facebook

พบผู้ชมรู้สึกโฆษณาบน Facebook และ YouTube น่ารำคาญสูงสุด

แม้ว่าส่วนหนึ่งของโลกนี้จะขับเคลื่อนได้ด้วยโฆษณา แต่ก็มีการสำรวจโดย Business Insider ที่ชี้ออกมาแล้วว่า ในสายตาของผู้บริโภค โฆษณาบน Facebook และ YouTube นั้นน่ารำคาญสูงสุดเมื่อเทียบกับแพลตฟอร์มอื่น ๆ  โดยการสำรวจในหัวข้อ 2017 Digital Trust survey ของ BI Intelligence ที่มีผู้เข้าร่วม 1,740 คนนั้นพบว่า มีชื่อของ Facebook และ YouTube นำโด่งเข้ามาเป็นสองอันดับแรกของความน่ารำคาญที่ 45% และ 43% ตามลำดับ ขณะที่ Twitter ได้ไปเพียง 6% ส่วน Instagram และ Snapchat ยิ่งน้อยกว่าที่ 3% เท่านั้น และ LinkedIn แค่ 1% โดยสาเหตุที่ทำให้คนเกิดความรู้สึกไม่ดีกับโฆษณาบน Facebook และ YouTube ได้ง่ายนั้น รายงานของ Business Insider ได้ดึงเหตุผลจากทาง comScore ที่มองว่า อาจมาจากการที่ผู้บริโภคใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่บน Facebook และ YouTube นั่นเอง จึงทำให้มองเห็นโฆษณาได้บ่อย และหากพบโฆษณาที่ไม่เวิร์กก็จะรู้สึกหงุดหงิดที่ต้องเสียเวลาดูนั่นเอง ทั้งนี้ อายุของผู้ถูกสำรวจก็อาจมีผลที่แตกต่างกัน โดยกลุ่มที่มีอายุสักหน่อยค่อนข้างชื่นชอบโฆษณาบน YouTube มากกว่า Facebook ซึ่งอาจเป็นเพราะคนกลุ่มนี้คุ้นเคยกับการรับชมรายการทีวีมาก่อน จึงยอมรับได้กับการมีโฆษณาแทรกทั้งแบบ Pre-Roll และ Mid-Roll ของคลิป ส่วนกลุ่มคนรุ่นใหม่่ เช่น กลุ่มมิลเลนเนียลนั้นก็ชัดเจนว่าชอบโฆษณาบน Facebook มากกว่า YouTube เช่นกัน แม้จะน่ารำคาญแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ในปี 2016 ที่ผ่านมานั้น  Facebook สามารถสร้างรายได้จากการโฆษณาถึง 27,000 ล้านเหรียญในปี 2016 ส่วน YouTube นั้นสามารถสร้างรายได้จากค่าโฆษณาสูงถึง 79,000 ล้านเหรียญสหรัฐ คำแนะนำสำหรับกรณีนี้คือ แบรนด์อาจต้องทุ่มเงินเพิ่มอีกสักหน่อย หากต้องการแข่งขันบนแพลตฟอร์มยอดฮิตที่มีผู้ใช้งานหลักพันล้านคน เนื่องจากผู้ใช้งานย่อมคาดหวังชิ้นงานโฆษณาที่สร้างประสบการณ์เชิงบวกให้เกิดขึ้นได้ แลกกับการที่พวกเขาสละเวลามาดูนั่นเอง ที่มา : Business Insider   Source: thumbsup The post พบผู้ชมรู้สึกโฆษณาบน Facebook และ YouTube น่ารำคาญสูงสุด appeared first on thumbsup .


จะใช้ Google, Facebook, LINE ทำ E-commerce ได้อย่างไรบ้าง? [ตอนที่ 1]

editorial note: บทความนี้คือบทความพิเศษ (ที่เราเรียกว่า Guest Post) จาก Pakorn Leesakul (AJ) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ก่อตั้งบริษัท Finema ซึ่งมีประสบการณ์ด้าน Enterprise Solution กว่า 10 ปี รวมถึงการผ่านงานด้าน Business Development ที่บริษัท Paysbuy และ Omise บทความนี้เขาส่งมาให้ กองบรรณาธิการ thumbsup อัพโหลดขึ้นให้ชาว thumbsup โดยเฉพาะ ทว่าสิ่งที่เขาขียน ไม่สะท้อนแนวคิดของกองบรรณาธิการ thumbsup เป็นเพียงมุมมองส่วนตัวของเขา ว่าแล้วก็อ่านกันได้โดยพลัน เมื่อพูดถึงดิจิทัลแพลตฟอร์มที่มีอยู่ก็ต้องถือว่า Google, Facebook และ LINE เป็นสิ่งที่คนไทยใช้เยอะที่สุดในปัจจุบัน เอาแบบง่ายๆ ดูตัวเลขกันก่อน Google ยังคงเป็น Search Engine อันดับ 1 Facebook มีจำนวนผู้ใช้งาน 41 ล้านคน LINE ก็มีจำนวนผู้ใช้งาน 33 ล้านคน ผมจึงอยากจะเปรียบเทียบฟอร์มกันแบบจะจะ สำหรับใครที่ต้องการใช้มันกับ E-Commerce ขอเชิญไล่เรียงสายตากันได้เลย การใช้งาน Digital Media เพื่อโฆษณา SEO – Search Engine Optimizer Search Engine ของ Google ทำงานโดยการส่ง bot เข้ามาเก็บข้อมูลเว็บไซต์ของเรา และทำการนำไปประมวลผลข้อมูลบนเว็บไซต์ เพื่อจัดอันดับเว็บไซต์ของเรา ตาม keyword ที่มีคนมาค้นหา เราเรียกว่า SEO Ranking (Algorithm ปรับเปลี่ยนอยู่เสมอ) ปัจจุบันสามารถเรียก bot เข้ามาเก็บข้อมูลได้เองไม่ต้องรอ schedule update ได้ผ่าน url นี้  https://www.google.com/webmasters/tools/submit-url?pli=1 Google AdWords นอกจาก SEO ที่เป็น Organic แล้ว Google ยังมีบริการ Paid media – สำหรับ Search Engine เราเรียกว่า “Google AdWords” Google AdWords คือการวางแผนซื้อโฆษณาจากคำค้นหา (keywords) ต่างๆ เมื่อเวลามีคนเข้ามาค้นหา และยังมี Paid Media สำหรับ Display Network (เว็บไซต์ทั่วไปที่ติด พื้นที่โฆษณาของ Google เราเรียกว่า “Google Adsense” (เว็บไซต์ทั่วไปที่มี traffic เยอะๆ ก็สามารถหารายได้จาก adsense ได้เช่นกัน) เหมาะสำหรับการใช้ทำ Remarketing (โฆษณาตามหลอกหลอน) โดยการ ทำ remarking บน Google นั้นเราจะต้องใช้เครื่องมือวัด traffic บนเว็บไซต์ของ Google ที่ชื่อว่า “Google Analytics” ใช้งานร่วมกันกับ Google Adwords Kaidee เป็นหนึ่งในเว็บไซต์ที่ทำรายได้จาก Google Adsense ได้สูงมากๆ Google ยังมีเครื่องมืออีกมากมายที่อาจจะใช้ช่วยเราทำโฆษณาหรือวัดผลอื่น เช่นๆ https://trends.google.co.th/trends/ < เครื่องมือสำหรับจับเทรนด์เพื่อทำ realtime content หรือ เกาะกระแส https://www.google.com/alerts < เครื่องมือสำหรับ monitor content ใหม่ๆ หรือ monitor คู่แข่ง (google จะจับจาก content ที่ bot อ่านได้) มาต่อกันด้วย Facebook Advertising Facebook เป็น Social media ที่มีจำนวนผู้ใช้งานสูงที่สุดในประเทศไทย คนไทยที่เล่นอินเทอร์เน็ตร้อยละ 90 ใช้ Facebook ดังนั้นการใช้งาน Facebook เป็น Media หลักในการทำโฆษณานั้นหมายถึง การเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายขนาดใหญ่ การทำโฆษณาบน Facebook ก็สามารถทำได้ทั้งแบบ Organic และ Paid Media เช่นกัน   การทำโฆษณาบน Facebook ก็สามารถทำ remarketing ได้เช่นกัน ตามบทความนี้ http://thumbsup.in.th/2014/06/remarketing-facebook-custom-audience/  โดยเครื่องมือของ Facebook ที่ใช้ในการทำ Ads Optimization ก็คือ “Facebook Pixel” สามารถดูข้อมูลได้จาก https://www.facebook.com/business/a/facebook-pixel วิธีการเลือกใช้เครื่องมือแต่ละชนิด และวิธีการวัดผล เทคนิคและวิธีการทำโฆษณาแต่ละชนิดและแต่ละแบบนั้นเป็นเทคนิคและทักษะส่วนบุคคล ไม่มีวิธีใดถูกที่สุด หรือ ผิดที่สุด บางคนอาจทำโฆษณาบน Facebook อย่างเดียวก็เพียงพอแล้ว บางคนบอกต้องใช้ทั้งสองอย่าง บางคนบอก Google อย่างเดียวก็เพียงพอ วิธีหนึ่งอาจใช้ได้มีประสิทธิภาพกับสินค้าประเภทหนึ่ง กับกลุ่มลูกค้า ณ ช่วงเวลาหนึ่ง บน Media อย่างนึง แต่บางครั้งแค่เปลี่ยนตัวแปรเดียว เป็นช่วงเวลาการโฆษณาที่ต่างกัน อาจทำให้ผลลัพธ์เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ แต่หลักการสำคัญที่ผมใช้การทำโฆษณาหรือการเลือกใช้เครื่องมือนั้นมีอยู่ 5 ข้อด้วยกันครับ – สินค้าและบริการเราเป็นอะไร? และควรจะ Present สินค้าอย่างไร?


