business

No Picture

ซ้อมแผนเผชิญเหตุอุบัติภัยจากขนส่งวัตถุอันตราย

กรมการขนส่งทางบก จัดฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุตอบโต้อุบัติภัยจากการขนส่งสารเคมีและวัตถุอันตรายขึ้น เพื่อเตรียมความพร้อมและพัฒนาบุคลากรให้มีประสิทธิภาพ หวังลดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน


No Picture

ประเทศไทยจะกลายเป็นศูนย์กลางขนาดใหญ่ของ Startup ในเอเชียแล้ว

วันนี้มีข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับ Startup กับการเติบโดแบบก้าวกระโดดในด้านอุตสาหกรรมบนโลกออนไลน์ และการตื่นตัวอย่างมากกับแวดวง Startup ในไทย โดยข้อมูลนี้ได้มาจาก  ADMA Digital Marketing Yearbook 2012 ข้อมูลนี้เป็นการเปรียบเทียบ 2 ประเทศที่มีอัตราการเติบโตทางด้านตลาดบนโลกออนไลน์มากที่สุด ซึ่งก็คือประเทศอินโดนิเซียและประเทศไทย โดยมีการแบ่งเป็นตลาด E-commerce และตลาดโมบายล์   จากรูปจะเห็นว่าศักยภาพของไทยตอนนี้มีสูงกว่าอินโดนิเซียทั้ง 2 ด้านอย่างชัดเจน โดยเฉพาะด้านธุรกิจบนโมบายล์ นอกจากนี้ยังมีข้อมูลเสริมที่เกี่ยวกับประเทศไทยและอื่นๆ ดังนี้ 80% ของผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตในไทยเป็นคนซื้อของบนโลกออนไลน์ด้วย และคาดว่าจะมีรายได้ที่เกิดขึ้นบนโลก e-commerce ในสิ้นปี 2555 นี้กว่า 73,000 ล้านบาท หรือเทียบได้เป็น 5% ของรายได้ทั้งหมดในประเทศ มีผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตในไทยกว่า 24 ล้านคน และ 19 ล้านคนเป็นผู้ใช้งานบนโมบายล์ (ที่มา: Neilsen) Startup ที่เป็นคนไทยเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็น Builk ที่ชนะงาน  Echelon 2012 ,  หรือจะเป็น Ookbee ที่ครองส่วนแบ่งทางการตลาดในด้าน e-book ถึง 85% เป็นต้น ประเทศไทยคือตลาดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 4 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยปริมาณประชากรประมาณ 70 ล้านคน อัตราการครอบครองแท็บเล็ตจากปี 2011 จนถึงตอนนี้เพิ่งสูงขึ้น 300% จึงไม่ต้องแปลกใจว่าโมบายล์มาแรงแน่นอน! (ที่มา: Nielsen) 75% ของผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตในไทย อายุอยู่ระหว่าง 15-19 ปี นั่นหมายถึงมีอัตราการเติบโตที่เพิ่มสูงขึ้นได้อีกมาก (ที่มา: ADMA) นักพัฒนาของไทยเริ่มเป็นที่จดจำได่แล้ว ซึ่งตอนนี้มีชื่อก็คงหนีไม่พ้น คุณเอ ธนินทร์ ณ นคร ที่ทำงานที่ Twitter และความร่วมมือกันอย่างดีเยี่ยมของ Startup ไทยและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง อาทิ HUBBA Thailand, thumbsup, MoMoBkk, Coconuts Bangkok. เป็นต้น) ทั้งหมดนี้ก็เป็นข้อมูลที่ชี้ค่อนข้างแน่ชัดว่าประเทศไทยมีแนวโน้มสูงมากในการเป็นศูนย์กลางของ Startup ในภูมิภาคนี้อย่างแน่นอน… และเพื่อเป็นการตอกย้ำแนวโน้มนี้ จึงมีงาน Echelon Ignite 2012 ที่จัดขึ้นในประเทศไทยครั้งแรกในวันที่ 22-23 พ.ย. นี้ที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ วิทยาเขตกล้วยน้ำไท โดยมีผู้ที่มาร่วมพูดคุยและบรรยายบินตรงมาจากต่างประเทศหลายท่าน และเป็นโอกาสอันดีที่จะได้รู้จักพูดคุยกันอย่างใกล้ชิด สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปดู รายละเอียดได้ที่นี่  และดูรายชื่อผู้เข้าร่วมเป็น Speaker ได้จากหน้าเว็บ e27 ได้เลยครับ ซึ่งล่าสุด ผู้พัฒนา Basecamp ตบปากรับคำมาเป็น Speaker คนล่าสุดด้วย บอกได้คำเดียวว่าไม่ควรพลาดจริงๆ ครับ…


No Picture

อียูยับยั้งขยายฐานภาษีคาร์บอน

สหภาพยุโรปยับยั้งแผนการขยายฐานการเก็บภาษีคาร์บอน ให้ครอบคลุมถึงเครื่องบินที่ไม่ได้มีสัญชาติหรือจุดหมายปลายทางในยุโรป หลังนโยบายภาษีนี้ถูกคัดค้านอย่างหนักจากทั้งสหรัฐฯ จีน และอินเดีย


No Picture

อาร์มสตรอง ลาออกบอร์ดบริหาร ‘Livestrong’

แลนซ์ อาร์มสตรอง นักปั่นจักรยานชื่อดังที่ตกเป็นข่าวอื้อฉาวจากกรณีใช้สารกระตุ้น ได้ลาออกจากตำแหน่งบอร์ดบริหารมูลนิธิ ไลฟ์สตรอง ที่ตัวเขาเป็นผู้ก่อตั้ง


No Picture

อัพเดต YouTube กับบทบาทการแบ่งรายได้ให้ผู้ผลิตเนื้อหา

เมื่อพูดถึง YouTube ทุกคนก็รู้จักดีว่ามันคือบริการแชร์วิดีโอที่ทุกคนทั่วโลกรู้จัก และเราก็รู้ว่าคุณภาพของเนื้อหาใน YouTube นั้นไม่มีอะไรมากไปกว่าการที่ยูสเซอร์อย่างเราๆ ท่านๆ อัพโหลดขึ้นไป แต่ถ้าเป็นที่อเมริกา YouTube จะมีการควบคุมและแบ่งรายได้ให้ผู้ผลิตรายการต่างๆ นำเนื้อหามาป้อนเข้า YouTube ด้วยนะครับ มาอัพเดตกันหน่อยว่าที่เมืองนอกเขาเป็นอย่างไรกันบ้าง ผู้ใช้จำนวนไม่น้อยไม่ทราบว่า YouTube ให้เงินทุนแก่ผู้ผลิตช่องสถานีบน YouTube อย่าง Channel ต่างๆ ด้วย แต่รายงานล่าสุดระบุว่ากว่า 60% ของผู้ผลิตรายการใน Channel นั้นถูกยกเลิกเงินทุนแล้ว เหตุผลคือไม่สามารถทำรายได้ตามที่หวังไว้ โดยเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว YouTube ได้เปิดตัวช่องทางที่จะผลักดันตัวเองไปอีกขั้น ด้วยการทำสัญญากับผู้ผลิตรายการเพื่อเผยแพร่ทางเว็บไซต์ โดยหวังว่าจะยกระดับคุณภาพของรายการใน YouTube และทำให้ผู้เข้าชมกลับมาดูรายการใน YouTube ใหม่อีกเรื่อยๆ ด้วยการให้เงินทุนแก่ผู้ผลิตรายละประมาณ 5 ล้านเหรียญ YouTube ที่อเมริกาอาจจะไม่เหมือนบ้านเราเสียทีเดียวเพราะที่นั่น YouTube วางตัวเองให้เป็นเหมือนช่องในโทรทัศน์ปกติช่องหนึ่ง ดังนั้นช่องหรือ Channel บางช่องที่ไม่มีคนดู (และแน่นอน ไม่มีคนเห็นโฆษณาของ Google เลยไม่สามารถทำเงินได้) ก็จะไม่ได้รับการต่อสัญญาจาก YouTube โดยจากรายงานของ AllThingsD อธิบายเอาไว้ว่า Channel ที่ไม่ทำเงินจะไม่โดนตัดออกจาก YouTube ในทันที แต่จะไม่ได้รับเงินลงทุนเพิ่ม และ YouTube จะปล่อยให้แพร่ภาพต่อไปเรื่อยๆ และเก็บรายได้จาก Channel นั้นจนกว่าจะคืนทุน