fashion

‘หน้ากากนักร้อง – ดร. สมเกียรติ’ สื่อเก่าในขวดใหม่ที่ไม่เข้าใจพฤติกรรมออนไลน์

เซ็งไปทั้งประเทศกับการยืดรายการ “The Mask Singer หน้ากากนักร้อง” ออกไปเฉลยแชมป์สัปดาห์หน้า ถือว่าตกม้าตายทำลายความไว้ใจของคนดู เชื่อว่าเมื่อวานแฟนๆจอแก้วเกาะจอรอลุ้นปรากฏการณ์ทีวีดิจิทัลที่เกิดขึ้นนานทีปีหน กับศึกยักษ์ชนยักษ์ “ฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกโซนเอเชีย ไทย พบกับ ซาอุฯ”ทางช่อง 7 และรอบชิงชนะเลิศของ “The Mask Singer หน้ากากนักร้อง”ทางชอ่งเวิร์กพอยท์ เคยเขียนถึง หน้ากากนักร้อง ไปครั้งหนึ่งแล้วถึงแง่ความสำเร็จและสุดยอดการตลาดที่ต้องยกนิ้วให้ว่าเป็นรายการวาไรตี้อันดับหนึ่งของไทยในนาทีนี้ เรตติ้งของเทปเมื่อวานทะลุเป้าทั่วประเทศ 13.244 กรุงเทพฯ 19.335 เขตเทศบาล 16.115 ชนบท 10.795 ซึ่งไม่เกิดขึ้นบ่อยนัก แถมยอดผู้ชมไลฟ์ทะลุไปถึงช่วงพีคคือ 1.4ล้านวิวในการชมสด แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้แฟนเซ็งไปตามๆกันนั่นก็คือ การ “ลาก”รายการ ให้ยาวเกินความจำเป็น เพราะเมื่อเฉลยรองชนะเลิสแล้วว่าคือ “หน้ากากอีกาดำ” เอ๊ะ จิรากร ก็ใช้เวลาพูดคุยจนโปรยบอกแฟนๆว่าจะกลับมาเฉลยหลังข่าวพระราชสำนัก และเมื่อพอตัดเข้ารายการสด ก็ใช้เวลาพูดคุยกับหน้ากากอีกาดำอีกนาน และท้ายสุดเลือกที่จะไม่เฉลยโฉมหน้าของหน้ากากทุเรียนผู้ชนะประจำการแข่งขัน เรียกได้ว่าลากไปอีกอาทิตย์ได้อีกหนึ่งเทป กระแสวิจารณืถล่มไปที่ กันต์ กันตถาวร พิธีกรรายการซึ่งก็น่าเห็นใจว่าต้องทำตามสคริปต์ จริงๆถ้าย้อนไปดูรายการแพลทฟอร์มที่นำเข้าจากเกาหลีใต้ King Of Mask Singer ก็จะไม่มีการเฉลยผู้ชนะและนำผู้ชนะมาแข่งในซีซั่นถัดไป  The Mask Singer ทำคนดูอารมณ์ค้างและย้อนยุคไปแบบฉบับยืดยาวเหมือนสมัยละคร “คู่กรรม” รุ่นเบิร์ด ธงไชย ที่กว่าโกโบริจะตายก็ยืดไปได้ 2 สัปดาห์ ทั้งที่พฤติกรรมผู้ชมรุ่นใหม่เป็นไปในแบบ “รู้ทันที และ รอไม่ได้” ทำให้ภาพลักษณ์ความเชื่อมั่นของหน้ากากนักร้องที่จะโดดเด่นเอาชนะ The Voice ที่เริ่มกระแสซาลง เกิดความขาดความเชื่อใจของแฟนๆ ซึ่งต่อให้สัปดาห์หน้าแฟนๆจะรอชมโฉมหน้าหนากากทุเรียนแต่ก็เสียความรู้สึกไปเสียแล้ว อีกด้านที่สื่อเก่าตกม้าตายก็คือ ดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล ที่คนยกย่องให้เป็นกูรูสื่อ แต่กลับพลาดในโลกออนไลน์ ที่โวยวายว่า ทำไมเว็บโพสต์ทูเดย์ถึงได้ศีลธรรมตกต่ำสุดขีด เมื่อมีโฆษณาชุดชั้นในแสดงขึ้นมาหน้าจอ  ทั้งที่โฆษณาแบบ adsense นั้นจะแรนดอมตามสิ่งที่เจ้าของเครื่องสนใจ ไม่ได้กล่าวหาว่าดร.สมเกียรติเข้าสู่เว็บไซต์อนาจารแต่อย่างใด อาจจะเข้าไปในเว็บซื้อของซื้อเสื้อผ้า และระบบคัดกรองแนะนำชุดชั้นในขึ้นมาให้ แต่การพยายามแก้ตัวแบบข้างคูๆในทวิตต่อๆมา สะท้อนภาพคนที่จะยกย่องจรรยาบรรณสื่อตัวเองโดยไปเหยียดทั้งเพื่อร่วมอาชีพ และไม่เข้าใจโลกออนไลน์ยุคใหม่   สองเรื่องนี้ดูจะเป็นคนละเรื่องเดียวกัน เพราะสะท้อนภาพว่าเมื่อสื่อเก่ายังไม่ก้าวพ้นพฤติกรรมเก่าๆ แม้จะข้ามสื่อมาอยู่ในสื่อใหม่ 


No Picture

Amazon เผยฟีเจอร์ใหม่ Outfit Compare ให้คำแนะนำเสื้อผ้าจากรูปเปรียบเทียบ

Amazon ยังคงรุกหนักและมีความพยายามไม่ลดละที่จะเป็นผู้นำแพลตฟอร์มซื้อขายเสื้อผ้าแฟชั่น หลังจากลงทุนเพื่อสร้างแบรนด์แฟชั่นโดยร่วมมือกับดีไซเนอร์มากมาย ล่าสุด เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่แนะนำสไตล์การแต่งตัวในชื่อว่า Outfit Compare โดยให้สิทธิ์เฉพาะสมาชิก Prime เท่านั้น ฟีเจอร์ Outfit Compare จะมีเฉพาะในแอพพลิเคชั่น Amazon ที่อัพเดตเป็นเวอร์ชั่นล่าสุดแล้วเท่านั้น ผู้ใช้จะเจอเมนู Outfit Compare ตรงแถบเมนู Programs and Features ด้านข้าง ผู้ใช้สามารถอัพโหลดรูปภาพเต็มตัวของตัวเอง 2 รูปในเสื้อผ้าที่แตกต่างกันลงในแอพ จากนั้นระบบจะส่งความคิดเห็นกลับมา อย่าเพิ่งเข้าใจผิดคิดว่าผู้วิเคราะห์สไตล์แฟชั่นให้ผู้ใช้เป็นปัญญาประดิษฐ์ เพราะคนทำหน้าที่นี้ยังเป็นดีไซเนอร์และสตาฟใน Amazon แต่จากรีวิวการใช้งานมีบางคนระบุว่าใช้เวลาไม่เกินนาทีรอฟีดแบคจากระบบ ฟีเจอร์ใหม่นี้มีใช้เฉพาะระบบ iOS ส่วน Android อยู่ระหว่างดำเนินการ ที่มา – Techcrunch Topics:  Amazon Prime Fashion E-commerce


Uniqlo ขึ้นแท่นแบรนด์อันดับ 1 ด้านแฟชั่นรีเทลของไทยประจำปี 2559 

Uniqlo ผู้นำตลาดเสื้อผ้าและแฟชั่นจากประเทศญี่ปุ่น เผยผลสำรวจจาก YouGov หลังประกาศให้ Uniqlo ขึ้นเป็นแบรนด์อันดับ 1 ด้านแฟชั่นรีเทล จากคะแนนโหวตของผู้บริโภคชาวไทยทั่วประเทศ   โดยตำแหน่งแบรนด์อันดับหนึ่งด้านแฟชั่นรีเทลของไทยนั้นมาจากการจัดอันดับของ YouGov BrandIndex ซึ่งได้ทำการสำรวจกับผู้บริโภคในประเทศไทยเกี่ยวกับแบรนด์ที่ชื่นชอบ ประจำปี 2016 (Thailand Brand Advocacy Ranking) ในด้านต่างๆ กว่า 280 แบรนด์ โดยทำการสำรวจตั้งแต่เดือนตุลาคม 2558 ถึงเดือนตุลาคม 2559 ที่ผ่านมา ซึ่งผลคะแนนวัดจากคำถามที่ว่า 1) คุณจะแนะนำแบรนด์นี้ให้กับเพื่อนหรือสมาชิกในครอบครัวหรือไม่ 2) คุณจะแนะนำให้เพื่อนหรือสมาชิกในครอบครัวเลี่ยงที่จะเลือกซื้อแบรนด์นี้หรือไม่ ซึ่งผลคะแนนที่ได้จะคำนวณโดยการหักลบจากผลตอบรับทางด้านลบออกจากผลตอบรับในทางบวก เพื่อให้ได้คะแนนสุทธิของแต่ละแบรนด์ขึ้นมา ทั้งนี้ ในการสำรวจด้าน Thailand Brand Advocacy Ranking –Fashion Retailers นั้น Uniqlo ได้รับผลโหวตอันดับ 1 ด้วยคะแนน 67.7 เป็นแบรนด์ที่ผู้บริโภคชื่นชอบมากที่สุดจากผลสำรวจของผู้บริโภคชาวไทยทั่วประเทศ ส่งผลให้บริษัท ยูนิโคล่ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ออกมาขอบคุณไปยังลูกค้าชาวไทยที่ให้การตอบรับกับ Uniqlo อย่างดี “ทาง  Uniqlo ขอขอบพระคุณลูกค้าชาวไทยทุกท่านที่ให้การตอบรับกับ  Uniqlo เป็นอย่างดีเสมอมา นับตั้งแต่วันแรกที่เราเข้ามาทำธุรกิจที่เมืองไทย และเปิดสาขาแรกของเราที่เซ็นทรัลเวิล์ด จนถึงวันนี้  Uniqlo มีสาขากว่า 34 สาขาทั่วประเทศ รวมไปถึงช่องทางออนไลน์ สโตร์ของเราที่เปิดมาเพื่อรองรับผู้บริโภคตลอด 24 ชั่วโมง และเพื่อให้เข้าถึงลูกค้าในจังหวัดอื่นๆ ที่ยังไม่มีสาขาของ Uniqlo อีกด้วย” สำหรับท่านใดที่สนใจสามารถชมแบบสำรวจเต็มรูปแบบได้ที่ https://th.yougov.com/en-th/find-solutions/brandindex/brand-advocacy-rankings/   Source: thumbsup The post Uniqlo ขึ้นแท่นแบรนด์อันดับ 1 ด้านแฟชั่นรีเทลของไทยประจำปี 2559  appeared first on thumbsup .


No Picture

Intel เปิดทางตัวเองสู่วงการแฟชั่น ร่วมมือแบรนด์แฟชั่นเสริมเทคโนโลยีบนเครื่องประดับ

