตรีคงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม แถลงภาพรวมประจำสัปดาห์ การพูดคุยเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดองร่วมกับภาคประชาสังคม 3 คณะ คือ สมาคมอนุรักษ์ดินและน้ำแห่งประเทศไทย กลุ่มปฏิรูปพลังงานเพื่อความยั่งยืน (ERS) และ สมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน ระบุ ทั้ง 3 องค์กร ได้ให้ความเห็นอย่างมีอิสระทางความคิด โดยระบุว่ารัฐควรเข้าไปบริหารจัดการทรัพยากร โดยเฉพาะที่ดินทำกินและน้ำ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักอันทำให้เกิดความขัดแย้ง ชี้ควรจำกัดการถือครองที่ดิน การโซนนิ่งพื้นที่ป่า พื้นที่การเกษตร และอุตสาหกรรม พร้อมแนะรัฐพัฒนาการศึกษา ให้เกิดการเรียนรู้ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง ยึดโยงกับหลักคำสอนของศาสนา เน้นการวิเคราะห์สังเคราะห์ และการปฏิบัติ ปลูกฝังนิติรัฐ นิติธรรม แก่เยาวชนตั้งแต่ยังเด็ก ชี้พรรคการเมืองควรทำตัวให้เป็นสถาบันการเมือง ไม่ใช่ธุรกิจการเมือง ทำให้การเลือกตั้งโปร่งใส มีบทลงโทษการทำผิดอย่างชัดเจน ให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับประชาธิปไตยมากขึ้น เน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนในภาคท้องถิ่น และการตรวจสอบถ่วงดุล ก่อนปิดท้ายมองความขัดแย้งที่ผ่านมา เกิดจากการให้ข้อมูลที่บิดเบือน เนื่องจากสื่อขาดการตรวจสอบ และละเลยการควบคุมกันเอง  ส่วนภูมิภาค ได้ขยายระยะเวลาดำเนินการ จากเดิม 23 มีนาคม เป็น 5 เมษายน เพื่อให้เกิดความเข้าใจและขยายพื้นที่ได้ครอบคลุม โดยจะเชิญผู้แทนกลุ่มในพื้นที่ทั้ง 4 กลุ่ม ทั้งนักการเมืองท้องถิ่น นักวิชาการ ข้าราชการและผู้นำชุมชน มาร่วมพูดคุยให้ครบถ้วนมากที่สุด โดยเฉพาะกลุ่มที่มีปัญหาเดือดร้อนในพื้นที่ อีกทั้งกระทรวงมหาดไทย ได้มีการสั่งให้มีการรับฟังปัญหาและอุปสรรคในการติดต่อราชการด้วย  สัปดาห์หน้าจะมีการรับฟังความคิดเห็นในอีก 11 องค์กรภาประชาชน ในวันอังคารที่ 28 มีนาคม ทั้งภาคเช้าและภาคบ่าย โดยเน้นองค์กรด้านสื่อมวลชน เช่น สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ สมาคมนักวิทยุและโทรทัศน์ไทย รวมถึง สำนักงานกองทุกสนับสนุนสร้างเสริมสุขภาค หรือ สสส. และแพทย์ชนบท โดยขณะนี้มีองค์กรเข้าร่วมเสนอแนวทางปรองดองแล้ว 14 จาก 16 องค์กร


กำชับรถตู้ ปฏิบัติตาม มาตรา 44

บขส. กำชับ ผู้ประกอบการรถตู้โดยสารต่างจังหวัด ปฏิบัติตามกฎหมายและประกาศ ม.44 เคร่งครัด ทั้งการคาดเข็มขัดนิรภัย การบรรทุกผู้โดยสารไม่เกิน 13 ที่นั่ง ขู่หากฝ่าฝืนเจอมาตรการเข้ม ทั้งพักใช้-ระงับ-เพิกถอนใบอนุญาตการเดินรถ พลตำรวจเอก อำนาจ อันอาตม์งาม กรรมการและรักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่ บขส. กำชับ ผู้ประกอบการรถตู้โดยสารที่วิ่งระหว่างจังหวัด ให้ปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัย โดยเฉพาะช่วงเทศกาลสงกรานต์ ทั้งการติดตั้งจีพีเอส ซึ่งขีดเส้นให้รถทุกคันต้องติดตั้งภายใน 31 มีนาคมนี้ รวมทั้งต้องปฏิบัติตามประกาศมาตรา 44 เช่น กรณีการคาดเข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่ง ทั้งคนขับและผู้โดยสาร และการบรรทุกผู้โดยสารไม่เกิน 13 ที่นั่ง หากละเลยจะลงโทษตั้งแต่เบาไปหาหนัก ทั้งพักใช้ใบอนุญาต 6 เดือน ระงับใช้ใบอนุญาตไม่มีกำหนด และยกเลิกการเดินรถ


นายกฯ ลงพื้นที่จ.นครพนม จันทร์นี้

นายกรัฐมนตรีและคณะ เตรียมลงพื้นที่จังหวัดนครพนม หารือร่วมกับคณะกรรมการ กรอ.ส่วนกลาง ในวันจันทร์ที่ 27 มีนาคมนี้ วันที่ 27 มีนาคมนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ จะลงพื้นที่ตรวจราชการ จังหวัดนครพนม หารือร่วมกับคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน นอกจากนี้ มีกำหนดเดินทางไปสักการะองค์พระธาตุพนม ที่อยู่ระหว่างการนำเสนอขึ้นจดทะเบียนมรดกโลก และสถานที่ ที่ถือว่าเป็นแลนด์มาร์คสำคัญของจังหวัดนครพนม คือ พญาศรีสัตตนาคราช ซึ่งพัฒนาเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง