MUSIC

BTS ทำสถิติ เป็นศิลปิน K-Pop วงแรกที่คว้ารางวัลจาก Billboard Music Awards

  2017 Billboard Music Awards งานประกาศรางวัลจากนิตยสารที่อยู่คู่กับวงการเพลงทั่วโลกมาตั้งแต่ปี 1894 ได้ผ่านพ้นไปแล้วเรียบร้อยเมื่อช่วงค่ำคืนวันที่ 21 พฤษภาคม ที่ผ่านมาพร้อมกับรายชื่อผุ้ชนะรางวัลในแต่ละสาขา และที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากคือการเข้าชิงรางวัลของ

Read More

ฉลามเขียว : สินบนเรือดำน้ำฝรั่งเศส/บราซิล

ยังคงเกาะติดเรื่องสินบนเรือดำน้ำอยู่ ทันทีที่มีข่าวสินบนเรือดำน้ำเกิดขึ้นไม่ว่ามุมใดของโลก     The commander-in-chief of the corruption scheme ประโยคนี้ได้ยินแล้วเกิดอาการจั๊กจี้จั๊กเดียมดีแท้ มันแปลว่า ผู้บัญชาการสูงสุดแห่งโครงการโกง คือ  ตัวผม นายฉลามเขียว ขณะนี้ก็ยังคงเกาะติดเรื่องสินบนเรือดำน้ำอยู่ ทันทีที่มีข่าวสินบนเรือดำน้ำเกิดขึ้นไม่ว่ามุมใดของโลก  ผมเป็นต้องตื่นเต้นและนำมันมาเขียนสู่คนไทยได้อ่านร่วมกัน เพราะผมเชื่อว่าคนไทยจะสะเทือนใจเหมือนๆกันทุกคน เมื่อวันที่ 21 พ.ค.2017 มีข่าวใหม่เอี่ยมว่าด้วยสินบนเรือดำน้ำเกิดขึ้นอีกแล้วครับ  คราวนี้เป็นเรื่องราวที่อัยการด้านการเงินของฝรั่งเศส  เปิดสอบสวนเบื้องต้นว่า การที่อดีตประธานาธิบดี Nicolas Sarkozy ไปลงนามขายเรือดำน้ำพลังงานดีเซลไฟฟ้า  ที่ผลิตโดยบริษัทของรัฐบาลฝรั่งเศส  ให้แก่ประธานาธิบดี Luiz Inácio Lula da Silva, แห่งบราซิล เมื่อปี 2008 ฝรั่งเศสจ่ายสินบนให้ลูลาเพื่อให้ซื้อเรือดำน้ำของฝรั่งเศสดังคำร่ำลือจริงรึไม่ ฉลามเขียว ก็หูผึ่งสิครับ  ขนาดฝรั่งเศสเป็นชาติที่มีระบบตรวจสอบการให้สินบนข้ามชาติที่เข้มแข็งมาก   ประธานาธิบดีซาร์โกซีกล้าหาญขนาดนั้นเลยรึ  ซึ่งหากเป็นการซื้อขายเรือดำน้ำกับชาติที่ไม่มีระบบตรวจสอบโกงที่ข้นๆก็รับสินบนกันอย่างสบายๆ  แต่นี่คือฝรั่งเศส ฉลามเขียว  จึงต้องนำเรื่องนี้มาสู่คนไทยให้รับรู้ไปพร้อมกันด้วย มีเค้าว่า  เรื่องจะมันแน่นอน เพราะท่านอดีตประธานาธิบดีลูลา แห่งบราซิล  ตอนนี้ล่าสุดเมื่อวันที่ 23 พ.ค.2017  ศาลสูงสุดของบราซิลเพิ่งเปิดคดี  ท่านลูลาโกงสารพัด ในช่วงของการเป็นประธานาธิบดีปี 2003-2010 รวมขณะนี้ 5 คดี The commander-in-chief of the corruption scheme… ผู้บัญชาการแห่งโครงการโกง  คนที่พูดคำนี้คือ  นาย Deltan Dallagnol   อัยการสูงสุดของบราซิล  ผู้ทำการสอบสวนการโกงของลูลา  เริ่มสอบเมื่อปี 2014 กล่าวคำนี้ในการแถลงข่าวแก่นักข่าว  วันที่ประกาศว่ายื่นฟ้องต่อศาลรวม 5 คดี “The federal prosecutor’s office today is accusing Mr


No Picture

Google เพิ่มฟีเจอร์แชร์ภายในครอบครัวให้ Calendar, Keep, Photos

Google ได้เพิ่มฟีเจอร์ให้กับระบบสำหรับการแบ่งปันสิ่งที่ซื้อมาภายในครอบครัว จากปัจจุบันที่สามารถแบ่ง Google Play Music family plan, Google Play Family Library แล้ว รอบนี้ก็มีฟีเจอร์เพิ่มมาใหม่ ได้แก่ YouTube TV : อนุญาตให้สมาชิกในบ้านสูงสุด 6 คนสามารถเข้าถึง cloud DVR ของตัวเองในราคา 35 ดอลลาร์ต่อเดือน อัดรายการไว้ได้ไม่จำกัด รองรับการสตรีมรายการสดจาก ABC, CBS, FOX, NBC และสถานีเคเบิลทีวีอื่น ๆ Google Calendar: สำหรับการติดตามกิจกรรมภายในครอบครัวอย่างง่าย ๆ Google Keep: แชร์โน๊ตและฟีเจอร์อื่น ๆ ร่วมกับคนในครอบครัวได้ เช่น รายการซื้อสินค้า Google Photos: แชร์ภาพไปให้คนในครอบครัวได้เพียงไม่กี่คลิก วิธีใช้ฟีเจอร์ดังกล่าว ผู้ใช้สามารถสร้างกลุ่มครอบครัวและเริ่มแชร์กันได้ทันที โดยตอนนี้ Google ยังจำกัดการแชร์อยู่ คือ YouTube TV สามารถแชร์ได้เฉพาะภายในประเทศที่มี YouTube TV ให้บริการเท่านั้น ส่วน Google Photos, Google Keep, Google Calendar มีให้บริการเฉพาะใน ออสเตรเลีย, บราซิล, แคนาดา, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, ไอร์แลนด์, อิตาลี, ญี่ปุ่น, เม็กซิโก, นิวซีแลนด์, รัสเซีย, สเปน, สหราชอาณาจักร และสหรัฐฯ เท่านั้น ที่มา – Engadget , Google Topics:  Google YouTube Google Calendar Google Keep Google Photos


“ฉันขายตัวในเกาหลี”

ปัญหาคนไทยเข้าเมืองเกาหลี  เพื่อลักลอบทำงานผิดกฎหมาย   เป็นต้นตอทำให้คนไทยที่ไปเที่ยวเกาหลีจริงๆ หลายคนถูกกักตัว โดย ตม.เกาหลีที่ใช้วิธีการสุ่มตรวจคนไทยที่อาจจะเข้าข่ายผิดสังเกต ผิดปกติ หรือ เข้าเกณฑ์ที่ ตม.เกาหลีได้ลิสต์รายการเอาไว้ เรื่องนี้เป็นมาตรการป้องกันภัยระหว่างประเทศที่ทางการต้องทำ เพราะสร้างความเสียหาย ไม่เพียงแค่การแย่งงานคนเกาหลี แต่ลามมาถึงปัญหายาเสพติดอีกด้วย เรานัดพบกับหญิงไทยค้าบริการทางเพศ  ที่คอนโดแห่งหนึ่งย่านพระราม 9 เธอเป็นคนไทยที่เคยเข้าเมืองเกาหลีถูกกฎหมาย  เพื่อไป “ทำงาน” ผิดกฎหมาย  นั่นคือการ “ขายบริการทางเพศ” อาชีพของเธอที่ทำมาตั้งแต่เรียนจบจนถึงปัจจุบันคือ สาวไซด์ไลน์  และเขยิบมาเป็นดาวอาบอบนวดแห่งหนึ่งบนถนนเพชรบุรี เธออายุ 30 ต้นๆ และเคยไปขายบริการทางเพศที่เกาหลีมาแล้ว 1 ครั้ง ขณะที่เพื่อนๆดาวรอบตัวเธอ เคยไปมาแล้วหลายครั้ง การลักลอบเข้าเกาหลีเธอ ทำผ่าน “บอส” หรือนายหน้า ซึ่งมีอาชีพพาเด็กไปเกาหลีโดยเฉพาะ  เธอบอกว่า บอสมีหลายคนหลายแบบ ก่อนจะไปเกาหลี  จะต้องให้บอสดูตัวก่อน  ว่าไปได้มั้ย  ได้ราคาเท่าไหร่ต่อรอบ  จากนั้นจึงจะตกลงเงื่อนไขที่เป็น “ค่านายหน้า” เธอบอกว่าค่านายหน้าอย่างต่ำอยู่ที่ 60,000 บาท  หรือบางรายไม่จ่ายก็มี โดยใช้วิธีการตกลงหักค่าใช้จ่ายส่วนนี้หลังจากทำงานไปแล้ว  อาจจะให้เป็นก้อนหรือทยอยจ่าย   ประเด็นอยู่ที่ว่า  ลักษณะการเข้าเกาหลีโดยการไปขายบริการทางเพศของเธอผ่านไปโดยปกติทุกครั้ง  เพราะเวลาที่เธอและเพื่อนจะเข้าไปขายบริการทางเพศที่เกาหลี  จะไปในรูปแบบของการพาครอบครัวไปเที่ยวบ้าง  ไปในลักษณะกลุ่มเพื่อนสาวไปเที่ยวกันเองบ้าง แล้วขากลับก็ให้ครอบครัวหรือเพื่อนกลับกันเอง เธอก็อยู่เที่ยวต่อ  ซึ่งจริงๆแล้วคืออยู่เพื่อทำงานขายบริการทางเพศ เมื่อครอบครัวหรือเพื่อนๆ กลับไทยแล้ว จะมีคนมารับเธอไปอยู่สถานที่ทำงาน ซึ่งเธอเรียกมันว่า “บ้าน”   “บ้าน” มีลักษณะคล้ายโรงแรม หรือห้องพัก เป็นตึกห้องๆ  และคอยให้บริการแขกที่นั่น โดยไม่ได้ไปประจำอยู่ในอาบอบนวดเหมือนที่ไทย เพราะที่นั่นไม่มีสถานประกอบการลักษณะนี้ การรับงาน  วันหนึ่งจะรับงานเป็นรอบ รอบละครึ่งชั่วโมง หากเป็นการรับงานเฉลี่ยแบบปกติ จะเริ่มทำงาน 13.00 – 05.00 น ของอีกวัน โดยผู้หญิง 1 คน จะต้องรับงานให้ได้ไม่ต่ำกว่า 25 รอบ นั่นคือรับงานติดต่อกัน 13 ชั่วโมง  ได้เงินเฉลี่ยราคารอบละ 1,200 บาท   แต่หากเป็นผู้หญิงขายบริการทางเพศที่ใช้ยาเสพติด จะรับแขกได้ 60 รอบ และจะชวนให้แขกที่มาใช้บริการร่วมเสพด้วย ซึ่งเรื่องนี้น่าจะเป็นปัญหาใหญ่ที่ทำให้รัฐบาลเกาหลีลงดาบปราบปรามจริงจังกับเรื่องนี้ จนทำให้คนไทยที่ไปเที่ยวจริงๆเดือดร้อน ปัญหา ตม.เกาหลีกักตัวคนไทย สาเหตุจริงๆ  ไม่น่าจะโทษใครได้ เพราะประเทศไทยเอง  ก็มีธุรกิจอาบอบนวดที่เปิดให้บริการถูกกฎหมาย  แต่ในเบื้องหลังของการเปิดบริการนี้ กลับมีธุรกิจสีเทาแฝงอยู่หลายมุม หนึ่งในนั้นกลายมาเป็นการขายบริการทางเพศข้ามชาติ    หากไม่มีความต้องการ ( Demand) สินค้า (Supply) ก็ไม่มีความหมาย   มาดูตัวเลขคนไทยที่ไปท่องเที่ยวเกาหลีกันบ้าง  อยู่ที่ 300,000 คน  ในทางตรงกันข้าม  คนเกาหลีก็มาเที่ยวเมืองไทย มากกว่าถึง 4 เท่าของนักท่องเที่ยวไทยที่ไปเกาหลี  อยู่ที่ประมาณ  1,200,000 คน ส่วนจำนวนคนไทยที่ถูกกักตัวในเกาหลีใต้   ผู้บัญชาการตำรวจตรวจคนเข้าเมือง  เปิดเผยว่า  ในปี 2558  มีคนไทยถูกกักตัวเกือบ 3,000 คน    ปี 2559   สถิติเพิ่มมากขึ้นเป็น 3,600 คน     การเตรียมตัวเมื่อไปเกาหลีคือ 1.เตรียมเอกสารยืนยันตัวตนให้เรียบร้อย 2.ศึกษาแผนที่เราวางไว้ ว่าจะไปไหนบ้าง ไปทำอะไรบ้าง  ไปกี่วัน  พักที่ไหน  ควรจำให้ได้    ปัจจุบัน รัฐบาลเกาหลีอนุญาตให้คนไทยเดินทางเข้าเมืองได้   โดยไม่ต้องรับการตรวจลงตรา หรือวีซ่า และพำนักในประเทศได้ไม่เกิน 90 วัน     แต่พบปัญหาว่าคนไทยมักทำผิดกฎหมายเกาหลีใต้ เช่น อยู่เกินกำหนดเวลา และลักลอบทำงานในเกาหลีใต้ผิดกฎหมาย    ปี 2558  คนไทยเดินทางไปประเทศเกาหลีประมาณ 400,000 คน แต่กลับถูกปฏิเสธการเข้าเมืองและส่งกลับอยู่ที่  28,750 คน  โดยเจ้าหน้าที่  ตรวจคนเข้าเมืองเกาหลีไม่ให้เหตุผล  ปัจจุบัน  มีคนไทยที่พำนักในเกาหลีใต้ จนถึงเดือนมีนาคม 2560  พบว่ามีคนไทยอยู่ประมาณ 101,000 คน    ในจำนวนนี้   มีผู้อยู่เกินกำหนดวีซ่าถึง 57,490 คน   


No Picture

PayPal ยื่นฟ้อง Pandora ข้อหาทำโลโก้เหมือนกัน ทำให้ผู้ใช้สับสน

PayPal ยื่นฟ้อง Pandora ต่อศาลแมนฮัตตัน เนื่องจาก โลโก้ ที่ไปตั้งแต่เดือนตุลาคมปีที่แล้ว ที่เป็นตัว P สีฟ้านั้นดันไปคล้ายกับของ PayPal ที่เป็นตัว P ซ้อนกันสองตัว โดย PayPal อ้างว่า Pandora ใช้วิธีนี้เพื่อให้คนสับสนและเลือกใช้งานแอพผิดระหว่างสองบริการ ทนายของ PayPal กล่าวว่า Pandora นั้นต้องพบกับการแข่งขันทางธุรกิจกับ Spotify และ Apple Music อย่างหนัก และไม่มีหนทางชัดเจนในการทำกำไรได้ ทางบริษัทจึงทิ้งโลโก้ที่ใช้มาอย่างยาวนานเพื่อใช้ตัว P ในรูปแบบที่เหมือนกับ PayPal ซึ่งดังกว่า โดยเป็นหนึ่งในหนทางที่ต้องการจะสู้กับคู่แข่ง ซึ่ง PayPal ต้องการให้ศาลสั่ง Pandora หยุดการใช้โลโก้รูปแบบนี้ ที่มา – Gizmodo Topics:  PayPal Pandora Lawsuit


ฉลามเขียว : โจรอยู่ในสมุด

คดีเครือข่ายอุ้มบุญข้ามชาติยังคงรอการสืบสวนสอบสวนหาตัวการใหญ่ และเชื่อว่าไม่เกินกำลังตำรวจไทย เพราะพยานต่างๆ นั้นถูกระบุชื่อไว้ในสมุดของกลางแล้ว   ดูจากค่าจ้างที่ขบวนการอุ้มบุญของแก๊งอาชญากรชาวจีนแผ่นดินใหญ่  ที่จ่ายให้แก่หญิงไทยที่ฝังตัวอ่อนในมดลูกแล้วหัวละ 400,000 บาท  เมื่อเด็กคลอดออกมา  ก็มโนได้ว่า  เด็กเกิด 1 คนค่าใช้จ่ายจะต้องหัวละ 1,000,000 ล้านบาท… คนไม่รวยจ่ายไม่ได้  และมันจะต้องเป็นแก๊งที่ใหญ่มาก  เป็นอาชญากรรมของมนุษยชาติที่ร้ายแรงมาก   ฉลามเขียว  จึงนำเรื่องราวมาเขียนอีกในวันนี้ เพื่อให้คนไทยสนใจ  แม้ขณะนี้จะสนใจน้อยอยู่ แต่เชื่อว่าจะต้องเพิ่มความสนใจขึ้นเรื่อยๆ มีเด็กกี่คนแล้วที่เกิดในไทย เรารับรู้กันแต่เพียงเรื่องเล่าขานว่า ครอบครัวคนจีนบนแผ่นดินใหญ่ต้องการที่จะได้ลูกชายเท่านั้น มันเป็นวัฒนธรรม จึงทุ่มเทเงินทองมหาศาลเพื่อได้ลูกชาย  โดยถ้าจะให้เมียตัวเองท้องเองตามธรรมชาติมันก็เสี่ยงถ้าเกิดได้ลูกหญิงขึ้นมา จึงเป็นโอกาสทองให้โจรแก๊งอุ้มบุญเข้าไปเสนอ  เอาเชื้อของฝ่ายสามีเข้ามาทำในประเทศไทย  เพราะหมอไทยเก่งที่สุดในเรื่องอุ้มบุญ ประเทศไทยมีกฎหมายที่เข้มงวดในเรื่องอุ้มบุญ  มีข้อกำหนดมากมาย  คนที่ไม่ใช่พี่น้องกันทางเลือดจริงๆ รับอุ้มบุญให้คนอื่นไม่ได้  และหมอที่ฝ่าฝืนถ้าถูกจับได้ก็โทษหนักเอาการทีเดียว เงิน…เป็นตัวกำหนดทุกอย่าง  แก๊งโจรจากจีนรู้ว่าครอบครัวไทยโดยส่วนใหญ่อัตคัตแร้นแค้น  หญิงไทยที่มีลูกแล้วจะหาได้ไม่พอกิน  จึงส่งหน้าม้าที่เป็นคนไทยเข้าไปเกลี้ยกล่อมให้รับงาน  โดยเลือกญิงไทยร่างกายแข็งแรงอายุไม่เกิน 35 ปี  เคยมีลูก ยังอยู่กับผัว  ซึ่งผัวเมีหลายคู่หารือกันแล้วรับงานด้วยหตุผลเดียวกัน…อยากได้เงิน  โดยไม่รู้เลยว่าถ้าเด็กในท้องออกมาเป็นหญิงจะเป็นอย่างไร  จะต้องเลี้ยงเป็นลูกตัวเองอย่างแอบซ่อนต่อไปรึไม่  และรู้มั๊ยอาชญากรรมนี้ผิดกฎหมายไทย  และติดคุกในไทย ทำไม ฉลามเขียว จึงถือว่าเป็นอาชญากรรมของมวลหมู่มนุษยชาติ ก็เพราะคนพวกนี้ไม่เห็นชีวิตมนุษย์มีคุณค่า   เป็นแค่สินค้า  เช่นเดียวกับเพาะพันธุ์สัตว์เลี้ยงน่ารักออกขาย  ในขณะที่ประเทศไทยยังไม่รู้จะเผชิญปัญหาต่อเนื่องที่น่ากลัวแค่ไหนต่อไป  เพราะเด็กเหล่านี้ถูกส่งกลับให้มาคลอดบนแผ่นดินไทย  ถ้าคลอดแล้วไม่รับไปจีน จริงๆ แล้ว  ถึงขณะนี้  เด็กเกิดกี่คนแล้ว ถูกลอบนำออกไปจีนกี่คนแล้ว  กำลังเจริญเติบโตอยู่ในมดลูกหญิงไทยอีกกี่คน เพราะขบวนการนี้ไม่ใช่เพิ่งเริ่ม ทำกันมานานแล้ว เพียงแต่เพิ่งถูกจับครั้งแรกเมื่อวันที่ 21 เม.ย.2560 และจับหญิงไทย 6 คน เมื่อ 20 พ.ค.2560  โดยคนชื่อ “นายนิมิตร แสงอำไพ”   เป็นอาชญากรรมข้ามชาติ  น้อยที่สุดก็น่าจะโยง 4 ประเทศ  ต้นน้ำอยู่ที่จีนใหญ่  แล้วก็ไทย ไปฝังที่เวียงจันทน์ ประเทศลาว  และน่าโยงกับเขมรและเวียดนาม    ฉลามเขียว จึงต้องเขียนซ้ำๆ เพื่อให้เจ้าหน้าที่รัฐไทยโดดเข้ามาทำให้เป็นคดีและกวาดล้างแก๊งจีนให้ราบคาบ 9 โมงเช้าวันที่ 21 เม.ย.2560  “นายนิมิตร แสงอำไพ”  หัวหน้าด่านศุลกากร  พรมแดนสะพานมิตรภาพไทย – ลาว อ.เมืองหนองคาย แห่งที่ 1 ตรวจค้นชายไทยชื่อ “นายนิธินนทน์ ศรีธานิยานันท์” อายุ 25 ปีอยู่บ้านเลขที่ 114 ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร  นำถังไนโตรเจน 1 ถัง ภายในบรรจุหลอดใส่อสุจิ 6 หลอด ของบุคคล 2 คน จะข้ามไปประเทศลาว ได้ค่าจ้าง 5,000 บาท  จึงเชิญ น.พ.ชัชวาล ฤทธิ์ฐิติ รองนายแพทย์สาธารณสุข จ.หนองคาย มาร่วมตรวจสอบด้วย การสอบถามทำให้รู้ว่า  ขนน้ำเชื้อจากกรุงเทพฯไปลาว ไปเขมร  แล้วหลายสิบครั้ง  และเชื่อกันว่า “หมอไทย” เป็นคนผสมอสุจิเข้าไข่ของฝ่ายหญิง  และเป็นคนฝังตัวอ่อนในมดลูก การจับกุมครั้งแรกไม่เป็นข่าวดัง เช่นเดียวกับจับ 6 หญิงที่กลับมาจากลาวเมื่อ 20 พ.ค.2560 ก็ไม่เป็นข่าวดัง ทั้งที่เป็นอาชญากรรมของมนุษยชาติที่น่ากลัว  แต่มันก็ชื่นใจอยู่นิดนึงนะครับ   ตรงที่หัวหน้านิมิตรเล่าสู่นักข่าวฟังว่า ตำรวจกองปราบมาพบ  และขอหลักฐานต่างๆไปแล้ว ฉลามเขียว  ก็มโนว่า ตำรวจกองปราบปรามประเทศไทยจะปราบแก็งอุ้มบุญชาวจีน ที่มีฐานใหญ่อยู่ในกรุงเทพฯ และมันจะต้องใหญ่มาก มันจะต้องประกอบด้วย   มหาเศรษฐีชาวจีนที่อยากได้ลูกชาย  เดินทางเข้ามากรุงเทพฯ ไปคลีนิกที่ร่วมมือ  รีดอสุจิ  ก็ต้องทำที่คลินิกจึงจะแช่แข็งในถังไฮโดรเจนได้อย่างทันที แล้วหมอไทยก็บินไปปฏิบัติการในคลินิกที่เวียงจันทร์  เพราะลาวยังไม่มีกฎหมายห้ามอุ้มบุญ หลักฐานเรี่ยราดมาก เพราะมีคนเกี่ยวพันหลายคน โจรอยู่ในสมุด…ตามพาดหัวตั้งชื่อเรื่องในวันนี้หมายความถึง สมุดอย่างที่นักเรียนใช้ในโรงเรียน ที่หญิงไทยคนหนึ่งในขบวนการนำติดตัวกลับมาจากเวียงจันทน์ด้วย  มาถูกหัวหน้านิมิตรจับที่ด่านสะพาน  มีเขียนบันทึกไว้ หญิงชื่ออะไรฝังตัวอ่อนแล้วผลเป็นอย่างไร  ซึ่งมีทั้งติด ไม่ติด และหลุด ดูตัวหนังสือที่ หัวหน้านิมิตร ชูให้นักข่าวชมเมื่อ 21 พ.ค.2560  ไม่ใช่ลายมือของคนเรียนหนังสือมาน้อย  เป็นลายมือของคนที่เรียนหนังสือมาเยอะ  แต่ไม่เดาหรอกว่า หมอไทยเป็นคนเขียนบันทึกง่ายๆ นี้ด้วยตัวเองหรือไม่ ทุกอาชญากรรมทิ้งร่องรอยไว้เสมอ…วิชานี้สอนตำรวจทุกคนให้รู้ว่า  โจรทุกคนมันไม่ได้เก่งกาจอะไรนักหนาหรอก  มันประกอบอาชญากรรมแล้วก็ทิ้งร่องรอยไว้ทั้งนั้นแหละ  สำคัญอยู่ที่ว่า  ตำรวจจะมีไหวพริบหาเจอรึไม่  ซึ่งในกรณีอุ้มบุญแก๊งจีน  โจรมันอยู่ในสมุด  ดังนั้นถ้าตำรวจเอาสมุดเล่มนี้มาแล้วตามหาหญิงทุกคนที่มีชื่อให้พบ  เอามาสอบมาเค้น แป๊บเดียวก็รู้ เพราะยังไงมันก็ต้องมีคนหนึ่งที่เคยเจอตัวจริงผู้ชายชาวจีนชื่อ Mr.Ran Zhao  ที่เป็นผู้ว่าจ้าง และจ่ายเงินค่าจ้าง ถ้าตำรวจกรุงเทพฯ ได้ตัว Mr.Ran Zhao  ทุกอย่างก็จะเร็วขึ้น ตัวผมมโนไปไกลแล้ว ผมอยากอ่านข่าว หมอคนไทยถูกจับ คลินิกใหญ่ในกรุงเทพฯ ถูกทลาย ฉลามเขียว 22 พฤษภาคม 2560   อ่านข่าวเพิ่มเติม นายด่านหนองคายยัน “วีไอพีคลินิก” ในลาวรับทำอุ้มบุญ เร่งประสานฝั่งเพื่อนบ้านร่วมเฝ้าระวัง จับหนุ่มหอบ”อสุจิ”ฝั่งไทย ข้ามไปอุ้มบุญฝั่งลาว  


