EVENTS

No Picture

Fitbit กับคดีฆาตกรรมปริศนา – เมื่อผู้ตายใส่ Fitbit และมันถูกใช้เป็นหลักฐานในคดี

ช่วงปลายปี 2015 เกิดเหตุฆาตกรรมผู้หญิงชาวสหรัฐอเมริกาชื่อ Connie Dabate เธอถูกยิงเสียชีวิตในบ้านของตัวเอง ด้วยปืน .357 ที่สามีของเธอเป็นเจ้าของ เมื่อเจ้าหน้าที่ไปถึงสถานที่เกิดเหตุ พบสามี Richard Dabate ถูกมัดขาและแขนติดอยู่กับเก้าอี้ เขาให้การว่าขับรถไปทำงานแต่นึกขึ้นได้ว่าลืมโน้ตบุ๊กเลยกลับมาเอา แต่พบชายสวมหน้ากากกำลังรื้อค้นบ้านและเข้ามาทำร้าย จากนั้นภรรยากลับบ้านมาพอดี ชายผู้บุกรุกแย่งปืนจากภรรยาและยิงเธอเข้าก่อนหลบหนีไป เขาจึงโทรแจ้งตำรวจ เจ้าหน้าที่ไม่พบร่องรอยการบุกรุกของบุคคลอื่น รอยเลือดในบ้านก็ไม่ตรงกับคำให้การของ Richard หลักฐานอย่างหนึ่งที่พบในคดีนี้คือผู้ตาย Connie สวม Fitbit ขณะถูกฆ่า และข้อมูลใน Fitbit ขัดแย้งกับคำให้การของ Richard Richard ระบุว่า Connie ถูกยิงเวลาประมาณ 9 นาฬิกา แต่ข้อมูลใน Fitbit บ่งชี้ว่าเธอเดิน 1,217 ก้าวระหว่างเวลา 9.18-10.10 หรือประมาณ 1 ชั่วโมงหลังเวลาเสียชีวิตตามคำให้การของ Richard หลังเหตุฆาตกรรม 5 วัน Richard พยายามยื่นขอเงินประกันชีวิต 475,000 ดอลลาร์ของภรรยาแต่ถูกบริษัทประกันปฏิเสธ อย่างไรก็ตาม เขาถอนเงินสดจากบัญชีของภรรยาออกมาใช้งาน เจ้าหน้าที่ยังพบว่า Richard มีแฟนสาวอื่นที่กำลังตั้งครรภ์ และบอกเธอว่าเขากำลังจะหย่าจาก Connie ในขณะที่โทรศัพท์ของ Connie ก็มีบันทึกของเธอเองที่เขียนว่าต้องการหย่าจาก Richard เช่นกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจยื่นฟ้อง Richard ต่อศาลในข้อหาฆาตกรรม ตอนนี้คดียังอยู่ระหว่างกระบวนการของศาล โดย Richard ปฏิเสธข้อกล่าวหานี้ Jonathan Rajewski ผู้เชี่ยวชาญด้านการพิสูจน์หลักฐานดิจิทัล ให้สัมภาษณ์กับ NBC ว่า 99% ของคดีอาชญากรรมในปัจจุบัน มีองค์ประกอบด้านดิจิทัลมาเกี่ยวข้อง เซ็นเซอร์เหล่านี้อยู่ทุกหนทุกแห่ง ไม่ว่าจะเป็นในบ้านหรืออยู่ที่ร่างกาย ก่อนหน้านี้เคยมี คดีฆาตกรรมที่มีลำโพง Amazon Echo อยู่ในเหตุการณ์ และอาจบันทึกเสียงตอนเกิดเหตุเอาไว้ ที่มา – Naked Security , NBC Topics:  Fitbit Wearable Computing Crime Digital Forensics

