fashion

ฉลามเขียว :  ช่างชุ่ย…ชุ่ยจริง

ก็ยังซุ่มซ้อมอยู่นะครับ  ฝีกพาดหัวข่าวในสไตล์  clickbait หรือ  หลอกให้คลิกเข้ามาอ่าน  นั่นก็คือพาดหัวให้มันกำกวมเข้าไว้  ยั่วความอยากรู้  ไม่คลิกเข้ามาอ่านก็ไม่รู้ทั้งหมดคืออะไร คลิกเบท  ทำให้หลายสำนักข่าวเว็บไซต์ที่  เปิดเป็นดอกเห็ดฤดูฝนอยู่ในเวลานี้  บางสำนักประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วมาก  สร้างชื่อกระฉ่อนไวมาก เพราะคนไทยยุคนี้ชอบโดนหลอกรึอย่างไรก็มิทราบได้ แต่การยึดสไตล์นี้ก็เจ๊งเร็วนะครับ  ถ้าฝีมือไม่ถึงก็จะกลายเป็นว่า พาดหัวข่าวไร้กึ๋น  ผู้คนก็ปฏิเสธและหนีไปอย่างรวดเร็ว ช่างชุ่ย  ชื่อนี้เวลานี้กระฉ่อนกรุงเทพฯ  คนกรุงเทพฯสมัยใหม่ที่มีโทรศัพท์มือถือเป็นเจ้าชีวิต ผมกล้าพูดได้เลยว่าไม่มีใครไม่รู้จักคำว่า ช่างชุ่ย  สถานกินเที่ยว และอาร์ตคอมมูนิตี้  แห่งใหม่ที่ย่านบางพลัด ฝั่งธนบุรี ผมตัดสินใจเขียนเรื่องอาณาจักรช่างชุ่ยในวันนี้นี้ ด้วยหลายเหตุผลครับ   1.เพราะฉลามเขียวเป็นคนทันสมัย  วัยรุ่นเขาเห่ออะไรผมแก่แล้วก็ตามเห่อกับเขาได้ทัน   2.พาดหัวข่าวช่างชุ่ย ชุ่ยจริง  เป็นการการหลอกให้คนคลิกเข้ามาอ่าน ทั้งๆที่ไม่ต้องหลอกก็ได้ เพราะคนกรุงเทพฯเขารู้จักร้านช่างชุ่ยดีอยู่แล้ว ชุ่ยจริงของผมในวันนี้หมายความว่า  วางแผนรับมือการจอดรถของลูกค้าได้ไม่ดีเลย   ก่อความเดือดร้อนไปทั่วบริเวณ 3. เขียนเพื่อไว้อาลัยให้การปกครองระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทย  24 มิถุนายน 2560 เป็นวันครบรอบเปลี่ยนแกลงการปกครอง 85 ปีเมื่อ 24 มิถุนายน 2475 ก็ได้ผ่านไปแล้วด้วยความเงียบเหงา  คนไทยไม่สนใจเลย  ในโซเชียลไม่มีเรื่องประชาธิปไตยเลย  มีแต่เรื่องน้องหนูคนที่ขอเพลงที่มันมีงูออกมา   แล้วอีกเรื่องก็ช่างชุ่ย 4.ไว้อาลัยให้รถไฟความเร็วสูงจีนกรุงเทพฯ-โคราช  แทนที่ท่านจะต่อสู้ในประเด็นไทยเสียสิทธิสภาพนอกอาณาเขต  กลับพากันคลานเข้าไปขอให้ถ่ายทอดเทคโนโลยี ผมติดตามเฟซบุ๊กชื่อบุญชี ช่างชุ่ย มานานเป็นเดือนแล้ว  รู้สึกทึ่งที่คนกลุ่มนี้มีความเก่งกาจมากในการสร้างสรรค์ในสื่อโซเชียล  เป็นกลุ่มคนอาร์ต  ที่เรานิยมเรียกกันว่า พวกติสต์แตก  และจากนี้ต่อไปเราคนไทยะรู้จักพวกท่านทั้งหลายในนาม “ติสต์แตกหมื่นล้าน”  ช่างชุ่ยจะจะทำเงินได้เยอะมาก หัวหน้าใหญ่ชื่อ  ลิ้ม-สมชัย ส่งวัฒนา คนนี้ไม่ธรรมดาหรอกครับ  เป็นผู้สร้างเสื้อผ้าแบรนด์ Fly Now ซึ่งผมมีความเสียใจตรงที่ อ่านข้อเขียนมากมายในหลายสำนัก  ป่านนี้ผมก็ยังไม่รู้ว่าพี่ลิ้มเป็นคนเกิดจังหวัดอะไร บอกแค่ว่าเป็นเด็กต่างจังหวัด   