สธ.เร่งสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคปชช.ทุกกลุ่มวัย

สธ. เผยทั่วโลกยังมีเด็กที่ไม่ได้รับวัคซีนหรือได้รับไม่ครบสูงถึง 19.4 ล้านคน พร้อมสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคปชช.ทุกกลุ่มวัย -เร่งหนุนวัคซีนใหม่ที่จำเป็นให้อยู่ในชุดวัคซีนพื้นฐาน   ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า ปัจจุบันทั่วโลกยังมีเด็กที่ไม่ได้รับวัคซีนหรือได้รับไม่ครบสูงถึง 19.4 ล้านคนองค์การอนามัยโลก จึงได้กำหนดให้สัปดาห์สุดท้ายของเดือนเมษายน 24–30 เมษายน 2560 เป็นสัปดาห์แห่งการรณรงค์สร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคโลก (World Immunization Week) เพื่อให้ประเทศสมาชิกเร่งรณรงค์การใช้วัคซีนป้องกันโรคแก่คนทุกวัย เนื่องจากวัคซีนเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพและคุ้มค่าในการป้องกันควบคุมโรค การสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคให้กับประชาชนเริ่มตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาจะช่วยลดปัญหาการระบาดของโรคในครอบครัว โรงเรียน และชุมชน บรรลุเป้าหมายป้องกันการเสียชีวิตจากโรคที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีนในปี 2563 สำหรับประเทศไทย  กระทรวงสาธารณสุข ได้ดำเนินการแผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคในเด็กเล็กและเด็กวัยเรียนมาตั้งแต่ พ.ศ.2520 ปัจจุบันเด็กได้รับวัคซีนป้องกันโรคทั้งสิ้นรวม 10 โรค ได้แก่ วัคซีนป้องกันวัณโรค ตับอักเสบบี คอตีบ ไอกรน บาดทะยัก โปลิโอ หัด หัดเยอรมัน คางทูม และไข้สมองอักเสบเจอี อัตราการให้วัคซีนความครอบคลุมมากกว่าร้อยละ 90 มาตั้งแต่ พ.ศ. 2530 ทำให้สถานการณ์โรคติดต่อที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีนของไทยลดลงจนไม่เป็นปัญหาสาธารณสุข โดยเฉพาะการกำจัดโรคโปลิโอที่ไม่พบผู้ป่วยมา20ปี ล่าสุดในปีนี้ได้เตรียมจัดหาวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก (HPV) ให้แก่นร.หญิงชั้นป.5 ทุกคน สิ่งสำคัญคือขอให้ผู้ปกครองพาบุตรหลานไปรับวัคซีนพื้นฐานให้ครบตามช่วงอายุที่กำหนด ฟรี ที่สถานพยาบาลรัฐใกล้บ้านทุกแห่ง  ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกลกล่าวต่อว่าสำหรับวัคซีนใหม่ๆ ที่จะนำมาบรรจุในแผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค ได้มอบหมายให้สถาบันวัคซีนแห่งชาติ ศึกษาวิจัยเพื่อจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายในการนำวัคซีนใหม่บรรจุในแผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคในระยะ 5 ปี (พ.ศ.2560 – 2564) ซึ่งในปี 2560 คือ วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก (HPV) ส่วนในปี 2561 – 2564 จะทราบผลในปลายปีนี้ นอกจากนี้ ได้ให้กรมควบคุมโรคขยายการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคให้ครอบคลุมมากขึ้น ใน 2 กลุ่มคือ กลุ่มวัยทำงาน ให้ได้รับวัคซีนคอตีบและบาดทะยักกระตุ้นทุก 10 ปี ในคลินิกผู้ใหญ่ และกลุ่มหญิงตั้งครรภ์ให้วัคซีนไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลตลอดทั้งปี ขณะนี้ได้ดำเนินการนำร่องใน 4 จังหวัด ได้แก่ ขอนแก่น ชัยภูมิ เชียงใหม่ นครศรีธรรมราช  สำหรับกลุ่มเสี่ยงอื่นๆได้ร่วมมือกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ให้วัคซีนไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลฟรี ได้แก่ผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไปหญิงตั้งครรภ์อายุครรภ์ 4 เดือนขึ้นไป เด็กอายุ 6 เดือนถึง 2 ปีทุกคน ผู้มีโรคเรื้อรัง ได้แก่ โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง หอบหืด โรคหัวใจ หลอดเลือดสมอง ไตวาย ผู้ป่วยมะเร็งที่อยู่ระหว่างการได้รับเคมีบำบัด และเบาหวาน ผู้พิการทางสมองที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ ธาลัสซีเมียผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง และโรคอ้วน โดยในปี 2560 กำหนดรณรงค์ให้บริการวัคซีนไข้หวัดใหญ่แก่ประชาชน ระหว่างเดือนมิถุนายน–สิงหาคม ทั้งนี้ สถาบันวัคซีนแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำหนดจัดกิจกรรมตามแนวทางองค์การอนามัยโลก ประกอบด้วย การจัดเสวนาและประชุมเชิงปฏิบัติการกลุ่มย่อย “วัคซีนเพื่อประชาชน สำหรับคนทุกวัย”  ในวันที่ 24  เมษายน เวลา 12.30 น.