Read More

No Picture

Pure Storage เปิดตัว FlashArray//X แฟลชอาร์เรย์สำหรับองค์กร พร้อมรองรับ NVMe

Pure Storage เปิดตัว FlashArray//X แฟลชอาร์เรย์ระดับองค์กรที่ใช้งาน NVMe ทั้งหมด โดยใช้ซอฟต์แวร์จัดการคือ Purity DirectFlash และโมดูล NVMe DirectFlash ซึ่งเป็นเทคโนโลยีจาก Pure Storage เพื่อทำให้ประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น Matt Kixmoeller รองประธานฝ่ายผลิตภัณฑ์ของ Pure Storage ให้ความเห็นว่า ปัญหาใหญ่ของฮาร์ดดิสก์แบบเดิมที่ทำให้มันตายไป คือในขณะที่ขนาดเพิ่มขึ้น ประสิทธิภาพกลับลดลง ซึ่งสิ่งที่เป็นจุดอ่อนของฮาร์ดดิสก์แบบเดิมนี้กำลังจะเกิดขึ้นกับแฟลชอีกครั้ง และ Pure Storage ต้องการจะแก้ปัญหาดังกล่าว นอกจากนี้ Kixmoeller ยังเห็นว่า NVMe นั้นคือโอกาส เหมือนกับที่เขามองกับแฟลชในปี 2009 ซึ่งปัจจุบันเทคโนโลยี NVMe ยังไม่แพร่หลายมากเนื่องมาจากราคาของอุปกรณ์ที่รองรับเทคโนโลยีนี้ค่อนข้างสูง และ Pure Storage จะทำให้เทคโนโลยีนี้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น Pure Storage นั้นจะมาช่วยในการแก้ปัญหาดังกล่าว โดยจะเปลี่ยนวิธีการจากให้ชิพแต่ละตัวควบคุมไดรฟ์แยกกัน มาเป็นหน่วยควบคุมกลางของอาร์เรย์ ทำให้สามารถจัดการได้อย่างชาญฉลาดและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เทคโนโลยีเพื่อช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพของ NVMe จาก Pure Storage นั้นมีสามอย่าง คือ DirectFlash Software ซอฟต์แวร์โมดูลภายใน Purity Operating Environment ซึ่ง DirectFlash นั้นได้รวมระบบจัดการแฟลชคือ garbage collection, allocation, I/O optimization, error correction ซึ่งจะรันใน SSD แต่ละตัว เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพที่สูงที่สุด DirectFlash Modules เชื่อมต่อคอนโทรลเลอร์แฟลชอาร์เรย์ด้วย NVMe และทำงานร่วมกับ DirectFlash Software เพื่อเปิดใช้งานการเชื่อมต่อตรงแบบ software-to-raw flash โดยโมดูลนี้จะทำให้แฟลชอาร์เรย์เข้าถึงแฟลชทั้งหมดได้ และจะมีให้ใช้งานทั้งความจุ 2.2, 9.1 และ 18.3 เทระไบต์ //X70 Controllers ทำให้สามารถใช้งานการติดต่อสื่อสารด้วยโปรโตคอล NVMe ภายใน FlashArray ได้ โดยรองรับการใช้งานกับแฟลชอาร์เรย์ทั้ง SAS และ NVMe ได้ด้วย ที่มา – TechCrunch , Pure Storage Topics:  Pure Storage


No Picture

โปร่งใสขึ้น ไมโครซอฟท์ระบุ Creators Update เก็บข้อมูลผู้ใช้น้อยลง-เปิดเผยว่าเก็บอะไร