ชอบชกมวยไทย หมัดคมขนาดชกคนหมัดเดียวน็อก และเตะก้านคอคนโป้วงเดียวน็อก…ไม่ได้โม้ ลิ้ม สมชัย เป็นอาร์ติสต์  และมีความสามารถพิเศษในการพูดคุยกับผู้คน  เน้นคนเก่ง  สามารถชักชวนเข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างอาณาจักรช่างชุ่ยได้อย่างน่าตื่นตะลึงที่สุด   … ณ ที่นี้คนเก่งเยอะจริงๆ  ผมชอบที่สุดก็คือ  คนเก่งด้านเขียนรีวิว เพราะผมเองก็เป็นนักเขียน  และอยากเก่งเขียนรีวิวแต่ไม่เคยลงมือเขียนเลย ผมไม่พูดถึงนะครับว่า ภายในอาณาจักรช่างชุ่ยที่สร้างขึ้นบนที่ดินสวนกระท้อนเก่า ถนนสิรินธร ฝั่งธนบุรีแห่งนี้มีความเป็นมาอย่างไร  ภายในมีอะไรมั่ง  เพราะสื่อโซเชียลเขียนเรื่องราวไว้เพียบแล้ว  แค่เปิดกูเกิลค้นหาก็เจอและอ่านไม่ไหวแล้ว…  แต่วันนี้ผมจะเน้นประเด็น “รถติด” มันเป็นการสะท้อนหลายอย่างมาก 1.คนกรุงเทพฯ ยุคนี้ไม่มีที่ไป  มีอะไรใหม่ขึ้นมาจะต้องแย่งกันไปแออัดยัดเยียด เบียดเสียด  เสียดสี แล้ว  ถ่ายรูป up facebook  ส่วนการหาของกิน  การซื้อสินค้าอื่น  การไปชมการแสดง เป็นเรื่องรอง 2.ลิ้ม สมชัย เป็นผู้เลอเลิศหนักมากในความคิดสร้างสรรค์สร้างอาณาจักรช่างชุ่ยขึ้นมาได้  จากคำที่จำแม่น  ถูกตำหนิบ่อยว่า ชุ่ย    ซึ่งพี่ลิ้มสมชัยเล่าไว้ว่า โดนพ่อต่อว่าด้วยคำว่าชุ่ยบ่อยมาก  และตัวผมเชื่อว่าสถานที่แห่งนี้  ช่างชุ่ยจะไม่วายเร็ว  แม้ที่อื่นๆในลักษณะเดียวกันที่สร้างมาก่อนเริ่มวายไปบ้างแล้ว 3.มีการบ่นในเฟซบุ๊กตั้งแต่วันที่ 23 มิ.ย.2560  เดือดร้อนของคนในถนนย่านนั้นจากรถติด  รถจอดขวางหน้าบ้าน  และขอให้เฮียลิ้มสมชัยวางแผนรับมือด้วย เพราะวางแผนโปรโมทช่างชุ่ยเก่งจริง  แต่อย่าทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนสิ  ซึ่งผมว่านะ  พี่ลิ้มสมชัยก็ไม่ได้ทำให้รถติด  แต่ยังไงก็ต้องรับสิ่งนี้ไปเต็มๆ  แม้ว่าตัวพี่จะเป็นผู้กำหนดรถไม่ติดไม่ได้ก็ตามที   แต่ขอให้เฮียลิ้มสมชัยคิดเอาเองนะ  วางแผนรับมือรถติดอย่างชุ่ยหรือไม่ชุ่ย 4.ตำรวจท้องที่ช้า  ที่จริงน่าจะขยับตัวรับมือตั้งแต่ก่อน 23 มิ.ย.2560แล้ว  เพราะ “ร้านบ้านบางเขน” ริมถนนพหลโยธิน ตรงข้าม ราบ 11  เกิดปัญหารถติดเป็นตัวอย่างให้เห็นแล้ว สรุป ฉลามเขียว  บ่นครับ  ไม่ต้องเขียนเชียร์หรือเขียนชวนให้คนกรุงเทพฯไปเที่ยวร้านช่างชุ่ยก็ได้  เพราะดังสุดขีดอยู่แล้ว   ตัวผมก็จะไปครับ    เอามาเขียนเพราะอยากให้ตำรวจท้องที่ลงมือทันที  อย่าให้รถติด ฉลามเขียว 25 มิถุนายน 2560 อ่านเพิ่มเติม www.facebook.com/ChangChuiBKK/ www.wurkon.com/full/researchs/changchui2/  


ไทยทัศนา : (31) วิหารโถงทรงจัตุรมุข วัดปงสนุก ลำปาง

ชมวิหารโถงทรงจัตุรมุข วัดปงสนุก แบบอย่างหนึ่งเดียวของสถาปัตยกรรมล้านนา รางวัลอนุรักษ์จากยูเนสโก   วัดปงสนุก อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง มี 2 วัดตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกัน วัดบนเนินที่ถมสูงเรียกว่า วัดบนหรือวัดปงสนุกใต้ วัดในระดับพื้นดินเสมอบ้านเรือนทั่วไปเรียกว่า วัดล่างหรือวัดปงสนุกเหนือ   พื้นที่แห่งนี้ใช้เป็นศาสนสถานมายาวนานอย่างต่อเนื่อง สันนิษฐานว่าสร้างเป็นวัดเมื่อครั้งเจ้าอนันตยศ ราชบุตรของพระนางจามเทวีแห่งนครหริภุญชัย สร้างเขลางค์นครเมื่อพ.ศ. 1223   วัดปงสนุกถือเป็นวัดศูนย์กลางเมืองเขลางค์ยุคที่ ๒ ในสมัยอาณาจักรล้านนา หลักฐานที่เก่าแก่ที่สุดที่กล่าวถึงวัดปงสนุก ย้อนไปถึงปี  พ.ศ


สื่อนอกวิจารณ์แรง แฟชั่นคนไร้บ้าน ‘เกรซ The Face’

ภาพถ่ายแฟชั่นคนไร้บ้านซึ่งถูกเผยแพร่ในสื่อโซเชียลของ ‘เกรซ The Face’ ถูกสื่อต่างชาติวิจารณ์ว่าไร้รสนิยม เพราะเป็นการนำประเด็นทางสังคมมาล้อเลียน และไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาใดๆ เว็บไซต์ South China Morning Post สื่อของฮ่องกง เผยแพร่ บทความ ของจิ้ง ชาง คอลัมนิสต์ด้านแฟชั่นและวัฒนธรรม ซึ่งพาดพิงถึงภาพถ่ายแฟชั่นที่ณัฐธยาน์ บุญชมไพศาล หรือ ‘เกรซ เดอะเฟซ’ เผยแพร่ผ่านอินสตาแกรมส่วนตัวเมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยภาพดังกล่าวเป็นการถ่ายแฟชั่นเลียนแบบคนไร้บ้าน ซึ่งเกรซได้สวมชุดของดีไซเนอร์ชื่อดังนั่งอยู่ข้างถนนคล้ายกับขอทาน พร้อมป้ายขอความเห็นใจที่เขียนเป็นภาษาอังกฤษวางตรงหน้า แต่ชางวิจารณ์ว่าเป็นภาพถ่ายแฟชั่นที่ไร้รสนิยม เพราะนำเรื่องจริงจังอย่างปัญหาคนไร้บ้านมาล้อเลียนโดยไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น แม้ว่าภาพดังกล่าวจะถูกลบไปจากอินสตาแกรมของเกรซแล้ว แต่สื่อฮ่องกงระบุว่าการถ่ายแฟชั่นต้องทำงานกันเป็นทีม และคงไม่ยุติธรรมนักที่จะปล่อยให้นางแบบเป็นผู้รับผิดชอบคำวิจารณ์ที่เกิดขึ้นในสื่อออนไลน์อยู่ฝ่ายเดียว และผู้ที่เกี่ยวข้องกับการถ่ายแบบทั้งหมดควรจะต้องรับผิดชอบร่วมกันที่ไม่ตระหนักถึงความละเอียดอ่อนในประเด็นเหล่านี้ และทำให้คนไร้บ้านกลายเป็นเพียงวัตถุประกอบการถ่ายแฟชั่นหรูหราเท่านั้น คอลัมนิสต์ของสื่อฮ่องกงระบุว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ภาพถ่ายแฟชั่นลดทอนความจริงจังของปัญหาสังคมที่ควรได้รับการแก้ไข โดยชางได้กล่าวถึงกรณีที่นิตยสาร Vogue อินเดีย เผยแพร่ภาพถ่ายแฟชั่นเมื่อปี 2008 โดยนำสินค้าแบรนด์ดังราคาแพงไปให้กลุ่มคนยากจนสวมใส่ เพื่อให้เห็นถึงความขัดแย้งระหว่างความหรูหรากับความเป็นอยู่ที่แท้จริงของคนส่วนใหญ่ในสังคมอินเดีย แม้กองบรรณาธิการโว้กจะยืนยันว่าภาพถ่ายแฟชั่นดังกล่าวเป็นศิลปะ และไม่ได้มีเจตนาดูถูกคนยากจน แต่สื่อใน สหรัฐฯ และ อังกฤษ ต่างวิจารณ์ภาพแฟชั่นดังกล่าวอย่างหนักว่าเป็นการดูหมิ่นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยระบุว่านายแบบและนางแบบที่ขึ้นปกนิตยสารส่วนใหญ่จะมีชื่อระบุทุกครั้ง แต่โว้กฉบับดังกล่าวไม่ระบุชื่อนายแบบหรือนางแบบที่เป็นคนยากจนเหล่านั้นเลย แสดงให้เห็นว่าโว้กปฏิบัติกับพวกเขาไม่ต่างจากของประกอบฉาก ส่วนในกรณีของประเทศไทย กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรือ พม. ได้รวบรวมและศึกษาข้อมูลของคนไร้บ้านทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง พบว่าปัญหาคนไร้บ้านเกิดจากสาเหตุที่แตกต่างกันออกไป โดยบางคนมีปัญหาครอบครัวจนต้องหนีออกมาอยู่ตามลำพัง ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้มีทั้งเด็ก วัยรุ่น และผู้หญิง รวมถึงคนยากจน มีหนี้สิน ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งเพราะถูกไล่ที่ หรือไม่ก็ถูกหลอกจนหมดตัว ขณะที่คนไร้บ้านในไทย ส่วนใหญ่ต้องเผชิญ กับการถูกละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การถูกเหยียดหยาม ไม่ได้รับการยอมรับจากสังคม ไม่มีหลักประกันด้านสุขภาพ ซึ่งแนวทางแก้ปัญหาของ พม.ก็จะแตกต่างกันไป โดยมีทั้งการให้คำแนะนำปรึกษา หรือช่วยเหลือในรูปเงิน การคุ้มครองด้านสุขภาพ หรือการส่งเสริมให้ฝึกอาชีพเพื่อจะได้มีความรู้และทักษะเพิ่มเติม และจะได้นำไปประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองได้ในอนาคต ข่าวที่เกี่ยวข้อง: 'เกรซ' ทีม 'คริส' คว้าแชมป์ The Face Thailand ซีซั่น 3 คลุกวงในเข้าใจ “คนไร้บ้าน” อย่างไร้ความกลัว ไร้บ้านในเมืองใหญ่ : เงามืดในเมืองกรุง  