การจัดระเบียบธุรกิจทางเพศในอัมสเตอร์ดัม ตัวอย่างที่ดีแก่พัทยา

รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ ดำเนินโครงการจัดระเบียบ”ย่านโคมแดง” (Red light district) กำจัดอาชญากรในธุรกิจทางเพศและแก้ไขภาพลักษณ์ของเมืองอัมสเตอร์ดัม ส่วนภาคเอกชนคิดค้นโมเดลส่งเสริมทางเพศใหม่ ปฏิวัติวงการโสเภณีทั่วโลก โมเดลเหล่านี้ จะสามารถเป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่เมืองพัทยา ที่ได้รับฉายาว่าเป็น”เมืองหลวงแห่งเซ็กส์”ของไทยได้อย่างไร? ย่านโคมแดง หรือ Red Light District ในอัมสเตอร์ดัม ต่างจากสถานซื้อขายบริการทางเพศบนที่อื่นๆในโลกพอสมควร เพราะหลังจากที่รัฐบาลทำให้การซื้อขายบริการทางเพศในสถานที่บริการ(ซ่อง)ในเนเธอร์แลนด์เป็นเรื่องถูกกฎหมายนับตั้งแต่ปี2000 เป็นต้นมา เจ้าของสถานที่ค้าบริการทุกแห่งจะต้องมีใบอนุญาตและต้องจ่ายภาษีเช่นเดียวกับอาชีพอื่นๆ นอกจากนี้ ในอัมสเตอร์ดัม มีองค์กรที่ก่อตั้งโดยอดีตโสเภณีเพื่อให้ความรู้นักท่องเที่ยวเกี่ยวกับผู้ค้าบริการทางเพศ​และช่วยเหลือดูแลผู้ค้าบริการเช่น การรับบริการด้านสาธารณสุข  การยกสถานค้าบริการใต้ดินขึ้นมาอยู่บนดินของทางการมีขึ้น เนื่องจากรัฐบาลต้องการกำจัดเครือข่ายค้ามนุษย์ที่มักอยูเบื้องหลังอุตสาหกรรมนี้ ทั้งการบังคับโสเภณีจ่ายค่าเช่ากระจกหน้าร้านที่ใช้เรียกลูกค้า เพราะมีโสเภณีไม่น้อยที่ถูกเจ้าของซ่องบังคับทำงานเพื่อจ่ายค่าเช่าถึงแม้ว่าพวกเธอจะป่วย หรือแม้แต่การบังคับทำงานในวันหยุด นโยบายการจัดระเบียบพื้นที่โคมแดง(Project 1012) ที่ตั้งตามรหัสไปรษณีย์ของเขตพื้นที่แห่งนี้ เริ่มตั้งแต่ปี 2007เป็นต้นมา เพื่อลดอัตราอาชญากรรม เครือข่ายค้ามนุษย์ ให้เข้ามาในพื้นที่แห่งนี้น้อยลง โดยการไล่ปิดซ่องโสเภณีและแทนที่ด้วยโครงการที่ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ คาเฟ่ ร้านค้าขายสินค้าต่างๆ โดยการบังคับให้เจ้าของเหล่านี้โอนสัญญาเช่ากลับมาเป็นของรัฐ(ตามข้อมูลของหนังสือพิมพ์เดอะการ์เดียนของอังกฤษระบุว่า ทีดินทุกผืนในอัมสเตอร์ดัมเป็นของรัฐที่ปล่อยเช่าให้ประชนทำธุรกิจ) และส่งเสริมให้ธุรกิจใหม่ๆ หรือสตาร์ทอัพหน้าใหม่ เข้ามาทำธุรกิจมากขึ้น ด้วยการให้เงินสนับสนุน และปรับค่าเช่าพื้นที่ให้ถูกลง สื่อทั่วโลกให้ความสนใจโมเดลดังกล่าว เพราะทำให้เริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงมากขึ้นในย่านโคมแดง แต่รัฐบาลเองก็ยังประสบปัญหาเยียวยาโสเภณีที่ถูกกำจัดพื้นที่ทำกิน ซ่องโสเภณี เพื่อโสเภณี อีกหนึ่งโครงการที่น่าสนใจมาก คือโครงการซ่องที่ดำเนินการโดยเครือข่ายโสเภณี โดยเมื่อช่วงกลางเดือนที่ผ่านมา นายกเทศมนตรีกรุงอัมสเตอร์ดัม เดินทางไปเปิดซ่องแห่งใหม่ใจกลางเรด ไลท์ ดิสทริค ที่กินพื้นที่กว่า 14 หน้าต่างในย่านโคมแดง โดยซ่องโสเภณีแห่งนี้ มีโมเดลธุรกิจที่สานฝันโสเภณีให้เป็นจริง คือการลดการพึ่งพามาเฟีย และถือเป็นโมเดลที่ปฏิวัติวงการโสเภณีทั่วโลก  โครงการนี้เป็นของมูลนิธิ My Red Light โครงการที่ก่อตั้งโดยโสเภณีในอัมสเตอร์ดัมเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองให้กับโสเภณีและลดการพึ่งพามือที่สาม ที่มักจะเป็นเจ้าของซ่องโสเภณีและเอาเปรียบผู้ค้าบริการบ่อยครั้ง โดยโครงการนี้จะเปิดให้โสเภณี สามารถเลือกเช่าพื้นที่หน้าต่างเพื่อใช้ทำมาหากินได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องผ่านนายจ้าง และพวกเธอยังทำงานในช่วงเวลาที่ต้องการ ปราศจากการบังคับจากเจ้าของสถานที่ค้าบริการ พื้นที่ทั้งหมดบริหารจัดการโดยมูลนิธิ ที่มีการสร้าง ตกแต่ง และบรรยากาศที่ดีกว่าซ่องอื่นๆ นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่สำหรับโสเภณีที่ทำให้พวกเธอสามารถสนทนาและมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันได้ยามว่าง โดยปราศจากการรบกวนของลูกค้า และยังมีการจัดเวิร์คช็อปต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการปรับปรุงคุณภาพการบริการและคุณภาพชีวิต เช่นเทคนิคการทำให้ลูกค้าพอใจ การมีเซ็กส์อย่างปลอดภัย อีกด้วย  พัทยา VSอัมสเตอร์ดัม หันกลับมามอง”ย่านโคมแดง”ในไทยอย่างพัทยา ที่กลับมาเป็นที่พูดถึงอย่างหนาหูอีกครั้ง เมื่อไม่นานนี้ หนังสือพิมพ์เดลีย์ มิเรอร์ ของอังกฤษพาดหัวว่าเป็นเมืองคนบาปและเมืองหลวงแห่งเซ็กส์ ที่มีโสเภณีทำงานมากถึง 27,000 คน เรื่องนี้ทำให้รัฐบาลไทยกังวลอย่างมาก พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีของไทยถึงกับออกมาบอกว่าต้องการลบภาพลักษณ์ที่เสื่อมเสียเหล่านี้ออกไปให้หมด โครงการจัดระเบียบต่างๆ เพื่อลบล้างภาพลักษณ์”เมืองหลวงแห่งเซ็กส์”ของพัทยา ดูเหมือนว่าจะถูกเร่งรัดในช่วงนี้เป็นพิเศษเพราะชลบุรีเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(EEC) เมกะโปรเจ็กต์ที่รัฐบาลไทยพยายามสร้างให้สอดรับการลงทุนเส้นทางสายไหมใหม่ของจีน โดยการส่งเสริมให้นักลงทุนต่างชาติใช้เป็นฐานการผลิตเพื่อกระจายสินค้าไปประเทศอื่นๆ พัทยาจะถูกชูขึ้นมาในฐานะแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่มีความทันสมัย อย่างไรก็ตาม การปราบปรามธุรกิจสีเทาของพัทยาทำได้ไม่ง่ายนัก เพราะยังขาดความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมจากหลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งในพัทยายังมีแก๊งมาเฟียต่างชาติที่อยู่เบื้องหลังธุรกิจค้าบริการ นอกจากนี้ การนำโสเภณีขึ้นมาอยู่บนดิน ดูเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ยากของสังคมไทย ที่มีจารีตประเพณีตีกรอบไว้อย่างแน่นหนา แต่หากทำได้จริง การกำจัดเครือข่ายค้ามนุษย์และอาชญากรที่เกี่ยวข้องคงทำได้ง่ายกว่านี้มากทีเดียว  ปรับทัศนคติ อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับถึงการจัดการที่ยังไม่เห็นผลเป็นรูปธรรม คือทัศนคติของสังคมและรัฐบาลไทย ที่อาจมองว่าโสเภณีเป็นเรื่องผิดบาปที่สร้างความเสื่อมเสียและควรจำกัดเพื่อภาพลักษณ์ที่ขาวสะอาดขึ้น แต่ในเมืองพัทยา ที่เติบโตและรุ่งเรืองมาได้เพราะมี”การท่องเที่ยวทางเพศ”เป็นปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญ การกำจัดภาพลักษณ์เหล่านี้จะทำได้ด้วยวิธีการใด ?และจุดยืนอื่นๆที่รัฐบาลพยายามสร้างให้แก่เมืองพัทยา(เช่น เมืองแห่งกีฬา เมืองแห่งการประชุม เมืองแห่งอุตสาหกรรมการให้บริการทางการแพทย์) จะสามารถทดแทนรายได้ที่หดหายไปของชาวเมืองพัทยาได้จริงหรือไม่? มากน้อยและยั่งยืนแค่ไหน?  อีกหนึ่งคำถามที่ต้องการคำตอบคือการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ให้บริการทางเพศ ที่แม้แต่ในเมืองที่มีโมเดลการจัดการธุรกิจทางเพศเป็นรูปธรรมอย่างอัมสเตอร์ดัม ก็ยังต้องปวดหัวกับการแก้ไขปัญหานี้ โสเภณีจำนวนมากที่ทำธุรกิจทางเพศมาทั้งชีวิต ไม่ได้รับการสนับสนุนให้พวกเธอ”มีชีวิตใหม่”อย่างแท้จริง ทำให้พวกเธอต้องก่อหวอดประท้วง ถามรัฐบาลว่า หากยึดพื้นที่ทำกินของพวกเธอ แล้วเธอจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร?