เส้นแบ่งระหว่างแฟชั่นกับเทคโนโลยีเจือจางลงทุกที Intel เตรียมเบิกทางตัวเองสู่วงการแฟชั่น หนุนแบรนด์แฟชั่นให้ทำเสื้อผ้าและเครื่องประดับที่มีส่วนผสมของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เข้ามาด้วย ตัวอย่างไอเทมแฟชั่นที่ Intel เข้าไปช่วยทำงานคือ สร้อยข้อมือและนาฬิกาข้อมืออัจฉริยะ MICA ที่มาในดีไซน์เรีบหรู มีหน้าจอเล็กดูเวลา เล่นเกม จัดการตารางเวลาปฏิทินได้ Intel ร่วมมือกับ Hussein Chalayan ดีไซเนอร์ชาวอังกฤษ ทำแว่นตาแฟชั่นอัจฉริยะ และเข็มขัดอัจฉริยะเพื่อใช้ในงานแฟชั่นโชว์ด้วย นอกจากนี้ Intel ยังเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเทคโนโลยีในนาฬิกาอัจฉริยะของ TAG HEUER ด้วย Sandra Lopez รองประธานดูแลเรื่องอุปกรณ์สวมใส่ของ Intel บอกว่า ภารกิจของทีมงานคือทำให้ Intel เป็นผู้เปิดทางสำคัญแก่แบรนด์แฟชั่น มากกว่าจะทำให้ Intel เป็นแบรนด์แฟชั่นเสียเอง และสัปดาห์ที่แล้วนี่เอง ในงานNew York Fashion Week ทาง Intel ร่วมมือกับแฟชั่นดีไซเนอร์ 13 คน จัดแฟชั่นโชว์ผ่านไลฟ์สตรีมในรูปแบบ VR Lopez กล่าวเพิ่มเติมว่า กลยุทธ์ของบริษัทคือ เสริมศักยภาพผู้นำตลาดแฟชั่นและผลักดันขอบเขตแฟชั่นด้วยเทคโนโลยี ภาพจาก TAG HEUER ที่มา – Engadget Topics:  Intel Fashion


กทม. ชวนปิดไฟ 1 ชั่วโมง เพื่อลดโลกร้อน

กรุงเทพมหานคร จัดกิจกรรม ปิดไฟ 1 ชั่วโมง เพื่อลดโลกร้อน  'ปิดเพื่อโลก เปลี่ยนเพื่ออนาคต' ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2551 โดยปิดไฟที่ไม่จำเป็น เป็นเวลา 1 ชั่วโมง ตั้งแต่เวลา 20.30-21.30 นาที   สำหรับกิจกรรมนี้ จะมี กิจกรรม 'ปั่นไปปลูก หรือร่วมกันปลูกเพื่อเปลี่ยน' ซึ่งเป็นกิจกรรมรณรงค์ประชาสัมพันธ์กลุ่มเขต ด้วยการรวมกลุ่มจักรยานปั่นเพื่อไปปลูกต้นไม้ตามสวนสาธารณะของกรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 13 ถึงวันที่  25 มีนาคม 2560  ทั้งนี้ กรุงเทพมหานคร ได้กำหนดจุดปิดไฟเชิงสัญลักษณ์ ที่ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร เสาชิงช้า และสะพานพระราม 8 รวมทั้งรณรงค์การปิดไฟบนถนนสายหลัก และในต่างจังหวัดด้วย     