ฉลามเขียว : งานที่น่าทำที่สุดในประเทศไทย

หากินยาก…คำนี้ก้องอยู่ในระบบความคิดตลอดเวลา  เพราะมีเรื่องราวจากคนหลายอาชีพผ่านเข้าสู่การรับรู้สภาพชีวิต  โดยเฉพาะขณะนี้เมื่อย่างเข้าปีที่ 3 แห่งความตกต่ำซบเซาในการทำมาหากินของประชาชน   ยามใดก็ตามที่ผ่านแหล่งตลาดใหญ่ เห็นรถแท็กซี่จอดเป็นแพริมทาง  คนขับส่ายสายตาเหลียวซ้ายแลขวา เผื่อจะมีผู้โดยสารเรียกสักคน  แต่หลายนาทีแล้วไม่มี และบนถนนก็ยังมีแท็กซี่อีกหลายคันวิ่งรถเปล่าผ่านไป  …ก็คนมันไม่มีกะตังค์จะให้ขี่แท็กซีก็ไม่ไหวแล้ว อ่านข่าว  แม่ค้าสับปะรดผู้ทิ้งถิ่นฐานจากพิษณุโลก เข้ามากรุงเทพฯ  ด้วยเชื่อว่าเมืองหลวงจะดีกว่า  ขายผักอยู่หน้าห้างพันธ์ทิพย์ ถนนเพชรบุรี ประตูน้ำ  เทศกิจท่านก็ไม่ให้ขาย เพื่อความเรียบร้อยของบ้านเมือง เอาทางเท้าคืนให้ประชาชนคนอื่นๆได้ใช้มั่ง  21 มิ.ย.2560 ป้าแม่ค้าผักเกิดอาการคลุ้มคลั่ง  ใช้มีดปลายแหลมจ่อคอตัวเอง  ออกยืนริมระเบียงห้างกรุงทอง ริมถนนเพชรบุรี  ตรงข้ามตึกพันธ์ทิพย์  ตะโกนโวยวายขอให้หน่วยราชการมาช่วยเหลือ  ซึ่งในข่าวมันเศร้ามาก  ป้าแม่ค้าตะโกนถาม…ไหนว่าเศรษฐกิจดีเหลือเกิน  แล้วทำไมตอนนี้ขายของไม่ได้ …. เทศกิจไม่ไม่ให้ขายที่เดิมก็อ้อนวอนว่า ตอนนี้เศรษฐกิจไม่ดี  ย้ายไปก็ขายไม่ได้ ก็ไม่มีใครฟัง จึงต้องคลั่ง ผมอ่านข่าวนี้ด้วยความรันทด  มันคือความจริงแห่งชีวิตของคนไทยเวลานี้ครับ  ทำมาหากินยากเหลือเกิน นักข่าว…ยามนี้กลายเป็นอาชีพที่ง่อนแง่นไปแล้วนะครับ  ก็ฝากบอกไปถึงพ่อแม่ที่ลูกกำลังเรียน ม.4 ม.5 ด้วยว่า  ถ้าแนะนำลูกได้  ก็ให้บอกว่า  เลือกเอนทรานซ์เข้าคณะวารสารศาสตร์  นิเทศศาสตร์  โปรดคิดนานๆนะ  อนาคตอาชีพมันตีบตันเหลือเกิน นี่ก็ยังไม่รู้ว่า จะอีกกี่สำนักสื่อที่ต้องเลิกกิจการ  จะมีนักข่าวอีกกี่คนที่ต้องเข้าโปรแกรมเออร์ลีรีไทร์ หรือที่เรียกกันอย่างหยดย้อยว่า โครงการจากกันด้วยดี เศรษฐกิจอย่างนี้  ก็ถูกต้องแล้วที่เจ้าของกิจการทั้งหลายต้องหดเม็ดเงินโฆษณาในสื่อ   การจะทำธุรกิจสื่อมวลชนในรูปแบบสื่อกระแสหลัก ยุคนี้ยากมากครับ  เพราะโซเชียล ยึดครอง  ขณะที่ “เพจดาร์ก” ท่านแรงจริง แล้วจะมาหากินอะไรกันดีพวกเรานักข่าวทั้งหลาย   ตัวผมอ่านทุกข่าวของสำนัก Voice TV เห็นข่าวนี้ตั้งแต่วันที่ 20 มิ.ย.2560 แล้ว  เว็บไซต์วอยซ์ทีวี พาดหัวข่าวนี้ไว้ว่า… เผยไทยจ่อซื้อ ‘ซอฟต์แวร์แกะรอย’ ผู้ใช้เน็ต .