No Picture

สู่ยุคโทรจิต Facebook พัฒนาระบบสื่อสารไร้เสียง

ในงานสัมมนา F8 ของ Facebook เมื่อวันที่ 18-19 เมษายนที่ผ่านมา มีการพูดถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ ที่ทาง Facebook กำลังพัฒนาอยู่ หนึ่งในโปรเจ็กต์ที่ผมคิดว่าน่าทึ่งมากจนอยากบอกต่อคือ “ระบบคำพูดไร้เสียง” (Silent Speech System) ซึ่งอาศัยเซ็นเซอร์ในการรับและส่งสัญญาณข้อมูลให้สมองโดยไม่ต้องออกเสียงเลย ระบบอาศัยเซ็นเซอร์ในการรับสัญญาณจากสมองโดยตรงเพื่อถอดรหัสแปลงเป็นข้อความ ข้อความที่ได้อาจป้อนเป็นข้อความส่งหาคนอื่นๆ หรือเป็นข้อมูลให้ระบบ AR คาดเดาว่าต้องควรเสนอบริการอะไรให้ (นี่ยิ่งกว่า Google แอบอ่านเมลอีกนะเนี่ย) ในฝั่งที่รับข้อมูลจะฝังเซ็นเซอร์สัญญาณสั่นสัมผัส (vibrotactile sensor) ลงใต้ผิวหนัง เซ็นเซอร์นี้ทำหน้าที่สั่นเป็นความถี่ต่างๆ แทนที่หูชั้นในรูปหอยโข่งเพื่อส่งสัญญาณให้สมอง “รู้สึก” ถึงคำที่ต้องการจะสื่อ ความสามารถนี้ช่วยให้บุคคลหูหนวกและตาบอดที่ไม่สามารถได้ยินหรือมองเห็นสามารถรับรู้และสื่อสารได้ (คนหูหนวกและตาบอดกำลังหัดออกเสียงตามครูฝึก โดยสัมผัสการสั่นสะเทือนจากการออกเสียง) นอกจากนี้ยังมีการทดสอบส่งสารโดยที่ไม่จำเป็นต้องใช้เสียง ทีมพัฒนาคาดการณ์ว่าในอนาคตอันใกล้จะสามารถพัฒนาระบบให้ผู้ใช้สามารถส่งผ่านความคิดไปสู่ผู้รับสารได้แม้จะไม่ได้ใช้ภาษาเดียวกันเลย (ทดสอบโดยการกดคำต่างๆ ผสมกันแล้วให้ผู้รับการทดสอบบอกว่าเป็นคำสั่งอะไร) รายละเอียดเต็มๆ สามารถดูได้จากคีย์โน้ตในลิงก์ที่มาครับ (ภาษาอังกฤษล้วน ภาษาไทยกำลังแปลกันอยู่ครับ) ส่วนตัวรู้สึกว้าวมากๆ กับนวัตกรรมนี้ แต่อดคิดไม่ได้ถ้ามาเจอภาษาสนทนาแบบไทยๆ เราจะ “รู้สึก” อย่างไรกันนะ? ที่มา: คีย์โน้ตงาน F8 ปี 2017 วันที่ 2 Topics:  Facebook F8 Innovation Communication


ธอส.จัดประมูล NPA คึก ชูส่วนลดสูงสุด 50% ปลอดดอกเบี้ยนาน 24 เดือน 

ธอส. จัดประมูลทรัพย์สินธนาคารครั้งที่ 1/2560 นำ NPA 2,300 รายการออกมาประมูลขายพร้อมกันทั่วประเทศ จูงใจด้วยแคมเปญพิเศษสินเชื่ออัตราดอกเบี้ย 0% นานถึง 24 เดือน มอบส่วนลดสูงสุด 50% จากราคาปกติ ราคาเริ่มต้นประมูลต่ำสุดเพียง 40,000 บาท นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ หรือ ธอส. เปิดเผยว่า ทรัพย์สินรอการขาย หรือ ทรัพย์ NPA ของ ธอส