No Picture

ฉลามเขียว : ไม่ตายในวันสงกรานต์จะดีมั๊ย

ยุติการความตายในวันสงกรานต์ หรือต้องยุติวันหยุดยาวไปเลย เคยเขียนเรียกร้องหลายครั้ง  ตั้งแต่สมัยยังอยู่สื่อกระดาษ  เสนอให้ท่านนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ใช้อำนาจของท่านไม่เก็บภาษีกล้องวงจรปิดติดหน้ารถยนต์  รวมทั้งกล้องวงจรปิดที่ติดบ้านเรือนประชาชน เฝ้าดูแลทรัพย์สิน เพราะพิสูจน์ชัดเจนแล้วว่าเป็นอุปกรณ์ที่มีประโยชน์มาก  เพื่อเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนติดกล้องตัวนี้ แต่…..ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย ไม่มีคำสั่งใดๆจากฟากรัฐบาลประเทศไทย กล้องวงจรปิดติดหน้ารถยนต์ทำให้คนทั่วไปได้เห็น ความรุนแรง ความน่าสะพึงกลัว ในวินาทีที่รถยนต์เกิดอุบัติเหตุ นี่ก็ใกล้วันสงกรานต์อีกแล้ว  อีกแค่ 30 วันเท่านั้น มหกรรมพากันออกไปตายบนถนนหลวงก็จะเกิดขึ้นอีก  ซ้ำซาก อนาถใจ  ในขณะที่ฝ่ายเจ้าหน้าที่ของรัฐก็เหมือนจะหมดมุกเล่นแล้ว  ยิ่งมีมาตรการลดการตายบนถนนช่วงสงกรานต์ออกมามากมายหลายมาตราการ ตัวเลขการตาย ก็ไม่ได้ลดน้อยลง  กลับเพิ่มขึ้นอย่างน่าใจหาย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา  เป็นผู้ชายที่มีอำนาจมากที่สุดในประเทศไทยเวลานี้  ถ้าท่านใช้อำนาจในสิ่งที่ถูกก็จะเกิดคุณประโยชน์มากมายแก่ประชาชน วันนี้  นายฉลามเขียว ก็จะเขียนกระตุ้นท่านอีก ให้ใช้อำนาเพื่อลดจำนวนการตายของผู้คนบนถนนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี 2560 ให้ได้ ให้น้อยกว่าปีที่แล้วสัก 1 ศพก็ยังดี เช้าวันที่ 13 มี.ค.2560 มีเรื่องดีๆเกิดขึ้นเรื่องนึง  จึงขอนำมาขยายให้เกิดผลจริงจัง  ที่ผมสนับสนุนท่านก็เพราะท่านยื่นหนังสือเรียกร้องไปถึง  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา  กับพี่ชายของท่าน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ซึ่งหากผู้ชายสองคนนี้สนองด้วยการใช้อำนาจของท่านที่มีอยู่สั่งการ  ก็จะช่วยชีวิตผู้คนได้มาก คุณนิกร จำนง  ไปที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ทำเนียบรัฐบาล  ยื่นหนังสือถึงท่านนายกฯ กับรองนายกฯ ประวิตร ผู้รับผิดชอบงานด้านจราจรของรัฐบาล คุณนิกรท่านเป็นอดีต รมช.คมนาคม ปัจจุบันเป็น “ประธานชมรมไทยปลอดภัย” ดังนั้นเมื่อท่านเคลื่อนไหวจึงมีสีสันและสื่อลงข่าวให้เยอะ  ฉลามเขียว ก็ขอโดดเข้าสนับสนุนท่านด้วย  โดยหลังยื่นหนังสือแล้ว คุณนิกรใ ห้สัมภาษณ์นักข่าว ว่า “สถานการณ์ผู้เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุทางท้องถนนในช่วงเทศกาลของไทยมีอัตราเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง  โดยเฉพาะวันหยุดยาวที่ประชาชนเดินทางไปต่างจังหวัดจำนวนมาก  คาดว่าช่วงวันหยุดเทศกาลสงกรานต์ที่จะถึงนี้จะมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นจำนวนมาก  เนื่องจากช่วงสงกรานต์ในปี 2559 นั้นมีผู้เสียชีวิตจำนวน 442 คน เพิ่มขึ้นจากเทศกาลสงกรานต์ของปีก่อนกว่า 78 คน คิดเป็นร้อยละ 21.43 ขณะที่เทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมามีผู้เสียชีวิตมากถึง 