No Picture

Amazon เปิดตัว Prime Wardrobe ลองเสื้อผ้าก่อนซื้อได้ ไม่พอใจก็ส่งคืน

จะดีแค่ไหน ถ้าสามารถลองสวมใส่เสื้อผ้าที่มีให้เลือกเป็นล้านชิ้นจากแบรนด์ที่หลากหลายที่บ้านของคุณเองได้ ก่อนจะตัดสินใจซื้อ แถมจัดส่งฟรีไม่มีค่าใช้จ่ายอีก โปรเจคล่าสุดของ Amazon ปล่อยออกมาแล้วกับ Prime Wardrobe ให้คุณสามารถเลือกเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า เครื่องประดับต่างๆ ได้ตั้งแต่ 3 ชิ้นขึ้นไป บริการจัดส่งในพื้นที่ที่ UPS สามารถเข้าถึงได้ ภาพจาก Amazon Fashion ลองชุดก่อนจ่าย ส่งตรงถึงบ้านเลย คุณมีเวลา 7 วันสำหรับการตัดสินใจว่าจะซื้อหรือไม่ ลองชุดก่อนซื้อได้ที่บ้าน ไม่พอใจก็ส่งกลับคืน แค่เพียงเก็บชุดเสื้อผ้านั้นใส่กล่องคืน เดี๋ยว Amazon ก็มารับเองถึงหน้าบ้านโดยเฉพาะในพื้นที่ที่ UPS ให้บริการ หากพอใจสินค้าและต้องการซื้ออย่างน้อย 3 ชิ้น ก็ได้ส่วนลดกลับมาอีก 10% แต่ถ้าถูกใจถึง 5 ชิ้นขึ้นไปก็ได้ส่วนลดมากถึง 20% เกมใหม่ของ Amazon ที่พยายามจับสินค้าขายปลีก เริ่มรุกคืบมายังตลาดซื้อขายเสื้อผ้าออนไลน์แล้ว Echo Look สไตลิสต์แห่งอนาคตในรูปแบบ AI ตัว Prime Wardrobe นี้จะสอดรับกับผู้ช่วยในการจัดการรูปแบบการแต่งกายของคุณเหมือนเป็น Stylist ส่วนตัว ที่เรียกว่า Echo Look มีหน้าที่เป็น “style assistant” ที่คุณสามารถสั่งการด้วยเสียง ตัว Echo Look จะถ่ายภาพของคุณ สามารถบันทึกได้ทั้งในรูปแบบภาพถ่ายและคลิปวิดีโอ และแชร์ให้เพื่อนช่วยคอมเมนท์ได้อีก ขณะเดียวกันก็สามารถสอบถามตัว Echo Look ได้เช่นกัน โดยตัวระบบจะให้คำปรึกษาโดยคำนวณจากอัลกอริทึมที่ผู้เชี่ยวชาญด้านแฟชั่นได้ให้ไว้ ที่มา – Amazon , Ubergizmo , The Verge Topics:  Amazon Prime Wardrobe Amazon Echo