เปิดหน้าประวัติศาสตร์ธรรมยาตรา 5 แผ่นดิน ตามรอยพระอริยสงฆ์แห่งลุ่มน้ำโขง

เปิดหน้าประวัติศาสตร์แล้ววันอาทิตย์ที่ 21 พษภาคม 2560 สำหรับโครงการธรรมยาตรา 5 แผ่นดิน ตามรอยพระอริยสงฆ์แห่งลุ่มน้ำโขง จัดโดยสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 , มูลนิธิวีระภุชงค์ และองค์กรภาคี 5 ประเทศ จุดเริ่มต้นของโครงการธรรมยาตรา 5 แผ่นดิน เกิดจากปณิธานของพระอาจารย์ใหญ่ ดร.มหาผ่อง สะมาเลิก ขณะดำรงตำแหน่งประธานศูนย์กลางพุทธศาสนสัมพันธ์ลาว ที่ปรารภระหว่างการจัดงาน”พุทธพลิกสุวรรณภูมิ สามัคคีธรรม แผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง” เมื่อวันที่ 9-13 กันยายน 2558 ที่ราชอาณาจักรกัมพูชา ในขณะนั้นพระอาจารย์ใหญ่ ดร.มหาผ่องมีอาการอาพาธ แต่ท่านยังเดินทางไปร่วมงาน ถือเป็นศาสนกิจสุดท้ายก่อนที่ท่านจะละสังขารเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2558 ดร.สุภชัย วีระภุชงค์ เลขาธิการสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 เล่าถึงจุดเริ่มต้นโครงการว่า “หลวงปู่มหาผ่องปรารภถึงโครงการธรรมยาตราว่า มีหลายประเทศ หลายหน่วยงานต้องการทำ แต่ไม่มีใครทำสำเร็จ ท่านพูดทำนองว่า ตัวท่านเป็นพระมาจนอายุ 100 ปี เพิ่งจะเห็นอุบาสก-อุบาสิกา มีความคิดเชิงรุกในการนำพุทธศาสนามาเชื่อมโยงแผ่นดินสุวรรณภูมิ” ปณิธานที่แน่วแน่ของพระอาจารย์ใหญ่มหาผ่อง ทำให้ ดร.สุภชัยและคณะรับปากที่จะสานต่อโครงการธรรมยาตรา เชื่อมต่อดินแดนสุวรรณภูมิด้วย”พุทธศาสนา” ความหมายของธรรมยาตรา “ในครั้งก่อนพระพุทธศาสนาจะเข้ามายังประเทศไหน พระเจ้าอโศกมหาราชทรงทำการสังคายนา โดยใช้ขบวนธรรมยาตรา เสด็จไปตามแว่นแคว้นที่มีความเห็นต่างกัน โดยไปในที่ที่มีความเป็นอยู่ต่างกัน” พระธรรมโพธิวงศ์ หัวหน้าพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล ชี้แจงถึงความสำคัญของโครงการธรรมยาตรา หัวหน้าพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาลเล่าย้อนประวัติศาสตร์ว่า “พระเจ้าอโศกมหาราชใช้การธรรมยาตราเสด็จไปตามแคว้นต่างๆ บางเมืองเป็นคู่อริกัน ท่านอาศัยธรรมยาตราทำให้ลืมความขัดแย้งกลายเป็นความสมัครสมานสามัคคี โลกเราทุกวันนี้ถ้าจะดับทุกข์ให้ได้ทั้งหมด อะไรจะเกินกว่าความสามัคคีไม่มีอีกแล้ว” ธรรมยาตรา 5 แผ่นดิน “พุทธศาสนา”เชื่อมความสัมพันธ์ ก่อนที่โครงการธรรมยาตรา 5 แผ่นดินจะเกิดขึ้นเป็นรูปธรรม ต้องใช้เวลาประสานงานนานกว่า 1 ปีครึ่ง มีการติดต่อประสานงานกับผู้นำ 5 ประเทศ คือ กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม และไทย (CLMVT) โดยชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นร่วมกันในประเทศลุ่มน้ำโขง คือ ความเป็นมิตร ความเป็นญาติ เมื่อความไว้เนื้อเชื่อใจเกิดขึ้นแล้วจะทำการสิ่งใดก็ล้วนประสบความสำเร็จ สอดคล้องกับความเห็นของเลขาธิการสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 ที่มีประสบการณ์ในการทำงานติดต่อธุรกิจค้าขายในกลุ่มประเทศ CLMVT กว่า 26 ปี บอกเล่าว่า การติดต่อธุรกิจจำเป็นต้องมีความไว้เนื้อเชื่อใจกัน แต่ถ้ากลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขงยังมีความหวาดระแวงว่า พ่อค้ามาจะเป็นคู่แข่ง รัฐบาลแข่งขันด้านการส่งออก ยังเอาชนะกันด้วยตัวเลขดุลการค้า นโยบาย 3 เสาหลัก AEC คงจะเกิดขึ้นเป็นรูปธรรมได้ยาก เปิดนาทีประวัติศาสตร์ธรรมยาตรา 5 แผ่นดิน นาทีประวัติศาสตร์ของโครงการธรรมยาตรา 5 แผ่นดิน เริ่มขึ้นเมื่อนายชัช ชลวร ประธานชมรมโพธิคยาวิชชาลัย 980 และนายอภัย จันทนะจุลกะ รองประธานชมรมโพธิคยาฯ มอบธงสัญลักษณ์โครงการธรรมยาตรา 5 แผ่นดิน  ดร.สุภชัย เลขาธิการสถาบันโพธิคยามอบ”ธรรมจักร” สัญลักษณ์ของงานธรรมยาตรา 5 แผ่นดิน พิธีการสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ของวงการศาสนาจัดขึ้นที่วัดโพธิ์สระปทุม บ้านกุศกร อ.ตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี เพราะที่บ้านกุศกรคือ บ้านเกิดของหลวงปู่มหาผ่อง พระอริยสงฆ์สองแผ่นดินที่เป็นที่นับถือของทั้วชาวไทยและ สปป.ลาว โดยเลขาธิการสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 ย้ำกับพระสงฆ์และพุทธศาสนิกชนที่มาร่วมงานธรรมยาตรา 5 แผ่นดินว่า ได้สานต่อเจตนารมย์ของหลวงปู่มหาผ่องจนสำเร็จลุล่วงแล้ว  และขอให้ช่วยกันสืบสานงานพระพุทธศาสนาต่อไปเพื่ออนาคตของลูกหลานในวันข้างหน้า พระธรรมโพธิวงศ์ ผู้อำนวยการหลักสูตรสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 กล่าวสัมโมทนียกถาว่า “องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมอบ”พระธรรมคำสั่งสอน”เป็นสมบัติของโลก ขณะที่โลกกำลังว้าวุ่น จำเป็นต้องมองหา”จุดสมานฉันท์”ให้เกิดความไว้วางใจซึ่งกันและกัน” “วันนี้โครงการธรรมยาตรา 5 แผ่นดิน มี”พุทธศาสนา” เป็นจุดกำเนิดของลมหายใจในทุกประเทศ ในอดีตโบราณกาล มีการไปมาหาสู่โดยไม่ต้องใช้”หนังสือเดินทาง” เพียงแต่ถือ “ดอกไม้” “ธูป 3 ดอก” ก็บอกถึงความเป็นมิตร  ภาพนี้ทำให้เกิดโครงการธรรมยาตรา 5 แผ่นดิน โดยมีจุดเริ่มต้นที่บ้านกุศกร บ้านเกิดของพระอาจารย์ใหญ่ดร.มหาผ่อง สะมาเลิก พระอริยสงฆ์ 2 แผ่นดิน จากนั้นมีพิธีการถวายกลดและย่ามแด่คณะสงฆ์ที่จะปักกลดค้างแรมที่วัดโพธิ์สระปทุม บ้านกุศกร พิธีการสำคัญอีกช่วงหนึ่งคือ การปลูกต้นพระศรีมหาโพธิ์ และปักธงเป็นนิมิตหมายแห่งพระอริยธาตุเจดีย์ศรีสุวรรณภูมิ โดยหน่อของต้นพระศรีมหาโพธิ์ นำมาจากพุทธคยา ประเทศอินเดีย สถานที่ตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในช่วงเช้าวันจันทร์ที่ 22 พฤษภาคมจะมีพิธีบิณฑบาตร ณ.วัดโพธิ์สระปทุม จากนั้นมีการตั้งขบวนธรรมยาตรา 5 แผ่นดิน ตามรอยพระอริยสงฆ์ลุ่มน้ำโขง โดยเริ่มจากบริเวณพระอุโบสถ ผ่านพื้นที่อริยธาตุเจดีย์ศรีสุวรรณภูมิ ในช่วงเวลา 11 นาฬิกา มีพิธีส่งพระธรรมยาตรา 5 แผ่นดิน เพื่อเดินทางข้ามด่านช่องเม็ก สู่ด่านวังเต่า ไปยัง สปป.ลาว โดยจะจัดพิธีมอบเสาธรรมจักร ธงฉัพพรรณรังสี ธงธรรมยาตรา และหน่อต้นพระศรีมหาโพธิ์ ที่วัดศรีสว่างวงศ์ และวัดพูส่าหล้า