events

No Picture

ผู้จัด Cannes Lions 2017 ตั้งคณะกรรมการกำหนดอนาคตของงาน

ในขณะที่คนไทยหลายคนร่วมดีใจกับเอเจนซี่ไทยที่ไปคว้าสิงโตทองคำในเทศกาล Cannes Lions 2017 ได้สำเร็จ แต่งานปีนี้มีกระแสความกังวลมากมายทั้งคำแนะนำให้ย้ายสถานที่จัดงานใหม่และการงดเข้ารับรางวัลของเอเจนซี่รายใหญ่ ทำให้ล่าสุดผู้จัดงานต้องประกาศตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาเพื่อหาข้อสรุปอนาคตของงานแล้ว บนเป้าหมายให้แน่ใจว่างานสามารถตอบสนองความต้องการของอุตสาหกรรมโฆษณาได้ต่อเนื่อง งานแจกรางวัลรายการใหญ่ของวงการโฆษณา Cannes Lions 2017 ปีนี้ถือเป็นงานที่มีกระแสแง่ลบออกมามากมาย โดยเฉพาะเหล่าผู้นำในวงการโฆษณาที่แสดงท่าทีไม่เห็นด้วยกับกฏกติกาการจัดงานสิงโตทองคำที่เมืองคานส์ ประเทศฝรั่งเศสอย่างชัดเจน โดยในช่วง 3 วันที่ผ่านมา Martin Sorrell แห่งเอเจนซี่ WPP และ Michael Roth จากบริษัท IPG ได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับโครงสร้างการจัดงานเทศกาลอย่างเผ็ดร้อน เช่น Sorrell ที่แสดงความเห็นแนะนำให้ย้ายเทศกาลออกไปจากคานส์ ขณะที่ Publicis Groupe ประกาศไม่เข้ารับรางวัลในงาน Cannes Lions ปีหน้า เพื่อนำเงินทุนไปอัดฉีดบริการแพลตฟอร์ม AI ใหม่ แทนที่จะต้องละลายเงินไปกับการส่งผลงานเข้าประกวด คณะกรรมการที่ปรึกษานี้จะประกอบด้วยผู้ลงโฆษณารายใหญ่ คู่ค้า เครือข่ายเอเจนซี่ และนายกเทศมนตรีเมืองคานส์ แน่นอนว่าคณะกรรมการจะเป็นเวทีสำหรับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับ Cannes Lions เพื่อแบ่งปันมุมมองและข้อเสนอแนะของตัวเองในด้านต่างๆ ส่วนหนึ่งในรายชื่อคณะกรรมการที่ประกาศออกมาแล้ว ได้แก่ Marc Pritchard หัวหน้าฝ่ายแบรนด์ของ Procter & Gamble, Keith Weed หัวหน้าฝ่ายการตลาดและการสื่อสาร Unilever, Fernando Machado หัวหน้าฝ่ายการตลาดแบรนด์ Burger King, Fiona Carter หัวหน้าเจ้าหน้าที่แบรนด์ AT&T และ Jan Derck van Karnebeek หัวหน้าเจ้าหน้าที่การพาณิชย์ของไฮเนเก้น คาดว่าจะมีสมาชิกอีกหลายคนที่จะได้รับการประกาศชื่อเพิ่มเติมในเร็ววันนี้ Philip Thomas ซีอีโอของ Ascential Events ผู้จัดงาน Cannes Lions กล่าวว่าตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการแสดงความเห็นเกี่ยวกับโครงสร้างของเทศกาล Cannes Lions หลายกระแส ทำให้ผู้จัดต้องการสร้างประสบการณ์ในงานที่เหมาะสมสำหรับผู้เข้าร่วมทุกคน ซึ่งที่ผ่านมา สิ่งที่ทำให้คนโฆษณามองเห็นไปในทางเดียวกันคือความเชื่อมั่นในความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของทุกสิ่งทุกอย่างที่ Cannes Lions เช่นกัน นอกเหนือจากผู้ลงโฆษณาแล้ว ผู้จัด Cannes Lions ระบุว่าจะขอปรึกษากับบรรดาผู้นำด้านการสร้างสรรค์ระดับโลก และผู้บริหารบริษัทอื่นต่อไป จุดนี้มีการอ้างชื่อ P&G ว่าพร้อมและยินดีที่จะช่วยให้ Cannes Lions กลับมาตอบโจทย์คนโฆษณาทุกด้าน โดยการประชุมจะเริ่มต้นภายในไม่กี่วันหลังจากเทศกาล ก่อนหน้านี้ มีรายงานว่า เอเจนซี่รายใหญ่ของโลกกำลังรัดเข็มขัดและลดค่าใช้จ่ายจากการร่วมงานมหกรรม Cannes Lions เนื่องจากการเข้าร่วมงาน Cannes Lions จะทำให้เอเจนซี่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากกว่า 8,000-20,000 เหรียญสหรัฐต่อคน หรือประมาณ 2-6 แสนบาท ขณะที่การส่งแคมเปญเข้าประกวดเพื่อรับรางวัลนั้นไม่ได้เกิดขึ้นฟรี แต่บางกรณีอาจมีต้นทุนมากกว่า 3 ล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับประเทศไทย ผลงานที่สามารถคว้ารางวัล Grand Prix แรกให้กับประเทศไทยคือ ‘The Unusual Football Field’ โดย AP Thailand จากการสร้างสรรค์ของ CJ Worx ซึ่งสร้างชื่อให้ไทยเป็นที่รู้จักได้งดงามบน เวที Cannes Lions ที่มา: CampaignIndia   Source: thumbsup The post ผู้จัด Cannes Lions 2017 ตั้งคณะกรรมการกำหนดอนาคตของงาน appeared first on thumbsup .