สิ่งที่ YouTube ใช้เป็นมาตรวัดคล้ายเรทติ้งของทีวีปกติคือ ระยะเวลาที่มีการชมวิดีโอนั้น (watch time) เรียกว่าจับเวลาชัดเจนไปเลยว่าหากไม่มีใครดู ก็แสดงว่ามันทำเงินไม่ได้ โดยทุกวันนี้ YouTube ต่อสัญญาใหม่ให้กับผู้ผลิต Channel เพียง 40% จากสัญญาดั้งเดิมเท่านั้น อย่างไรก็ตาม Channel เป็นก้าวสำคัญสำหรับ YouTube ทีเดียว เพราะมันทำให้มีรายการที่มีคุณภาพเพิ่มมากขึ้น ไม่อย่างนั้นเราอาจจะได้ดูแต่วิดีโอที่เหมือนกังนัมสไตล์เพียงอย่างเดียว คงต้องใช้เวลาพอสมควรสำหรับ Google ที่จะผลักดัน YouTube ให้สามารถต่อสู้กับคู่แข่งสำคัญอย่างเคเบิ้ลทีวีได้ ข่าวนี้ออกมาทำให้คิดได้เหมือนกันนะครับว่าโมเดลในการผลักดัน Content ให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้นนั้นเป็นโมเดลที่น่าสนใจ อย่างการที่ Google เคยออกมาประกาศว่าได้ ซื้อกิจการ Next New Network ไป และให้ทีมงาน NNN คอยดูแลคุณภาพเนื้อหาบน YouTube นั้น เป็นหนึ่งในหนทางการสร้างรายได้ที่ไม่เลวทีเดียว จะเกิดอะไรขึ้นนะถ้าทาง YouTube จะบุกทำรายการในแถบเอเชียและเลยมาถึงบ้านเราบ้าง แต่ในขณะที่เรากำลังเราให้ YouTube ทำอะไรสักอย่าง เรามาดูกันดีกว่าครับว่าเราจะ ทำเนื้อหาอย่างไรให้โดนใจคนใน YouTube พัฒนาเนื้อหาของเราเองไปพลางๆ ก่อน หรือไม่ก็ทำช่องโทรทัศน์บน YouTube กันไปเลย แบบ Spokedark ก็ไม่เลว ที่มา: TechCrunch


No Picture

Thailand Can Do: iAppDev ผู้อยู่เบื้องหลังของคีย์บอร์ดภาษาไทยบน iOS

Thailand Can Do ในเทปนี้มาสัมภาษณ์ของที่อยู่ใกล้ตัวกับชีวิตประจำวันของเราบ้าง ซึ่งถ้าใครได้ใช้ iPhone หรือ iPad ก็คงจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเพิ่มคีย์บอร์ดภาษาไทยไว้ในตัวเครื่อง แต่คุณทราบหรือไม่ว่าคนที่ทำคีย์บอร์ดไทยบนเครื่อง iPhone นั้นเป็นคนไทย กับบริษัท iAppDev โดยคุณกฤษณ์ เปลี่ยนแพ และมาดูกันว่าโปรเจคที่ทาง iAppDev กำลังพัฒนาจะเป็นอย่างไร คนที่เป็นนักพัฒนาแอพพลิเคชันน่าติดตามมากครับ อย่าลืมติดตาม Thailand Can Do ในรายการ iSpring ทางช่อง SpringNews ทุกวันพฤหัสบดีและวันศุกร์ 23:30 โดยประมาณจ้า


No Picture

ต้องสร้างสรรค์และหาเวลาเพื่อที่จะคิดสิ่งใหม่ๆ – หนึ่งในกุญแจความสำเร็จ ของ CEO แห่ง Ookbee