478 คน เพิ่มจากปี 2559 จำนวน 98 คนคิดเป็นร้อยละ 25.79 จังหวัดเป้าหมาย 10 แห่งที่ต้องเร่งเข้าไปกำกับดูแลเนื่องจากในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา มีอัตราผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางท้องถนนเพิ่มขึ้นสูง ได้แก่  จังหวัดพิจิตร เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 522.22% จังหวัดชลบุรี เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 186.51%  จังหวัดพิษณุโลก เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 111.04%  จังหวัดสุรินทร์ เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 83.33%  จังหวัดอุดรธานีเสียชีวิตเพิ่มขึ้น 81.94% จังหวัดกรุงเทพมหานคร เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 71.67%  จังหวัดขอนแก่น เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 58.33% 8.จังหวัดนครราชศรีมา เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 57.45% จังหวัดบุรีรัมย์ เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 52.7%  จังหวัดกาญจนบุรีเสียชีวิตเพิ่มขึ้น 48.48% ด้วยจำนวนผู้เสียชีวิตบนท้องถนนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงได้เข้ายื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรีและกระทรวงคมนาคม เพื่อเสนอนโยบาย “ลดสูญเสียมุ่งสู่ศูนย์” (Toward Zero Policy) ให้ทุกจังหวัดมีเป้าหมายลดการเสียชีวิตให้ได้มากที่สุด ร่วมกับแนวทางการ   “ลดเวลาจัดงานของจังหวัดต่างๆในช่วงหลังเที่ยงคืน” เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุจากการขับรถเร็วและการเมาสุรา   ตลอดจนกำหนดอัตราโทษแบบก้าวหน้าสำหรับผู้ที่กระทำผิดซ้ำซากช่วงเทศกาล  คุณนิกรกล่าวตบท้ายว่า   หากรัฐบาลยังไม่มีแผนควบคุมปัญหาดังกล่าวจะทำให้มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุปีละ 23,600 คนในอนาคต ผมอ่านแล้วขอชื่นชมนะครับ  เป็นการปรากฏตัวออกมาที่สวยงามมาก  ผมจึงขอมีส่วนร่วมในการสนับสนุน กระตุ้นให้ท่าน พล.อ.ประยุทธ์กับพล.อ.ประวิตร หันกลับมาดูปัญหาการตายบนถนนในช่วงสงกรานต์ได้แล้วครับ เพราะเหลืออีกแค่ 30 วัน ท่านรัฐมนตรีนิกร เสนอให้ลดเวลาจัดงานหลังเที่ยวคืนของจังหวัดต่างๆ  แต่ผมขอเสนออย่างคนซาดิสม์ เสนอให้ท่านพล.อ.ประยุทธ์ใช้อำนาจที่ท่านมีอยู่อย่างช็อก ออกคำสั่งนายกรัฐมนตรี ยกเลิกการหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์ ก่อนนี้ทุกปีสงกรานต์บ้านเราก็ให้หยุดกันวันเดียวในวันที่ 13 เมษายนเท่านั้น กระทั่งท่านนายกรัฐมนตรี พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ให้บวกวันผู้สูงอายุ วันครอบครัว เข้าไปด้วย กลายเป็นหยุดยาว 3 วัน 13-14-15  เมษายน คนระดับชาวบ้านที่ชื่นชอบผู้สูงอายุ ชื่นชอบการได้กลับบ้านเกิด  พบพ่อแม่ปู่ย่าตายายลุงป้าน้าอา พบเพื่อนเก่าสมัยเรียนก็ชอบใจ แต่ “พวกขี้เมา” ได้พากันทำลายความดีงามนี้ลงเสียยับเยิน   ผมจึงเกิดความคิดขอเสนอให้ท่านพล.อ.ประยุทธ์…