No Picture

Twitch เซ็นสัญญาคว้าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดการแข่งขันเกมค่าย Blizzard 20 รายการยาวถึงปี 2018

Twitch แพล็ตฟอร์มถ่ายทดสดการเล่นเกมชื่อดัง ได้ออกมาประกาศถึงความสำเร็จในการบรรลุข้อตกลงคว้าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดทัวร์นาเมนต์เกมจากค่าย Blizzard รวม 20 รายการ ถึงปี 2018 และส่วนหนึ่งของดีลนี้ คือการที่สมาชิก Twitch Prime จะได้รับไอเท็มพิเศษในเกม Overwatch, Hearthstone และ Heroes of the Storm อีกด้วย ทั้งนี้ เกมจากค่าย Blizzard ได้รับความนิยมอย่างมากใน Twitch โดย Overwatch และ Hearthstone ล้วนติดอันดับเกมที่มีผู้ชมสูงสุดใน Twitch 5 อันดับแรกของปี 2016 (นับจากนาทีที่มีการชม) โดยมี World of Warcraft ตามมาที่อันดับ 6 นอกจากนี้ ตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน – 10 สิงหาคม 2017 สมาชิก Twitch Prime จะยังได้รับ golden loot box ในเกม Overwatch ซึ่งการันตีว่าจะได้ไอเท็มระดับ Legendary อย่างน้อย 1 ชิ้น และ สมาชิก Twitch Prime ยังจะได้รับ loot box แบบปกติในเดือนสิงหาคมและตุลาคมเดือนละ 5 กล่องด้วย ที่มา: VentureBeat Topics:  Twitch Blizzard Live Streaming Overwatch Hearthstone Heroes of the Storm


No Picture

ฝรั่งเศสเปิดตัว Tech Visa ดึงดูดหัวกะทิจากทั่วโลก เปลี่ยนประเทศเป็นดินแดนแห่งสตาร์ทอัพ

หลังขึ้นดำรงตำแหน่งได้ไม่นาน ประธานาธิบดี Macron แห่งฝรั่งเศสก็เปิดตัว tech visa เพื่อเปลี่ยนประเทศให้ดึงดูดเหล่าหัวกระทิจากต่างประเทศ ด้วยนโยบายเปลี่ยนประเทศให้เป็นดินแดนแห่งธุรกิจสตาร์ทอัพ (country of unicorns) ประธานาธิบดี Macron พูดถึง tech visa ในงาน Viva Tech conference ว่า เขาจะจัดการกฎระเบียบทั้งหลายให้ผ่อนคลายมากขึ้น เพื่อจะดึงดูดเหล่าบรรดาหัวกระทิให้มาทำงานในฝรั่งเศส รวมทั้งเพื่อสนับสนุนเหล่าสตาร์ทอัพด้วย วีซ่าดังกล่าวนี้เปิดกว้างให้ทั้งนักลงทุน พนักงาน ผู้ก่อตั้งบริษัท เพื่อให้เป็นช่องทาง fast track สำหรับผู้ที่ต้องการจะเข้ามา ซึ่งเรียกว่า Talent Passport Talent Passport ลักษณะของ Talent Passport จะถูกแบ่งออกเป็น 10 ประเภทคือ มีคุณสมบัติครบถ้วนสำหรับการประกอบอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องระดับการการศึกษา สัญญาว่าจ้างในการทำงานที่จะต้องมีระยะเวลาอย่างน้อย 3 เดือนขึ้นไป ได้รับใบประกาศสำหรับ KBIS หรือใบรับรองการทำงาน หลักฐานการจ่ายเงินในส่วนของการประกันสังคม ฯลฯ ได้รับ EU Blue Card คือผู้ที่ได้รับการจ้างงานในสหภาพยุโรป ผู้ถือบัตรนี้จะมีสิทธิในการทำงานและพำนักอาศัย พร้อมรับสิทธิต่างๆ เท่าเทียมกับประชาชนและบุคคลอื่นจากประเทศที่สามที่เข้ามาทำงานในสหภาพยุโรปอยู่แล้วด้วย พนักงานที่ถูกยืมตัวมาทำงานภายใต้สัญญาของฝรั่งเศส นักวิจัย ผู้ประกอบการด้านสตาร์ทอัพ ผู้ริเริ่มโครงการนวัตกรรมทางเศรษฐกิจ นักลงทุนด้านเศรษฐกิจ ตัวแทนทางกฎหมายหรือผู้อำนวยการระดับสูง ศิลปิน นักแสดง บุคคลผู้มีชื่อเสียงในต่างประเทศ ทั้งในด้านวิทยาศาสตร์ หนังสือ ศิลปะ การศึกษา การกีฬา ฯลฯ การแบ่งประเภทแบบเข้าใจง่ายๆ สำหรับ Talent Passport คือการเปิดกว้างสำหรับหัวกระทิ 3 รูปแบบคือ กลุ่มผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพ พนักงาน และนักลงทุน ผมต้องการให้ฝรั่งเศสดึงดูดผู้ประกอบการรายใหม่ นักวิจัยใหม่ๆ และเปลี่ยนประเทศให้เป็นประเทศแห่งนวัตกรรมและเป็นดินแดนสำหรับสตาร์ทอัพทั้งหลาย ผมอยากให้อนาคตด้านการศึกษาของประเทศเราสดใสและประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น เราต้องช่วยกันทำเพื่อนักเรียน นักศึกษาของเรา ถ้าพวกเขาไปใช้ชีวิตต่อในประเทศอื่น พวกเขาต้องกลับมาฝรั่งเศส เพราะอนาคตรอพวกเขาอยู่ที่นี่ เมื่อปี 2016 ที่ผ่านมา ธุรกิจเงินร่วมทุน (Venture capital) ที่มาลงทุนในฝรั่งเศสมีจำนวนสูงถึง 1.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ ที่มา – CNBC , Talent Passport , Diplomatie.gouv.fr , Emmanuel Macron , What is the French Tech Visa ?


No Picture

พลิกโผ! The King of Fighters XIV เข้ามาแทนที่เกมกีฬาในการแข่งขัน Ashgabat 2017

หลังจากที่ สภาโอลิมปิคแห่งเอเชียประกาศรายชื่อ 4 เกม eSport ที่จะนำมาแข่งขันเป็นกีฬาสาธิตในงานแข่งขันกีฬาในร่ม Ashgabat 2017 โดยยังไม่สรุปเกมที่จะใช้แข่งในประเภท Sport Game แต่ในขณะนี้ รายชื่อเกมทั้งหมดยืนยันแล้ว โดยมีเรื่องเซอร์ไพร์สเกิดขึ้นเพราะสภาโอลิมปิคแห่งเชีย ตัดสินใจเลือกเกม Fighting อย่าง The King of Fighters XIV Steam Edition มาแทนที่เกมในหมวดกีฬา สรุปแล้วเกมที่จะมีการแข่งขันทั้ง 4 เกมจะประกอบด้วย MOBA (Multiplayer Online Battle Arena): Dota 2 (การแข่งขันประเภททีม) RTS (Real-Time Strategy): StarCraft II: Legacy of the Void (การแข่งขันประเภทเดี่ยว) Card: Hearthstone (การแข่งขันประเภทเดี่ยว) Fighting: The King of Fighters XIV Steam Edition (การแข่งขันประเภทเดี่ยว) พร้อมกันนี้ได้มีการเปิดรับสมัครผู้ที่สนใจจะเข้าร่วมการแข่งขันแล้ว โดยสามารถลงทะเบียนได้ที่เว็บไซต์ eSports-Asia ภายในวันที่ 30 มิถุนายนนี้ ที่มา: eSports-Asia Topics:  eSport King of Fighters Games