ผู้ก่อตั้งและ CEO แห่ง Ookbee ผู้นำด้าน E-Book Platform คุณหมู ณัฐวุฒิได้มาแบ่งปันเรื่องราวความเป็นมาสู่การก่อตั้ง Ookbee ให้เราทราบ เป็นอีกบทความที่ชาว Startup ไม่ควรพลาด คุณหมู ณัฐวุฒิ เป็นวิศวกรผู้ประสบความสำเร็จกับการสร้าง E-book Platform ที่ใหญ่ที่สุดของไทย ซึ่งเร็วๆ นี้ได้รับ การสนับสนุนเงินทุนจาก INTOUCH และพึ่งจับมือร่วมเป็น พันธมิตรกับ SCOOP ของประเทศอินโดนีเซีย อีกด้วย  เพื่อค้นหาว่าคุณหมูนั้นได้ผ่านประสบการณ์และเรื่องราวอะไรมาบ้าง กว่าที่จะเป็น Ookbee ในทุกวันนี้ เราได้มีโอกาสพูดคุยกับเจ้าของธุรกิจหนุ่มท่านนี้ และเขาพร้อมที่จะแบ่งปันเรื่องราวให้ทราบในงาน Echelon Ignite: Thailand 2012  ด้วยเช่นกัน อะไรทำให้คุณเริ่มต้นทำ Ookbee และมันกำลังเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคในไทยอย่างไร สองปีก่อนเมื่อ tablet (iPad) เครื่องแรกออกมาผมได้คิดว่าถ้าเราสามารถอ่านหนังสือและนิตยสารของไทยบนเครื่องเหล่านี้ได้ก็น่าจะดี เพราะเราไม่ต้องพกพาสิ่งพิมพ์เหล่านี้ไปมา  และอยากให้มันเป็นมากกว่าไม่ใช่แค่เพียงตำราและรูปภาพพื้นๆ แบบเก่าๆ เราได้ทำการสำรวจตลาดและวิเคราะห์โอกาสการสร้างเป็นธุรกิจจากความคิดนี้  ในที่สุดเราก็สร้าง Ookbee ให้กลายเป็นจริง ในเวลานั้นสิ่งหนึ่งที่เราได้พิจารณาด้วยคือคนไทยเต็มใจใช้จ่ายเงินให้กับ Digital Content โดยเฉพาะ   E-Magazines  และ E-Books หรือไม่ โดยพิจารณาจากกรณีการละเมิดลิขสิทธิ์ของภาพยนตร์และเพลง เราตัดสินใจว่ามีวิธีเดียวที่จะรู้ก็คือต้องลองตลาดด้วยการเสนอประสบการณ์ที่ดีที่สุดจากด้าน Supply และดูว่าสามารถสร้างการขายได้หรือไม่ ภายหลังจากนั้นหลายเดือนโชคดีที่เราพบว่ามีตลาดเพื่อขายสิ่งพิมพ์ดิจิตอลแบบนี้จริงๆ ในไทย  ตั้งแต่นั้นมาฐานผู้บริโภคของเราได้เติบโตขึ้นมาเรื่อยๆ  ในเวลา 22 เดือนที่ผ่านมามีผู้ใช้มากกว่า 2.5 ล้านคนที่มีประสบการณ์ใหม่ในการบริโภคนิตยสารและหนังสือที่ตนชื่นชอบ ช่วยแบ่งปันความรู้ให้เราทราบหน่อยว่าก่อนหน้าจะทำ Ookbee คุณหมูทำอะไรมาก่อน ผมจบปริญญาตรีด้านวิศวกรรมการบินและปริญญาโทวิศวะอุตสาหการ แต่ Programming เป็นเสมือนงานอดิเรกของผมในช่วงเวลานั้น  ย้อนกลับไปปี 2000 หลังจบปริญญาโททันทีผมได้ตั้งบริษัทแรกชื่อ IT WORKS    ขณะที่กำลังเรียนปริญญาโทผมได้ทำงาน Programming ให้กับบริษัทญี่ปุ่นหลายแห่งในกรุงเทพฯ และได้ทำเงินมากกว่าเพื่อน ๆ ส่วนใหญ่ ความคิดครั้งแรกของผมคือการรับงาน programming