พี่ใหญ่ Amazon เปิด Prime Wardrobe ให้ลองเสื้อได้ก่อนซื้อ

Amazon ก้าวไปอีกขั้น ด้วยการเปิดให้ผู้ที่สนใจสามารถลองสวมเสื้อผ้าของ Amazon ได้ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อแล้ว ในบริการที่มีชื่อว่า “Prime Wardrobe” โดยผู้ที่สนใจสามารถสั่งให้ Amazon ส่งเสื้อผ้าไปให้ลองสวมได้ตั้งแต่ 3 – 15 ชิ้นต่อครั้ง และ Amazon จะเก็บเงินเฉพาะเสื้อผ้าที่ลูกค้าพอใจ ส่วนที่เหลือก็ส่งคืนกลับบริษัทดังเดิม โดยสินค้าที่จะเปิดให้ทดลองสวมได้จริงก่อนตัดสินใจซื้อนี้มีตั้งแต่เสื้อผ้านับล้านชิ้น แอสเซสซอรี่ต่าง ๆ รองเท้าจาก  Calvin Klein, Levi’s, Adidas, Hugo Boss และ Lacoste โดยผู้บริโภคจะมีระยะเวลาในการทดลองสวมทั้งสิ้น 7 วัน ก่อนจะตัดสินใจว่าจะส่งคืนหรือไม่ อย่างไรก็ดี บริการนี้เป็นบริการที่เปิดให้เฉพาะกลุ่ม Amazon Prime เท่านั้น ไม่ได้ให้บริการกับลูกค้าทั่วไป (โดยจะเป็น Amazon Prime ได้ต้องเสียค่าสมัคร 99 เหรียญสหรัฐต่อปี แต่ก็จะได้สิทธิพิเศษต่าง ๆ จาก Amazon มากกว่าผู้ใช้ทั่วไป) รวมถึงยังไม่ได้บอกด้วยว่าจะเริ่มให้บริการเมื่อไร แต่จากแนวคิดที่ล้ำหน้าของ Amazon นี้ อาจทำให้ Amazon ประสบความสำเร็จในตลาดค้าปลีกเสื้อผ้าแฟชั่นได้อย่างงดงาม โดยนักวิเคราะห์จากโลกตะวันตกได้มีการคาดการณ์กันว่า ภายในสิ้นปีนี้ Amazon อาจก้าวขึ้นเป็นบริษัทค้าปลีกด้านเครื่องนุ่งห่มที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐอเมริกา ในขณะที่ร้านค้าปลีกเสื้อผ้าแฟชั่นแบบปกติกำลังทยอยปิดตัวลงอย่างต่อเนื่อง ที่มา : New York Times     Source: thumbsup The post พี่ใหญ่ Amazon เปิด Prime Wardrobe ให้ลองเสื้อได้ก่อนซื้อ appeared first on thumbsup .


ชัดเจน! แบรนด์ Fashion เทงบซื้อสื่อดิจิทัลมากขึ้น

แทนที่จะเทเงินซื้อสื่อสิ่งพิมพ์เป็นหลักอย่างในอดีต สื่อต่างประเทศโชว์ตัวเลขล่าสุดว่าแบรนด์แฟชันระดับโลกอย่าง Louis Vuitton และ Gucci ต่างโยกย้ายงบโฆษณามาสู่สื่อดิจิทัลมากขึ้นในวันนี้ โดยเหมาหมดทั้งสื่อ social media และ online advertising ทั่วไป ผู้ที่รายงานความเคลื่อนไหวล่าสุดของแบรนด์แฟชันตัวแม่อย่าง Louis Vuitton และ Gucci ในครั้งนี้คือ Wall Street Journal ซึ่งพบว่าไม่เฉพาะ 2 แบรนด์นี้ แต่แบรนด์ความงามแฟชันรายอื่นก็ลดงบประมาณโฆษณาบนสิ่งพิมพ์ลง เพื่อเทให้กับการซื้อสื่อออนไลน์มากขึ้น Wall Street Journal ยกข้อมูลจากบริษัทวิจัย Zenith Media รายงานว่าเบ็ดเสร็จแล้วปีที่ผ่านมา เหล่าแบรนด์แฟชันเพิ่มงบประมาณซื้อโฆษณาดิจิทัลมากขึ้นกว่า 63% เมื่อเทียบกับปี 2013 หรือเมื่อ 4 ปีที่แล้ว โดย Zenith Media พบว่ายอดซื้อสื่อนิตยสารนั้นลดลง 8% ในช่วงเวลาเดียวกัน ความจริงข้อนี้ตอกย้ำว่าเม็ดเงินซื้อสื่อถูกโยกย้ายไปจริง แม้ยอดซื้อสื่อสิ่งพิมพ์ในภาพรวมเมื่อปีที่แล้วจะสูงกว่าสื่อดิจิทัลด้วยมูลค่า 2.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ สูงกว่าโฆษณาออนไลน์ที่ทำเงินสะพัด 1.01 พันล้านเหรียญ ในอนาคต เชื่อว่าเทรนด์การโยกงบของแบรนด์แฟชันจะชัดเจนขึ้นไปอีก เรื่องนี้ François-Henri Pinault ซีอีโอแห่ง Kering Co.