สิ่งที่ Millennial ต้องการจากออฟไลน์และออนไลน์ [Infographic]

เจาะใจกลุ่มวัยรุ่น Millennial ที่ส่วนใหญ่ใช้งานแพลตฟอร์มออนไลน์ 4 แห่ง (หรือมากกว่า) ทุกวัน หนึ่งในบทสรุปน่าสนใจจากผลสำรวจล่าสุด คือการพบว่าคนกลุ่มนี้ไม่รำคาญกับสายโทรศัพท์ขายตรง ที่ได้ชื่อว่าเป็น old-fashioned ซึ่งหลายคนเมินหน้าหนี หลายปีที่ผ่านมา นักการตลาดทั่วโลกพยายามเข้าถึงกลุ่มวัยรุ่นซึ่งถูกมองว่าเป็นกลุ่มตลาดสุดหินที่มีพฤติกรรมเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ความคิดของคนกลุ่ม millennial ถูกมองว่าเปลี่ยนไปมาคาดการณ์ไม่ได้แน่นอน แต่ Thomas Sychterz, CEO แห่งบริษัทวิจัยตลาด LaunchLeap ไม่ได้มองเช่นนั้น เนื่องจากผลการสำรวจของเขาชี้ว่ากลุ่ม Millennial เพียงแค่แตกต่าง หากจับจุดได้ก็จะทำตลาดได้ง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ จากการสำรวจวิถีการชมหรือรับโฆษณาและอินเทอร์เน็ตของผู้ใช้วัย 18-35 ปี พบว่าผู้ใช้กลุ่มนี้มีใจเปิดรับในการพูดคุยกับแบรนด์มาก ยินดีรับ content ข้อมูลใหม่ทั้งที่เป็นโฆษณาและไม่โฆษณาทุกอย่างแต่ต้องพอดีและน่าสนใจ ถือเป็นประเด็นสำคัญที่จะทำให้เข้าถึงวัยรุ่นได้ เห็นได้ชัดจากความเห็นเรื่องการตลาดผ่านโทรศัพท์ กลุ่มตัวอย่าง 25% ระบุว่าจะยอมฟังและตอบคำถาม ก่อนจะหยุดตอบหากการสนทนายืดเยื้อเกินไป โดย 57% ของกลุ่มตัวอย่างระบุว่าจะตอบทุกคำถาม มีเพียง 8% เท่านั้นที่จะตอบว่ากำลังยุ่งอยู่ และอีก 8% ไม่ตอบคำถามเลย การสำรวจยังพบว่า วัยรุ่นส่วนใหญ่มองว่าโฆษณาทีวียังมีความน่าสนใจอยู่ เพียง 1% เท่านั้นที่ให้คะแนนโฆษณาทีวีเพียง 1 ดาว ประเด็นการซื้อสินค้า 77% ของกลุ่มตัวอย่างเชื่อตามรีวิวสินค้าบนอินเทอร์เน็ต อีก 34% ไปที่ร้านเพื่อถามข้อมูลเพิ่ม ขณะที่ 31% ปรึกษาพ่อแม่ครอบครัว และอีก 26% ปรึกษาเพื่อน กลุ่ม Millennial ยังยอมดูโฆษณาบนบริการวิดีโออย่างไม่อิดออด 29% ระบุว่าชมโฆษณาจนจบ ท่ามกล่างส่วนใหญ่ 59% ที่ระบุว่าจะดูจนกว่าสามารถคลิกข้ามไปได้ และมีเพียง 11% เท่านั้นที่ติดโปรแกรมปิดกั้นโฆษณา ที่มา: Adweek   Source: thumbsup The post สิ่งที่ Millennial ต้องการจากออฟไลน์และออนไลน์ [Infographic] appeared first on thumbsup .