No Picture

Facebook เปิดตัว Caffe2 เฟรมเวิร์คตัวใหม่สำหรับฝึก Deep Learning

คนที่ติดตามวงการ deep learning คงรู้จัก Caffe เฟรมเวิร์คสำหรับเทรน AI ให้เรียนรู้ด้วยเทคนิค deep learning Caffe ถูกสร้างโดย Yangqing Jia อดีตนักวิจัยปริญญาเอกของมหาวิทยาลัย UC Berkeley ปัจจุบันมันเป็นซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สที่ดูแลโดย Berkeley AI Research ตัวของ Yangqing Jia ตอนนี้มีสถานะเป็นพนักงานของ Facebook (ก่อนหน้านี้เขาเคยทำงานกับกูเกิล และอยู่ในทีม TensorFlow ด้วย) สิ่งที่เกิดขึ้นคือ Jia พัฒนาเฟรมเวิร์คตัวใหม่ Caffe2 ที่ดีกว่าของเดิม Caffe2 ทำงานได้ข้ามแพลตฟอร์ม ปัจจุบันใช้งานได้บน Windows, iOS, macOS, Linux (Ubuntu/CentOS), Android รองรับการเรียก API ผ่าน C++ และ Python แถมยังเรียกใช้ GPU ช่วยประมวลผลได้ งานนี้ Facebook ยังจับมือกับ NVIDIA, Qualcomm, Intel เพื่อรีดประสิทธิภาพบนฮาร์ดแวร์ของผู้ผลิตเหล่านี้ และจับมือกับ AWS/Azure เพื่อประยุกต์การรันบนคลาวด์ ในกรณีที่อยากเทรน Caffe2 ด้วยจีพียู ตอนนี้จำกัดเฉพาะฝั่ง NVIDIA เท่านั้น เพราะ Caffe2 สร้างมาเพื่อรันบนเทคโนโลยี CUDA และชุดซอฟต์แวร์ด้าน AI ของ NVIDIA (เช่น cuDNN) โดย NVIDIA คุยว่าถ้านำ Caffe2 ไปรันบนชิปที่ออกแบบมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะอย่าง NVIDIA DGX-1 ก็จะได้ประสิทธิภาพที่สูงกว่าเดิมถึง 7 เท่า และเพื่อให้การพัฒนา Caffe2 ง่ายขึ้น Facebook ยังรวบรวมโมเดลที่มีคนเทรนไว้แล้ว เอามาแจกจ่ายเพื่อแลกเปลี่ยนกันผ่าน Model Zoo ด้วย ที่มา – Caffe2 , Facebook , NVIDIA Topics:  Facebook Artificial Intelligence Deep Learning NVIDIA


No Picture

Facebook เปิดตัวกล้อง Surround 360 ตัวใหม่, ออก 360 Capture SDK สำหรับสร้างโลก VR