Apple คลอดวิดีโอจำลองโลกไร้แอป สีสันการตลาดเตือนนักพัฒนา “สร้างแอปเถอะ”

แม้เรื่องราวการเปิดตัว สินค้าใหม่ของ Apple ในงานประชุมนักพัฒนา WWDC 2017 จะไม่เป็นที่สนใจของนักการตลาดนัก แต่สีสันหนึ่งที่สื่อการตลาดหลายแห่งยกมาเป็นกรณีศึกษาคือวิดีโอเปิดงาน ซึ่งสามารถส่งสารบอกกลุ่มเป้าหมายของ Apple ได้ชัดเจนและตรงจุด หนึ่งในส่วนผสมที่ทำให้วิดีโอชิ้นนี้โดดเด่นคือการวาดภาพความยุ่งยากในวันที่ไม่มีแอปพลิเคชัน จริงอยู่ที่พวกเราหลายคนสามารถใช้ชีวิตในยุคก่อนมีแอปพลิเคชันได้อย่างปกติดี ไหนจะกระดาษแผนที่ การจดจำเบอร์โทรศัพท์ การเขียนกระดาษร่อนจดหมายจีบสาว แต่ทั้งหมดดูยุ่งยากเหลือเกินในวิดีโอชื่อ “Appocalypse” ที่ Apple ใช้เปิดงาน World Wide Developers Conference ปีนี้ ในวิดีโอบรรยายถึงพนักงานใหม่ Apple ที่เผลอดึงปลั้กเซิร์ฟเวอร์ของบริษัท ทำให้แอปพลิเคชันของผู้ใช้ถูกลบหายไป วิดีโอนี้สามารถฉายภาพความเป็น mainstream ของสินค้า Apple ได้โดดเด่น แต่ก็กลมกลืนไปกับอารมณ์ขัน แทรกการให้กำลังใจ รวมถึงการจุดประกายให้ผู้ชม “ลองคิดดู” เหมือนกับที่โฆษณาชุด “1984” ซึ่งเป็นโฆษณาแรกที่ Apple ชวนให้สาธารณะชนลองจินตนาการ (public imagination) สุดท้ายแล้ว “Appocalypse” จึงเป็นอีกวิดีโอกรณีศึกษาล่าสุดที่สามารถมอบบทเรียนให้กับนักการตลาดได้ แถมในวิดีโอยังล้อกระแสความนิยมบน Social media ได้หลากหลาย ชาวออนไลน์ทั่วโลกชมแล้วเข้าใจมีอารมณ์ร่วม ในสไตล์เดียวกับที่พวกเราเคยกลัวภัย Y2K ในวิดีโอ ผู้ใช้ Airbnb หลงทาง และมีเรื่องกับเจ้าของบ้านจนเข้าพักไม่ได้ ยังมีผู้ใช้ Waze ที่เมื่อไร้แผนที่ก็ไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ในเมืองไหน ทั้งหมดนี้แสดงถึงความยุ่งยากจนทำให้ Apple สรุปท้ายวิดีโอว่า “Keep making apps,” เพื่อชวนให้นักพัฒนาสร้างแอปต่อไป เพราะทั้งโลกขึ้นอยู่กับคุณแล้ว “the world is depending on you.” อย่ารอช้า เชิญชมวิดีโอชิ้นนี้ด้านล่าง ที่มา: AdWeek   Source: thumbsup The post Apple คลอดวิดีโอจำลองโลกไร้แอป สีสันการตลาดเตือนนักพัฒนา “สร้างแอปเถอะ” appeared first on thumbsup .