นับตั้งแต่ Windows 10 รุ่นแรกเป็นต้นมา ไมโครซอฟท์ “บังคับ” เก็บข้อมูลของผู้ใช้งานเพื่อนำไปใช้ปรับปรุงคุณภาพของซอฟต์แวร์ (หรือที่เรียกว่า diagnostic/telemetry data) ซึ่งตัวเลือกนี้ปิดไม่ได้ (เลือกได้แค่ว่าจะให้เก็บแบบ Basic หรือ Full) แถมไมโครซอฟท์ก็ไม่เคยประกาศชัดเจนว่าเก็บข้อมูลใดไปบ้าง ส่งผลให้ไมโครซอฟท์ถูกวิจารณ์จากกลุ่มเคลื่อนไหวด้านความเป็นส่วนตัวมาโดยตลอด เมื่อมาถึงรุ่นของ Creators Update ไมโครซอฟท์ยอมปรับกระบวนการนี้ให้โปร่งใสมากขึ้นว่าเก็บอะไรไปบ้าง โดยมี เอกสารอธิบายละเอียด ถึงระดับตัวแปร ว่ามีตัวแปรใดบ้างที่ถูกส่งค่ากลับไปยังไมโครซอฟท์ ไมโครซอฟท์ยังบอกว่า Creators Update เก็บข้อมูลระดับ Basic น้อยกว่า Anniversary Update ไปประมาณครึ่งหนึ่ง และในการติดตั้ง Creators Update ครั้งแรก ผู้ใช้จะพบหน้าจอ Privacy ให้เลือกได้ว่าอยากให้ไมโครซอฟท์เก็บข้อมูลใดบ้าง หน้าจอ Privacy แบบอนุญาตให้เก็บทุกอย่าง หน้าจอ Privacy แบบให้เก็บน้อยที่สุด (สังเกตว่า Diagnostics ไม่ได้เป็น Off แต่เป็น Basic) ที่มา – Microsoft Topics:  Windows 10 Microsoft Privacy