งาน F8 2016 ปีที่แล้ว Facebook เปิดตัวกล้อง Surround 360 สำหรับถ่ายภาพรอบทิศทางความละเอียดสูง มาถึงงาน F8 2017 ปีนี้ บริษัทเปิดตัวกล้องใหม่อีก 2 รุ่นรวด Surround รุ่นใหม่เปลี่ยนจากดีไซน์ทรงลูกข่างมาเป็นทรงกลม รุ่นใหญ่ใช้ชื่อว่า x24 (24 เลนส์) และรุ่นเล็กชื่อ x6 (6 เลนส์) ทั้งสองตัวมีความสามารถที่เรียกว่า six-degrees-of-freedom (6DoF) ที่ให้ผู้สวมใส่แว่น VR เคลื่อนที่ใน 6 ทิศทาง (หน้า-หลัง-ซ้าย-ขวา-บน-ล่าง) แล้วจะเห็นภาพที่แตกต่างกันไปในแต่ละมุม ต่างไปจากโลก VR แบบเดิมที่เราเห็นภาพแบนๆ หมุนรอบตัวเรา ให้ประสบการณ์เสมือนจริงมากยิ่งขึ้น ของใหม่อีกอย่างที่เปิดตัวพร้อมกันคือ 360 Capture SDK ชุดซอฟต์แวร์สำหรับถ่ายและสร้างโลก VR แบบ 360 องศา ที่ต่อภาพเป็น 360 องศาด้วยเทคนิคใหม่ cube mapping แตกต่างไปจากเทคนิคการต่อภาพแบบ stitching ในปัจจุบัน ปกติแล้ว การสร้างโลก VR จะคล้ายกับภาพแบบพานอรามา คือถ่ายภาพซ้อนเหลื่อมตำแหน่งมาหลายๆ ภาพแล้วใช้เทคนิค stitching หารอยต่อระหว่างภาพ ก่อนจะประมวลผลเพื่อต่อภาพกันเป็นภาพใหญ่ภาพเดียว เทคนิคนี้ใช้พลังการประมวลผลสูงและใช้เวลาประมวลผลนานในการถ่ายแล้วต่อทีละภาพ ส่วนเทคนิค cube mapping ใช้วิธีถ่ายภาพ 6 ภาพจาก 6 ด้านเพื่อนำมาประกอบกันเป็นลูกบาศก์ (cube) ข้อดีของวิธีการนี้คือภาพไม่เบี้ยวจากการบิดเพื่อต่อภาพ และลดพลังที่ต้องใช้ประมวลผลภาพลง แต่ยังรักษาคุณภาพไว้ดีเหมือนเดิม 1080p/4K (ถ้าเป็นวิดีโอคือ 90 fps) ช่วงแรก 360 Capture SDK ยังใช้ได้กับเอนจินเกม รองรับทั้ง Unity และ Unreal แต่ในระยะถัดไป Facebook ก็จะพัฒนาเพื่อไปใช้กับงานอื่นๆ ต่อด้วย ที่มา – Facebook , Facebook Topics:  Facebook Virtual Reality F8


‘แพท’ แจงเงิน 1.9 ล้านสามีให้ฐานะภรรยา ไม่รู้ที่มาเงิน

'แพท ณปภา' เข้าพบพนักงานสอบสวนชี้แจงเงิน 1.9 ล้าน ขณะที่ทนายความ ระบุเงินดังกล่าวสามีให้แพทในฐานะภรรยา ไม่รู้ที่มาเงิน นางสาวณปภา ตันตระกูล หรือ แพท ณปภา ภรรยานายอัครกิตติ์ วรโรจน์เจริญเดช หรือ เบนซ์ เรซซิ่ง  ผู้ต้องหาคดีฟอกเงิน ระบุภายหลังพบพนักงานสอบสวน เพื่อชี้แจงเงิน 1.9 ล้านบาท ว่า ในวันนี้ได้มาชี้แจงรายละเอียดต่อจากที่เคยได้ให้การไว้เมื่อวันที่ 31 มีนาคม  เพื่อแสดงข้อเท็จจริง ส่วนจะมีความเกี่ยวข้องหรือไม่นั้นต้องให้พนักงานสอบสวนเป็นผู้ตอบคำถามในเรื่องนี้ นายอาคม  คงสวัสดิ์  ทนายความ ระบุว่า เงินดังกล่าวนั้น ได้ถูกโอนให้ในฐานะภรรยา และได้โอนคืนกลับให้เบนซ์ ประมาณ 400,000-500,000 บาท โดยส่วนนี้สามารถชี้แจงได้  ส่วนที่มาของเงินนั้น ไม่สามารถระบุได้ว่ามาจากไหน เพราะเบนซ์ โอนเงินมาให้  ซึ่งเงินดังกล่าวก็มาจากหลายทาง เพราะเบนซ์เอาก็มีธุรกิจส่วนตัว งานพรีเซนเตอร์ ต่างๆ ทั้งนี้ในส่วนของบอย เพื่อนเบนซ์ นั้น แพท ณปภา เองรู้จัก เพราะเป็นเพื่อนสามี ส่วนทำธุรกิจอะไรกันนั้น เรื่องนี้ไม่ทราบ และเบนซ์ทำธุรกิจกับใครบ้างนั้นก็ไม่ทราบเช่นเดียวกัน