"เรายืนอย่างเท่ากัน" เจ๊ยุไม่ได้กล่าว แต่ข้าพเจ้ารู้สึกเอง

“เรายืนอย่างเท่ากัน” เจ๊ยุไม่ได้กล่าว แต่ข้าพเจ้ารู้สึกได้เอง เหตุการณ์แค่เสี้ยวนาทีสอดคล้องกับความรู้สึกในมุมที่เรารู้จักเจ๊มา 10 ปี เบื้องหลังก่อนจะออกมาเป็นภาพนี้คือ เรานึกสนุกกำลังจะย่อตัวลงถ่ายรูปกับเจ๊ยุ ในฐานะภริยาอดีตปลัดกลาโหม หลังมีข่าวกระแสแรงช่วงนั้นว่า ภริยาปลัดกลาโหมคนปัจจุบันไปเปิดฝายซึ่งมีชื่อตัวเอง ส่วน ''เจ๊ยุ ไม่มีฝาย'' มีแต่คำแซวจาก “ใบตองแห้ง” พูดล้อหลังจากเป็นวิทยากรเวทีเดียวกัน* ว่าอยากทำโปรเจค “ฝายแม่ยุวดีพัฒนา” แต่ก่อนที่จะได้ย่อตัวลง “เจ๊ยุ” รีบใช้มือฉุดแขนเราอย่างแรง!! และโอบแขนไว้ ทำนองว่า ไม่เอา อย่าเล่นแบบนี้… ที่เห็นในภาพนี่คือเจ๊คลายมือลงบ้างแต่แขนยังติดกันอยู่ เหตุการณ์แค่เสี้ยวนาทีสอดคล้องกับความรู้สึกในมุมที่เรารู้จักเจ๊มา 10 ปี ไม่รู้โชคดีหรือโชคร้าย เรายังไม่เคยโดนเจ๊ดุ หรือพูดเสียงดังด้วย อาจเป็นเพราะยังไม่มีโอกาสได้อยู่ใกล้ๆ นานๆ เหมือนที่หลายๆ คนเคยเจอ เราเป็นนักข่าวใหม่ ก่อนรัฐประหาร 19 กันยา 49 ไม่กี่วัน  ได้รับโอกาสจากหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ของป๋าเปลว สีเงิน ให้ไปประจำทำเนียบรัฐบาล แต่ไม่นาน เราก็ได้รับมอบหมายให้ไปประจำ กกต.ยุคนั้นคือยุค กกต.สดศรี สัตยธรรม กกต.สมชัย จึงประเสริฐ เพราะกำลังจะมีการเลือกตั้งปลายปี 2550  ตลอดมา ภาพจำเกี่ยวกับเจ๊ยุ มี 3-4 ตอนระหว่างวันทำงานปกติ เราไม่เคยอยู่กับเจ๊ท่ามกลางฉากหลังเหตุการณ์สำคัญ มีเพียงโอกาสได้ทำงานใกล้ๆ ไม่กี่ครั้งตอนอยู่ภาคสนาม ครั้งหนึ่งเราเดินกลับทำเนียบฯ กับเจ๊ โดยเดินผ่านมาทางกระทรวงศึกษาธิการ จำไม่ได้ว่าวันนั้นกลับจากหมายไหน รู้สึกว่าจะมีการยกเลิกหมายด้วยจึงเดินกลับมาท่ามกลางรถติด แต่ที่จำได้แม่นคือ เราเดินช้า จนเจ๊ต้องหันมาถามว่า “เป็นนักข่าวไหวไหมเนี่ย” น้ำเสียงเจ๊ไม่ได้ดุและออกจะยิ้มๆ ด้วยซ้ำ, คำถามโดยไม่ต้องการคำตอบนี้ เหมือนจะบอกในตัวเองว่า นักข่าว ไม่ใช่งานสบายๆ การเดินตามเจ๊ในวันนั้นรู้สึกได้ถึงความเป็นคนทำงานจริงๆ หลังจากนั้น มีอีกช่วงเวลาสั้นๆ เราได้ไปนั่งเฝ้ายืนเฝ้า ป.ป.ช. ฝั่งตรงข้ามทำเนียบรัฐบาล มีวันหนึ่ง เดินข้ามถนนกลับมาทำเนียบฯ เข้ารังนกกระจอก เจอเจ๊ถามว่า “นี่ เธอได้สมุดจดข่าวหรือยัง?” จากนั้นเจ๊ก็ยื่นสมุดจดข่าวให้ …