ย้อนปูม UN จี้ไทยแก้กม. 112

นับแต่สหประชาชาติแสดงท่าทีต่อกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเมื่อห้าปีก่อน จนถึงวันนี้ ยูเอ็นออกแถลงการณ์แล้วเกือบสิบครั้ง เรียกร้องไทยเคารพหลักสิทธิมนุษยชนตามมาตรฐานสากล   กฎหมายว่าด้วยความผิดฐานหมิ่นประมาทสถาบันกษัตริย์ของไทย ถูกวิจารณ์จากประชาคมระหว่างประเทศมาโดยตลอด สุ้มเสียงที่ดังต่อเนื่องนั้นมาจากกลไกด้านสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ   คนที่ติดตามข่าวการพิพากษาคดีขององค์กรตุลาการไทย ย่อมคุ้นเคยดีว่า ทุกครั้งที่ศาลมีคำตัดสินลงโทษจำคุก ยูเอ็นเป็นหนึ่งในองค์กรระหว่างประเทศ นอกเหนือจากเอ็นจีโอและบรรดามหาอำนาจ เช่น สหรัฐฯ สหภาพยุโรป ที่ออกมาแสดงปฏิกิริยาในเชิงความวิตกกังวล   ประชาคมนานาชาติต่างวิจารณ์ทั้งตัวบทกฎหมาย และการบังคับใช้กฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุครัฐบาลคณะรัฐประหาร   ‘กักขังตามอำเภอใจ’   ท่าทีครั้งแรกๆจากยูเอ็นนั้นปรากฏเมื่อปี 2555 เริ่มจากกรณีการฝากขังโดยศาลปฏิเสธให้ประกันตัวระหว่างการไต่สวน นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข บรรณาธิการนิตยสาร Voice of Taksin ในความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ   กลไกสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ ที่มีชื่อว่า คณะทำงานว่าด้วยการกักขังโดยพลการ ลงความเห็นสรุปเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2555 ว่า การควบคุมตัวนายสมยศระหว่างการพิจารณาคดี เข้าข่ายการปฏิบัติตามอำเภอใจ ละเมิดปฏิญญาสากลสิทธิมนุษยชน และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางการเมืองและสิทธิพลเมือง   คณะทำงานเรียกร้องรัฐบาลไทย เยียวยานายสมยศตามมาตรฐานและหลักการในกติการะหว่างประเทศดังกล่าวโดยการจ่ายค่าชดเชย และคืนอิสรภาพให้แก่เขา ( Working Group on Arbitrary Detention, 30 August 2012 )   ‘เครื่องมือทางการเมือง’   ทันทีที่ศาลชั้นต้นสั่งจำคุกนายสมยศเป็นเวลา 10 ปีในวันที่ 23 มกราคม 2556 วันเดียวกัน ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ เนวี พิลเลย์ กล่าววิจารณ์ว่า เป็นการลงโทษที่รุนแรง นับเป็นสัญญาณอันตรายต่อเสรีภาพในการแสดงออกในประเทศไทย   “คำพิพากษาของศาลเป็นสิ่งบ่งชี้ครั้งล่าสุดถึงแนวโน้มอันน่าอึดอัด ที่ข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพถูกใช้เพื่อเป้าหมายทางการเมือง” ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนกล่าว “ประชาชนที่ใช้เสรีภาพในการแสดงออกไม่ควรถูกลงโทษตั้งแต่แรกแล้ว” ( UN News, 23 January 2013 )   ‘เจ้าสาวหมาป่า’   หลังจากศาลไทยตัดสินจำคุกนักแสดง 2 คนที่เล่นละครล้อเลียนการเมือง เรื่อง “เจ้าสาวหมาป่า” เมื่อเดือนตุลาคม 2556 ในโอกาสรำลึกครบรอบ 40 ปีเหตุการณ์ 14 ตุลาคม สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนออกมาแสดงความวิตกอีกครั้งต่อเสรีภาพของคนไทยภายใต้รัฐบาลทหาร   “เราวิตกกังวลอย่างยิ่งต่อการดำเนินคดีและลงโทษอย่างรุนแรงภายใต้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของไทย” ราวินา ชัมดาซานี โฆษกสำนักงานฯ บอก “มาตรการเหล่านี้เป็นการจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกในประเทศไทย” ( South China Morning Post, 20 August 2014 )   ‘ผิดหวังศาลไทย’   เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นในวันที่ 19 กันยายน 2557 สั่งจำคุกนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข เป็นเวลา 10 ปี เพียงไม่กี่วันต่อมา สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนออกแถลงการณ์ฉบับหนึ่ง แสดงความผิดหวังต่อศาลยุติธรรมของไทย   “เราผิดหวังเป็นอย่างยิ่งที่ศาลอุทธรณ์ในประเทศไทยพิพากษายืนให้จำคุกนายสมยศ” โฆษกสำนักงานฯ รูเพิร์ต โคลวิลล์ กล่าว และว่าศาลไม่ได้แจ้งทนายความหรือครอบครัวของเขาล่วงหน้า ทำให้คนเหล่านี้ไม่ได้ร่วมฟังการอ่านคำตัดสิน ( UN OHCHR, 23 September 2014 )   ‘ละเมิดสิทธิทางสังคมวัฒนธรรม’   กลไกยูเอ็นที่วิจารณ์กฎหมาย 112 ของไทย ไม่ได้มีแค่ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชน หากยังรวมถึงคณะกรรมาธิการแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิทางวัฒนธรรม สังคม และเศรษฐกิจ (ซีอีเอสซีอาร์) ด้วย   เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2558 หลังจากประเทศไทยเสนอรายงานด้านสิทธิมนุษยชนของตนต่อที่ประชุมที่เจนีวาระหว่างวันที่ 4-5 มิ.ย.