กอด จูบ ลูบ รัก โรแมนติกหรือนาจาร

เป็นประเด็นขึ้นมาเมื่อครูลิลลี่ โพสต์ในเฟซบุคเกี่ยวกับความเหมาะสมในการแสดงออกซึ่งความรักใคร่ในที่สาธารณะ ในทำนองว่า รักกันชอบกันไม่ผิดแต่ก็ต้องดูกาลเทศะ จากนั้นก็กลายเป็นประเด็นในโลกโซเชียล น่าสนใจว่ากระแสของสังคมตั้งคำถามต่อการถ่ายรูปผู้อื่นมาเผยแพร่บนโซเชียลมีเดีย โดยไม่ได้รับอนุญาตจะถือเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลหรือไม่  อย่างไรก็ตาม อีกทัศนะหนึ่ง ได้แย้งว่า ครูลิลลี่ไมได้อะไรผิดแต่กำลังปกป้องสิทธิของคนอื่นๆที่ใช้พื้นที่สาธารณะร่วมกับคู่รักคู่นั้นต่างหาก ตัวฉันเองเชื่อในการสนทนา ถกเถียง และสิ่งที่เป็นสัญญาณที่ดีมากๆในการถกเถียงครั้งนี้คือ สังคมไทยก้าวข้ามเรื่องศีลธรรมทางเพศ  ไปสู่การถกเถียงเรื่อง  การใช้พื้นที่สาธารณะ หรือ  public space พูดอย่างเป็นธรรม ครูลิลลี่ไมได้ตำหนิการแสดงความรัก แต่กำลังตำหนิเรื่องกาลเทศะ ส่วนคนที่ตำหนิครูลิลลี่ ก็ตั้งคำถามในประเด็นที่สำคัญไม่น้อยไปกว่านั่นคือ สิทธิส่วนบุคคล ในการถูกบันทึกภาพและนำไปเผยแพร่ มองในแง่ความก้าวหน้าของสังคมไทยก็ถือว่ามาไกลมาก (ค่ะ โลกสวยค่ะ ปลอบใจตัวเองไปเรื่อยๆ) อย่างไรก็ตาม เรื่องการแสดงความรักในที่สาธารณะนั้น  ถือเป็นมารยาทสังคม ที่ค่อนข้างจริงจัง และระดับการรับได้ หรือ รับไม่ได้ ของแต่ละสังคมก็มีหลายระดับอย่างน่าที่ต้องเรียนรู้ ก่อนอื่น เราต้องเข้าใจว่า เรื่องการแสดงออกซึ่งความรัก สัมผัส เนื้อตัวกันนั้น ในโลกนี้ก็แบ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ คือ สังคมที่ รักนะแต่ไม่แสดงออก กับ สังคมที่แสดงความรักอย่างอบอุ่น เปิดเผย สังคมตะวันออก จีน ญี่ปุ่น เกาหลี เป็นตัวอย่างของสังคมที่ถ้ารักแล้วต้องไม่แสดงออก เพราะแสดงออกมามากแล้วมันดูเฟก ดูปลอม ดูไม่ศักดิ์สิทธิ์  ทั้งความรักในครอบครัว ความรักระหว่าง พ่อ แม่ ลูก ความรักระหว่างคนรัก ผัว เมีย ล้วนถูกแสดงออกอย่าง  subtle  มากๆ ว่ากันว่า การมองตากันอยู่ห่างๆ แต่ลึกซึ้ง นั่นแหละคือที่สุดของความโรแมนติก โรแมนติกกว่าการถาโถมตัวไปกอดจูบกันอย่างเทียบกันไม่ได้ ครอบครัวไทยที่ “เก่า” หน่อย  เราก็จะรู้ว่า ไม่มีการสัมผัสเนื้อตัวกันสักเท่าไหร่ เช่น ครอบครัวของฉันเอง เราก็ไม่มีธรรมเนียม หอม กอด จับมือ จับไม้ แต่แสดงออกซึ่งความรักผ่านการทำอาหารให้กินหรืออะไรมากกว่าจะกอดๆ หอมๆ กัน การแสดงความรักของผัวเมียไม่ต้อง พูดถึง ระดับของความ  subtle  น่าจะไม่ด้อยไปกว่า จีน ญี่ปุ่น เกาหลี  เว้นแต่คนชั้นกลางที่ได้รับอิทธิพลของตะวันตก ได้รักบารศึกษาแบบสมัยใหม่หน่อย ก็อาจมีการแสดงออกซึ่งความรักแบบไม่เก็บงำ เช่น เกินจับมือกัน กุมมือกัน ต่อหน้าคนอื่น  และหากจะจำได้ เรามีผู้นำประเทศที่พยายามจะ  encourage การแสดงออกซึ่งความรัก หรือ  affection นั่นคือ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่ออกรัฐนิยมให้ สามีจูบภรรยาก่อนออกจากบ้าน ส่วนสังคมตะวันตก เป็นสังคมที่แสดงออกซึ่งความรัก ความรู้สึกต่างๆ ผ่านสัมผัสทางกาย ทักทายผ่านการโอบกอด แก้มแนบแก้ม  แตะเนื้อต้องตัวกันเป็นเรื่องธรรมดา เจอกันก็กอด จากกันก็กอด ปัญหาเกิดขึ้น เมื่อ 2 วัฒนธรรมที่ต่างกันนี้ต้องมาปะทะสังสันท์กัน ดังนั้น  “คู่มือ” สำหรับสิ่งที่เรียกว่า  PDA หรือ Public Display of Affections – การแสดงออกซึ่งความรักในที่สาธารณะ –  จึงถูกอ่านและเขียนกันอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะสำหรับคนที่ต้องไปทำงานในต่างประเทศ สิ่งหนึ่งที่ต้องดูเลยว่า PDA ของประเทศนั้นๆ เป็นอย่างไร นั่นคือ ขั้นที 1 ของ PDA คือในระดับการเข้าสังคม แต่ยังมีขั้นที่ 2 ของ PDA คู่รัก คู่แต่งงาน คู่สามีภรรยา ชู้ กิ๊ก อะไรก็แล้วแต่ สามารถแสดงออกซึ่งความรักใคร่ สิเหน่หาต่อกันได้แค่ไหนในที่สาธารณะ  บทความจาก The spruce  หัวข้อ  Etiquette of Public Affection   3 มารยาทการแสดงออกทางความรักในที่สาธารณะ  ให้คำแนะนำว่า PDA อาจก่อให้เกิดปฏิกิริยาที่หลากหลายจากคนรอบข้าง จากปัจจัยต่างๆ เช่น อายุ บรรทัดฐานทางสังคม และธรรมเนียมปฏิบัติต่างๆ ซึ่งในทางมารยาทสังคม เราก็ควรแคร์ ไอ้ปัจจัยอะไรเหล่านี้สักนิดนึง การจับมือ จูงมือ หอมหน้าผาก จุ๊บเร็วๆ พิงไหล่ โอบหลวมๆ – ประมาณนี้ถือเป็นการแสดงออกซึ่งความรักในที่สาธารณะที่ไม่เกินเลย และสังคมพร้อมจะชื่อบานไปกับความรักของคุณ  แต่ – อะไรที่ถือว่า มากไป ไม่เหมะสม การสัมผัสที่เลยเถิดเข้าไปในส่วนลึกล้ำของร่างกายจนใกล้เคียงกับการร่วมเพศ การลูบ คลำ ขยำ คลึง ฯลฯ เหล่านี้ถือเป็นสิ่งที่ไม่พึงทำในที่สาธารณะ หน้าของแฟนคุณไม่ใช่ลูกอมลอลลี่ป๊อป และคุณก็ไม่ใช่แวมไพร์ เพราะฉะนั้นอย่าไปเลียหรือกัดคนที่คุณรักต่อหน้าคนอื่น  ต่างๆเหล่านี้หากมันไม่พึงแสดงในพื้นที่สาธารณธที่เป็นพื้นที่เชิงกายภาพก็หมายความว่ามันไม่พึงทำในพื้นที่โลกเสมือนด้วย  กฎเหล็กอีกข้อหนึ่งที่ทำงานไม่ใช่สถานที่สำหรับการแสดงกิริยารักใคร่เสน่หาในทุกกรณี ประเทศที่ PDA เป็นเรื่องต้องห้าม จีน :  ห้ามในเชิง บรรทัดฐานของสังคม ไม่ผิดกฎหมาย อินเดีย: ถือว่า PDA เป็นอาชญากรรม มีโทษ จำคุก และปรับ การแตะเนื้อต้องตัวหญิง – ชายในที่สาธารณะ เป็นเรื่องต้องห้ามโดยสิ้นเชิง อินโดนีเซีย :  ถ้าจับได้ถูกปรับ 29,000 ปอนด์  หรือจำคุก 5 ปี ตะวันออกกลาง:  PDA ถือเป็นการกระทำอนาจาร โทษจำคุก และไม่ยกเว้นนักท่องเที่ยวด้วย มาเลเซีย :  พลเมืองมาเซีย มี PDA ถือว่าผิดกม