ให้กับบริษัทเหล่านี้สามารถเป็นธุรกิจที่ดีจึงได้ตั้งบริษัทแรกดังกล่าว ความจริงมันไม่ราบรื่นอย่างที่คิดครับ และมีบทเรียนมากมายตลอดเส้นทางเลย อย่างไรก็ตามบริษัทก็เติบโตและมีการเปลี่ยนแปลงหลายครั้งในช่วงเวลา 12 ปี เรารับงานพัฒนาตามความต้องการของลูกค้า มาถึง Biometric Package Software (ยังเป็นธุรกิจที่ดีจนถึงทุกวันนี้) ต่อมารับงาน Programming Outsource ทางด้าน Mobile ให้กับบริษัทต่างชาติในญี่ปุ่นและสหรัฐ และหน่วยงานเหล่านี้แหละได้แนะนำเราสู่ธุรกิจที่กลายเป็น Ookbee ในทุกวันนี้ ตราบเท่าทุกวันนี้คุณได้พบอะไรบ้างที่ท้าทายและล้มเหลว ?  ทำไมจึงได้เกิดขึ้นและบทเรียนสำคัญที่ได้คืออะไรบ้าง ต้องโฟกัสและค้นหาสินค้าที่เหมาะกับตลาด ในปีแรกๆ เราพยายามทำทุกวิธีเพื่อให้อยู่รอด มีโครงการที่ใหญ่ขึ้นตามมาเรื่อย ๆ และเราก็ต้องทำเพราะจะนำรายได้เพื่อมาพยุงต่อไปอีกหลายเดือน ปัญหาคือไม่ใช่ทุกสิ่งที่ทำเป็นสิ่งที่เราต้องการทำเสมอไป การรับทำโครงการเหล่านี้ทำให้เราไม่มีเวลาไปทำผลิตภัณฑ์ของเราเอง ในที่สุดเราจำต้องปฏิเสธงานทั้งหมดที่ไม่เกี่ยวข้องและโฟกัสทำผลิตภัณฑ์ของเราให้สำเร็จ มันเป็นการตัดสินใจที่ลำบากแต่เมื่อคุณสามารถก้าวข้ามผ่านมันได้ ทุกสิ่งก็จะง่ายขึ้น หลังจากที่เรามีผลิตภัณธ์ของตนเองจริงๆ แล้วอัตราการเติบโตก็จะเร็วขึ้นมากและเราก็จะสามารถชั่งน้ำหนักอนาคตของบริษัทได้ถูกต้อง อีกสิ่งหนึ่งที่ผมได้เรียนรู้คือคุณต้องให้ใครบางคนออกทันทีเมื่อเขาไม่มีผลงานเพราะจะทำให้วัฒนธรรมของทีมงานเสียหาย สิ่งที่เกิดขึ้นคือมันเป็นเรื่องง่ายที่รู้กว่าการลงมือทำจริง ผมรู้แต่เก็บไว้นานเกินไป ในที่สุดคุณต้องทำในสิ่งที่คุณต้องทำและมันเป็นงานของเจ้าของธุรกิจที่ต้องทำทุกสิ่งที่จำเป็นเพื่อให้งานดำเนินต่อไป จากประสบการณ์ของคุณ กฎทอง 3 ข้อของเจ้าของธุรกิจของคุณเองคืออะไรบ้าง และคุณนำไปใช้กับ Ookbee อย่างไร จ้างคนเก่งมีความสามารถ และสร้างทีมงานหลักขึ้นมา – คุณต้องมีทีมงานหลักสักทีมที่คุณสามารถพึ่งพาในการสร้างบางสิ่งที่สามารถเกิดผล เป็นทีมที่สามารถปรับเข้ากับการเปลี่ยนแปลงของสภาพตลาดได้ เป็นความคิดที่ดีที่จะจ้างบุคคลากรที่มีความสามารถแม้นคุณยังไม่รู้ว่าจะบรรจุเข้าไปรับหน้าที่ใดในทีมงานคุณ ใน Ookbee บ่อยครั้งคนดีมีฝีมือที่ได้จ้างไว้ สุดท้ายเขาได้ทำสิ่งที่แตกต่างจากงานที่เราได้จ้างเขาในตอนแรกโดยสิ้นเชิงนะครับ คนเก่งเป็นทรัพย์สินอย่างหนึ่งและแน่นอนจะสามารถแก้ปัญหาต่างๆ ในที่ใดๆ ที่คุณบรรจุพวกเขาเข้าไปได้ ต้องสร้างสรรค์และหาเวลาเพื่อที่จะคิด – “แต่มันเป็นสิ่งที่ใครๆ ก็ทำเช่นนั้น” นี่เป็นความคิดที่หลายๆ คนในสังคม Startup คิดอยู่ มันเป็นความจริงที่ว่าถ้าทำแบบนั้นงานก็จะสำเร็จ แต่บางทีมันก็จะทำให้คุณตกอยู่ในฐานะเหมือนกับใครๆ เช่นกัน การที่จะทำบางสิ่งที่ไม่เหมือนชาวบ้านให้สำเร็จเราจำต้องทำในสิ่งที่แตกต่างกันออกไป หาเวลาอยู่คนเดียวเพื่อคิด เมื่อคุณหมกมุ่นกับการพบปะผู้คน ตอบอีเมล์ พูดคุยทางโทรศัพท์ เดี๋ยวเดียวอีกสัปดาห์ก็ผ่านไปแล้วโดยไม่มีเวลาคิดอย่างจริงจัง ในบางกรณีความคิดใหม่ๆ มาจากการทำหรือพบเห็นบางสิ่งที่แตกต่าง ตัวอย่างเช่น ความคิดสุดยอดของผมบางประการได้มาจากการไปในสถานที่ใหม่ๆ หรือพบปะผู้คนที่มาจากวงการอื่นๆ ตระหนักว่าสิ่งใดทำให้คุณมีความสุขและจงตั้งมั่นทำมัน – การเป็นเจ้าของธุรกิจเป็นเรื่องยาก เรื่องที่ต้องทำมีไม่จบไม่สิ้น มันยังหมายถึงคุณได้ควบคุมสิ่งที่คุณกำลังสร้าง สิ่งที่คุณกำลังทำ คุณเป็นเจ้านายของตัวคุณเองนะครับ ในที่สุดถ้าคุณรู้ว่าอะไรทำให้คุณมีความสุขจงตั้งมั่นร้อยเปอร์เซ็นต์ทำมันแล้วมันก็จะง่ายขึ้นเอง สร้าง startup ของคุณ ทำสิ่งที่คุณรักและสร้างผลิตภัณฑ์ที่คุณหลงไหล ผมเชื่อว่ามันเป็นรางวัลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของชีวิตคุณเลยทีเดียว สุดท้ายเตรียมพบกับคุณหมู CEO Ookbee ได้ในงาน Ecehlon Ignite Thailand 2012  กับหัวข้อ “Startup culture and ecosystem” งานสัมมนาดีๆ ที่คุณจะได้พบกับผู้ประกอบการและนักลงทุนมากมายในช่วงวันที่  22 และ 23 พฤจิกายนที่จะถึงนี้ บทกับบทความเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษได้ที่ e27


No Picture

สัมภาษณ์พิเศษ : CEO หญิง “Wantedly” กับมุมมองในแง่ธุรกิจและ ผู้หญิงในโลก Startup ที่ญี่ปุ่นนั้นเป็นอย่างไร

แม้ในประเทศฟากตะวันตกจะมี Tech Startup ที่เป็นผู้หญิงพอสมควร แต่สำหรับในแถบเอเชียแล้วแทบจะเรียกว่าน้อยมาก และนี่เป็นอีกครั้งที่ทางทีมงาน thumbsup  ได้มีโอกาสจิบกาแฟ พูดคุยและสัมภาษณ์ CEO สาวจากแดนอาทิตย์อุทัย ผู้มากความสามารถและเคยมีประสบการณ์ในการทำงานกับบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Goldman Sachs มาแล้ว และปัจจุบันออกมาตั้ง Startup ของตัวเองมีชื่อว่า Wantedly thumbsup: ช่วยแนะนำหน่อยว่า Wantedly คืออะไร Akiko: Wantedly เป็นบริการประเภทโพสหางานที่ผูกกับ Facebook โดยมีฟีเจอร์หลักๆ 3 ส่วนสำหรับผู้ที่กำลังหางาน อันได้แก่ 1.