“Mindshare” คว้า Agency of the year จากเวที MAAT Media Award

ประกาศแล้ว “Mindshare” คว้ารางวัลยักษ์ใหญ่แห่งปี “Agency of the year” จากเวที MAAT Media Award ครั้งที่ 2  ซึ่งจัดโดยสมาคมมีเดียเอเยนซี่ และธุรกิจสื่อแห่งประเทศไทย (MAAT) ไปได้อย่างสวยงาม แถมยังมีรางวัลพิเศษ MAAT Award of Legend 2017 มอบแก่ 4 ผู้มีอุปการคุณต่อวงการสื่อเป็นครั้งแรกอีกด้วย  นายไตรลุจน์ นวะมะรัตน์ นายกสมาคมมีเดียเอเยนซี่ และธุรกิจสื่อแห่งประเทศไทย กล่าวถึงการมอบรางวัล MAAT Media Awards 2016 ครั้งนี้ว่า ประสบความสำเร็จอย่างมากจากสมาชิกที่ส่งผลงานเข้ามามากกว่า 150 ผลงาน ซึ่งมากกว่าครั้งที่ผ่านมา และได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากคณะกรรมการในการตัดสิน ซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิในด้านธุรกิจสื่อ นักการตลาด และคณาจารย์จากสถาบันต่าง ๆ จนได้ 35 ผลงานที่โดดเด่น และทรงคุณค่าออกมา ซึ่งจะถือเป็นประโยชน์ต่อวงการโฆษณาในการเป็นกรณีศึกษา หรือประยุกต์ใช้ต่อไปด้วย โดยการประกวด MAAT Media Awards 2016 ภายใต้แนวคิด Be Different นี้ได้แบ่งรางวัลออกเป็น 20 ประเภท โดยต้องเป็นผลงานที่เผยแพร่จริงในช่วงเดือนมกราคม 2015 – กันยายน 2016 โดยในแต่ละ Category จะแบ่งออกเป็นรางวัล Gold, Silver และ Bronze ตามลำดับ นอกจากนี้ภายในงานยังมีการมอบรางวัลให้กับบุคคลผู้ที่เป็นตำนานของวงการสื่อโฆษณาไทย เนื่องจากทั้งสี่ท่านคลุกคลีกับวงการสื่อโฆษณามากว่า 40 ปี เป็นตำนานของ Media planner และ buyer สร้างความเจริญให้วงการ และเป็นอาจารย์ให้กับคนสื่อโฆษณาในรุ่นหลังมากมาย ซึ่งทั้ง 4 ท่านนั้นได้แก่ คุณประกิต อภิสารธนรักษ์ คุณประดิษฐ์ รัตนวิจารณ์ คุณไพจิตร เทียนทอง คุณประสิทธิ์ ภัทราผลาพิบูล เปิดใจชาวเอเจนซี ยุคนี้ต้อง Be Different นอกจากจัดงานประกาศผลรางวัล MAAT Media Award ครั้งที่ 2 กันแล้ว บนเวทียังมี 3 ผู้ทรงคุณวุฒิแห่งวงการมีเดียเอเจนซีขึ้นมาให้แง่คิดในการทำงานในยุคแห่งการ Disruption  ซึ่งทั้งสามท่านต่างเห็นตรงกันหมดว่าคนทำงานถึงเวลาต้องรับมือกับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อีกครั้งแล้ว   นายไตรลุจน์ นวะมะรัตน โดยนายกสมาคมมีเดียเอเยนซี่ และธุรกิจสื่อแห่งประเทศไทยกล่าวว่า  “แนวคิดปีนี้คือ be different ทำให้แตกต่าง มีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้เราต้องแตกต่าง เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคก็เปลี่ยน นักโฆษณาก็เปลี่ยน เทคโนโลยีก็เปลี่ยน ทุกอย่างเปลี่ยนไปหมดแล้ว แต่การจะ Be Different ได้นั้น ก่อนอื่นคุณต้องลืมเรื่องเก่า ๆ ไปก่อน