No Picture

Amazon เปิดให้รีฟันด์ สำหรับการซื้อภายในแอพที่ไม่ได้รับการยินยอมจากเจ้าของแอคเคาท์

Amazon เปิดให้ผู้ใช้ยื่นคืนเงิน (refund) สำหรับการซื้อภายในแอพ (in-app purchase) ที่ไม่ได้รับการยินยอมจากเจ้าของแอคเคาท์​ อย่างการที่ลูกกดซื้อของโดยพ่อแม่ไม่รู้เรื่องและยินยอมแล้ว โดยปัญหานี้เกิดขึ้นจากการที่ Amazon ไม่ได้ให้ผู้ใช้กรอกรหัสผ่านก่อนการซื้อภายในแอพ อย่างไรก็ตาม Amazon ยินดีจะพิจารณาคืนเงินการซื้อขายที่เกิดขึ้นเฉพาะระหว่างเดือนพฤษจิกายน 2011 จนถึงพฤษภาคม 2016 ที่เข้าข่ายเท่านั้นและคาดว่าน่าจะเป็นเงินสูงถึงราว 70 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ โดย การยื่นขอคืนเงิน จะหมดเขตในวันที่ 28 พฤษภาคม 2018 ที่มา – FTC Topics:  Amazon


เรื่องน่ารู้จากการปรับทัพสู่การตลาด 4.0 ของ “เดอะมอลล์”

จากตัวเลขการเติบโตของธุรกิจค้าปลีกในช่วงครึ่งปีแรก อ้างอิงข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่ามีอัตราการเติบโตที่ 4% ขณะที่ครึ่งปีหลัง ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าจะเติบโตประมาณ 4.6% นั้น อาจดูเป็นตัวเลขธรรมดา ๆ ที่ทุกธุรกิจแจกจ่ายให้สื่อกันเป็นการทั่วไป แต่หากมองให้ลึกจะพบว่า สำหรับธุรกิจค้าปลีก มันมีอะไรมากกว่านั้นซ่อนอยู่  หนึ่งในความเปลี่ยนแปลงก็คือ พฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับโทรศัพท์มือถือเป็นหลัก วันใดที่ลืมโทรศัพท์มือถือไว้ที่บ้านอาจหมายถึงการทำงานไม่ได้ อีกทั้งยังมีการสื่อสารผ่าน Social Media เพิ่มมากขึ้นจนกลายเป็นกลุ่มผู้บริโภคใหม่ชื่อ Socialnomics ซึ่งวันนี้เดอะมอลล์ กรุ๊ปจึงได้ออกมาประกาศตัวสู่ New Chapter ครั้งสำคัญที่จะเปลี่ยนรูปแบบการให้บริการสู่ยุคการตลาดดิจิทัลเต็มรูปแบบ โดยเราขอสรุปสาระสำคัญของ New Chapter ครั้งนี้ เอาไว้ดังนี้ Customer-Centric สำหรับการปรับทิศทางสู่การตลาดดิจิทัลอย่างน่าตื่นตาตื่นใจของห้างเดอะมอลล์นี้จะเริ่มตั้งแต่การให้บริการ Full – WiFi เต็มพื้นที่ในศูนย์การค้าอย่างเอ็มโพเรียม เอ็มควอเทียร์ เดอะมอลล์ โคราช และบลูพอร์ต หัวหิน (และจะขยายไปในสาขาอื่น ๆ ต่อไป) โดยจะมีการนำข้อมูล Digital Footprint ที่ได้มาศึกษาพฤติกรรมการเดินของลูกค้าภายในห้าง เพื่อจะได้วางแผนจัดกิจกรรม และการจัดพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ คุณวรลักษณ์ ตุลาภรณ์ คุณวรลักษณ์ ตุลาภรณ์ ผู้อำนวยการใหญ่อาวุโสการตลาดของบริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัดเผยว่า ลูกค้าทุกวันนี้ มีพฤติกรรมที่น่าสนใจหลัก ๆ 3 ข้อ หนึ่งคือให้ความเชื่อถือกับข้อมูลที่อยู่ใน Social Media เชื่อใน Experience ของเพื่อน ๆ เชื่อในเรื่องของ Value แต่อาจไม่ได้เชื่อผู้ค้าอีกต่อไปแล้ว ดังนั้นก่อนการซื้อ ลูกค้าจะเสิร์ชก่อนทุกอย่าง สองคือ ทุกคนพยายามที่จะรักษาสุขภาพมากขึ้น ดังนั้นห้างทุกห้างต้องมีฟิตเนส ร้านขายอุปกรณ์กีฬาเช่น Nike กลายเป็นแบรนด์ที่เติบโตสูงมากในด้านยอดขาย สามคือลูกค้ามีความคาดหวังสูงมากขึ้น จากการที่เขาได้รับรู้ข่าวสารผ่านโทรศัพท์มือถือได้อย่างรวดเร็ว  ดังนั้น ห้างจะต้องปรับตัวให้สามารถตอบรับต่อความคาดหวังของลูกค้าแต่ละรายได้ “จากความเปลี่ยนแปลงนี้ Big Data จะเข้ามามีความสำคัญอย่างมาก เมื่อเรามี Big Data เราก็จะรู้จักตัวตนของลูกค้าแต่ละรายมากขึ้น ทราบว่าเขาเสิร์ชอะไร ยืนอยู่ที่หน้าร้านไหน นานแค่ไหน รู้ได้กระทั่งว่า ลูกค้าเข้าร้านนี้กี่คนต่อวัน Big data ทำให้เรารู้ว่า เทรนด์ไหนกำลังมา หรือใน event Space เราก็จะรู้ว่า Event ได้รับความสนใจสูง เพื่อที่ว่าเราจะได้จัดกิจกรรมและโปรโมชั่นให้สอดคล้องกับลูกค้าในแต่ละ segment” การตลาด 4.0  โดยเดอะมอลล์ได้เผยถึงกลยุทธ์การตลาด 4.0 ที่เน้นการตลาดดิจิทัลเชิงลึกทั้ง Social Media Analytic Platform, Marketing Automation System การทำ Personalized Offers ด้วยการศึกษาพฤติกรรมของลูกค้าแต่ละรายแบบเจาะลึก และเลือกส่งโปรโมชันให้กับลูกค้าผ่านช่องทางที่ลูกค้าสะดวกที่สุด (แต่ละคนก็ต่างกันไป เช่น หากพบว่าผู้ใช้งานเล่น Facebook บ่อย แมสเซจก็จะถูกส่งไปผ่านแพลตฟอร์มโฆษณาของ Facebook แต่หากผู้ใช้เล่น Instagram แมสเซจจากเดอะมอลล์ก็จะส่งไปผ่าน Instagram แทน) แทนการส่งแมสเซจไปทุกช่องทางเท่าที่จะทำได้ ซึ่งจะเป็นการทำให้ลูกค้ารู้สึกรำคาญเสียมากกว่า นอกจากนั้น คุณวรลักษณ์เผยว่า การใช้ Big data ยังสามารถ Predictive ได้กระทั่งว่า ถ้าเขาซื้อของชิ้นนี้ คราวหน้าเขามาเขาจะซื้ออะไรเลยทีเดียว “กลยุทธ์ของเราก็คือ ทำอย่างไรก็ได้ให้ดาต้ามีประโยชน์สูงสุด เช่น ถ้าเราทราบว่าลูกค้ามีการซื้อของไปหนึ่งชิ้น แล้วเราส่งแมสเซจเข้าไปว่า ถ้าซื้ออีกชิ้น จะมีส่วนลดให้อีก เหล่านี้เมื่อก่อนเราทำไม่ได้ แต่ตอนนี้เราทำได้แล้ว เพราะมี Big Data” “ข้อสำคัญคือ แมสเซจจากเราต้องทำให้ลูกค้าสะดวกสบาย และรู้สึกว่าเรารู้ใจเขาจริง ๆ ไม่ใช่เป็นการรบกวนลูกค้า” พร้อมกันนี้คุณวรลักษณ์ได้ยกตัวอย่างการจัดโปรโมชันกางเกงชั้นในผู้หญิง ซึ่งปกติจะไม่ส่งแมสเซจให้ลูกค้าชายอยู่แล้ว แต่สำหรับโปรโมชันกางเกงชั้นในชาย กลับมีการพบว่า ผู้ซื้อกางเกงชั้นในชายนั้น จริง ๆ แล้ว 80% คือลูกค้าผู้หญิง และนั่นคือความสำคัญของการใช้ Big Data ที่ห้างสรรพสินค้าได้ประโยชน์จากการทราบข้อมูลเหล่านี้ Gen Z จะกลับมาซื้อของออฟไลน์อีกครั้ง อีกหนึ่งการคาดการณ์ที่น่าสนใจจาก Big Data ก็คือ กลุ่ม Gen Z จะเป็นกลุ่มลูกค้าที่หันกลับมาซื้อของจากห้างสรรพสินค้าอีกครั้ง หลังจากที่กลุ่ม Gen X และ Gen Y หนีไปซื้อของบนโลกออนไลน์เป็นหลัก โดยคุณวรลักษณ์เผยว่า เป็นเพราะกลุ่ม Gen Z เติบโตมากับเทคโนโลยี ดังนั้น ถึงเขาจะเสิร์ชทุกอย่างออนไลน์แต่ก็อยากมาสัมผัสกับของจริงที่ห้าง “นั่นจึงเป็นเหตุผลว่า ทำไม Amazon ต้องมาเปิดช้อป เพราะเขาเห็นเทรนด์นี้ เราเองก็เช่นกัน การเป็นธุรกิจค้าปลีกต้องมอนิเตอร์พฤติกรรมผู้ซื้ออย่างต่อเนื่อง” Innovative CRM จากการตลาดมาสู่ CRM ที่เดอะมอลล์ได้มีการนำนวัตกรรมทางเทคโนโลยีมาใช้งานเช่นกัน โดยปัจจุบัน เดอะมอลล์ มีลูกค้าที่เป็นสมาชิก บัตร MCard  กว่า 3.5 ล้านคน ซึ่งเป็นบัตรสมาชิกที่ครอบคลุมของทุกห้าง (เดอะมอลล์, เอ็มโพเรี่ยม, เอ็มควอเทียร์, พารากอน และบลูพอร์ต หัวหิน) และศูนย์ฯ ขณะที่ยอดการ Active บัตรนั้นอยู่ที่ 30 – 40% ซึ่งคุณวรลักษณ์ชี้ว่าจะพยายามเพิ่มให้อยู่ที่ 50% ให้ได้ “เป้าหมายก็คือ ทำอย่างไรให้เขาหยิบบัตรเราขึ้นมาใช้ให้บ่อยที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ ซึ่งอาจมาจาก การ redeem แต้มเป็นไมล์ของการบินไทยได้ และเรากำลังมีแผนจะเปิดตัวเวอร์ชวลการ์ด จะได้อำนวยความสะดวกกับลูกค้าไม่ต้องพกบัตรเยอะเพิ่มเข้ามาในไตรมาส 3 ของปีนี้” ดึงเซเลบอาหาร – แฟชั่นร่วมให้ข้อมูล ในส่วนนี้คุณวรลักษณ์เผยว่า “เรามีการทำรีเสิร์ชพบว่า ลูกค้าไม่ได้เลือกว่าจะกินห้างไหน แต่จะถามว่ากินร้านไหนดีมากกว่า ส่วนการนัดเจอกัน คนเราจะไม่ได้คิดหรอกว่าจะไปห้างไหน แต่มีอีเว้นท์ที่ห้างนี้พอดีก็จะไปห้างนี้ นี่คือสิ่งที่จะดึงให้ลูกค้าเข้ามาได้ ดังนั้น เราจึงมี  The Mall Guru ไม่ดู ยูเอ้าท์  ที่ได้เชิญสองกูรูอย่าง หม่อมหลวงภาสันต์ สวัสดิวัฒน์ กูรูด้าน Dining มาแนะนำตั้งแต่ร้านอาหารฟู้ดคอร์ท ไปจนถึงร้านแบบ fine-dinning กับ คุณโมเม – นภัสสร บุรณะศิริ กูรูผู้เชี่ยวชาญด้านแฟชั่นบิวตี้ และไลฟ์สไตล์มาแนะนำแทน” ทั้งนี้ กูรูทั้งสองท่านต่างมียอด Followers และแฟนคลับเป็นจำนวนมาก จึงคาดว่าจะช่วยสร้างประสบการณ์กับกลุ่มลูกค้าและช่วยส่งเสริมกิจกรรมการขายอีกทางหนึ่งด้วย ดึง International Events เสริมทัพ ส่วนสุดท้ายคือการผนึกกำลังร่วมกับพันธมิตรมากมาย นำเสนออีเว้นท์ระดับโลก เช่น โชว์เต็มรูปแบบ GOT7 THAILAND TOUR “NESTIVAL” ครั้งแรกในภูมิภาคอีสาน ที่เดอะมอลล์โคราช, งาน AVATAR : Discover Pandora – Bangkok งาน World Exhibition Tour ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับ Interactive Exhibition ที่ผสมผสานศิลปะความบันเทิงและเทคโนโลยีจากภาพยนตร์ AVATAR , งาน The Mall Japan Discovery ซึ่งถือเป็นงาน Signature ของเดอะมอลล์ โดยปีนี้เราได้ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย เพื่อฉลองครบรอบ 130 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทย-ญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังมีงาน Countdown กิจกรรมส่งมอบความสุขส่งท้ายปีซึ่งจัดอย่างยิ่งใหญ่ และยังมีกิจกรรมอื่นๆอีกมากมายในปีนี้ “ลูกค้าเรามีพี่ Google เป็นเครื่องมือ ดังงั้นเขาจะคาดหวังสูง เราจึงต้องมั่นใจว่า อีเวนท์ของเราจะได้สแตนดาร์ด ระดับโลก และทั้งหมดนี้ เราบอกได้คำเดียวว่า การทำธุรกิจค้าปลีกทุกวันนี้ ไม่ใช่แค่ขายของ แต่ประสบการณ์ของลูกค้าก็ต้องสำคัญที่สุดเช่นกัน” โดยการปรับทัพของเดอะมอลล์ครั้งนี้คาดว่าจะสามารถสร้างทราฟฟิกเพิ่มขึ้นประมาณ 15 – 20% เลยทีเดียว   Source: thumbsup The post เรื่องน่ารู้จากการปรับทัพสู่การตลาด 4.0 ของ “เดอะมอลล์” appeared first on thumbsup .


Facebook ยึดตำแหน่งผู้นำด้านการสร้างทราฟฟิกคอนเทนต์หมวด Lifestye – Entertainment

มีตัวเลขจากการเก็บข้อมูลของ Parse.ly  พบว่า Facebook ได้ก้าวขึ้นมามีบทบาทเหนือ Google แล้วในด้านการสร้างทราฟฟิกให้กับคอนเทนต์ในหลายหมวด ยกตัวอย่างเช่น หมวดไลฟ์สไตล์ หมวด Local Events และหมวดเนื้อหาด้านความบันเทิง ขณะที่ Google ยังคงเป็นแหล่งสร้างทราฟฟิกหลักในคอนเทนต์หมวดเทคโนโลยี กีฬา และธุรกิจ โดยรายงานของ Parse.ly พบว่าในบทความที่เผยแพร่กว่า 10 ล้านบทความในปี 2016 ซึ่ง Parse.ly เก็บข้อมูลไว้นั้น Facebook เริ่มทำได้ดีกว่า Google ในด้านการสร้างทราฟฟิก ซึ่งสำหรับ Google นี่อาจเป็นภาพที่แสดงให้เห็นถึงคู่แข่งที่ขึ้นมาคานอำนาจด้านทราฟฟิกอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เพราะนับวัน อิทธิพลของ Facebook ก็เริ่มคืบคลานเข้ามาแย่งส่วนแบ่งของ Google ไปได้มากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งนี้ Parse.ly เผยว่า ได้ทำการเก็บข้อมูลดังกล่าวต่อเนื่องมา 4 ปีแล้ว และพบว่า Facebook ก้าวขึ้นเป็นผู้นำ Google ในด้านของแหล่งทราฟฟิกอ้างอิงจากภายนอกที่ใหญ่ที่สุด ดังภาพ ข้อมูลจาก Parse.ly   นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่า Facebook ให้ความสนใจกับแอปพลิเคชันแชทแบบกลุ่มในรูปแบบวิดีโอด้วย ซึ่งตัวอย่างของบริการในลักษณะนั้นเช่น Houseparty, Fam โดย Facebook ได้ทำวิจัยพร้อมมอบบัตรของขวัญมูลค่า 275 เหรียญสหรัฐจาก Amazon ให้กับกลุ่มวัยรุ่นที่เข้าร่วม ส่วนสาเหตุที่ทำให้ Facebook สนใจแอปพลิเคชันในลักษณะ Group VDO Chat นี้ อาจมาจากการที่ Houseparty สามารถระดมทุนได้ถึง 50 ล้านเหรียญสหรัฐเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมาก็เป็นได้ โดย Facebook ให้เหตุผลว่า บริษัทมีการสำรวจในลักษณะนี้เกิดขึ้นตลอดเวลา เพื่อให้มีความเข้าใจในการใช้เทคโนโลยีของผู้ใช้งานกลุ่มต่าง ๆ   แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น สิ่งที่น่ากลัวกว่าอาจเป็นการที่โลกนี้มีแพลตฟอร์มที่ทรงพลังถึงสองแพลตฟอร์มแล้วก็เป็นได้   Source: thumbsup The post Facebook ยึดตำแหน่งผู้นำด้านการสร้างทราฟฟิกคอนเทนต์หมวด Lifestye – Entertainment appeared first on thumbsup .


Powered by AutoBlogged