ไม่เช่นนั้นเราจะกลับมาด้วย ทีวีสามสิบวิ(นาที) ไทยรัฐเต็มหน้า ขาวดำสี่สี มันจะวนตรงนี้ตลอดไปไม่มีวันจบ และจะไม่มีวันแตกต่างได้เลย” นายกสมาคมฯ กล่าวแนะว่า เอเจนซีในยุคนี้จึงต้องเป็น Communication Agency รวมถึงต้องสามารถสร้างอิมแพคและจบการขายได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากเครื่องไม้เครื่องมือทุกวันนี้สามารถรองรับได้แล้วทั้งหมด อีกทั้งศัพท์เดิม ๆ อย่าง  Rating, CRM, Reach, Frequency ฯลฯ ก็อาจต้องลืมๆ ไปบ้าง “เอเจนซีต้องกล้าที่จะมองหาเกณฑ์ใหม่ ๆ มาเป็นตัวชี้วัด และต้องสร้างความมั่นใจให้กับแบรนด์นั้น ๆ ด้วย ซึ่งแม้ว่ามันจะเสี่ยงสูง แต่ถ้าหากประสบความสำเร็จ ผลกำไรก็สูงมากเช่นกัน” ด้าน คุณอ่อนอุษา ลำเลียงพล นายกสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย มองว่า “หน้าที่ของเราคือการสร้างแบรนด์ สร้างยอดขาย แต่การที่แบรนดจะเติบโตอย่างยั่งยืนได้นั้น ทำได้ยากถ้าแบรนด์ไม่กล้าที่จะคิดต่าง แต่อะไรที่จะทำให้แบรนด์แตกต่าง นั่นก็คือ คอนเทนต์” “ไม่ว่าแพลตฟอร์มจะเปลี่ยนไปขนาดไหน content ก็คือส่วนสำคัญที่สุด (Content is king – Bill Gates ค.ศ.1996) ดังนั้น find your brand story ให้เจอค่ะ” ขณะที่อีกหนึ่งท่านคือ ดร . ศุภชัย ปาจริยานนท์ นายกสมาคมโฆษณาดิจิทัล (ประเทศไทย) หรือ DAAT ออกมาให้ความเห็นไว้อย่างน่าสนใจเช่นกัน โดยระบุว่า “ถ้าเราไม่เปลี่ยนเราก็ตาย ผมจะบอกคนทำงานเสมอ ว่า อย่าคิดว่าปลอดภัยนะ เพราะด้านล่างของ Facebook มีปุ่ม boost post อยู่ แปลว่าลูกค้าของเราก็ซื้อโพสต์เองได้” “ตอนนี้ทุกอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบจากการ Disruption กันหมด อุตสาหกรรมท่องเที่ยวก็กลายไปเป็นท่องเที่ยวออนไลน์ ระบบการเงินการธนาคาร ก็เจอฟินเทคที่มาแรงมาก หรือเมื่อเร็ว ๆ นี้ บริษัทด้านอสังหาริมทรัพย์ก็ออกมาประกาศว่า ตนเองเป็นบริษัทเทคโนโลยีกันแล้ว” “คำถามมาถึงว่า เอเจนซีเองจะผ่านไปได้อย่างไร และอีกห้าถึงสิบปี เราจะอยู่ตรงไหน คำตอบคือเราต้อง innovate หรือไม่ก็ die” “ทุกวันนี้ เอเจนซี่ไม่ได้แข่งกันเองอีกแล้ว แต่เราอาจแข่งกับบ.ไอทีที่ออกมาประกาศว่า เราคือเอเจนซี่ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพราะฉะนั้นเราต้องปรับตัวครับ” ดร.ศุภชัยกล่าวทิ้งท้าย สำหรับรายชื่อบริษัท และผลงานที่ได้รับรางวัลในแต่ละสาขา มีดังต่อไปนี้ 1. Best use of video format (non-cinema) – Best Start (GOLD) 4


No Picture

Zuckerberg เผยวิสัยทัศน์ระยะยาว ขั้นต่อไปของ Facebook คือสร้างสังคมระดับโลก

Mark Zuckerberg ประกาศวิสัยทัศน์ระยะยาวของ Facebook ว่าหลังจากเชื่อมต่อชุมชนขนาดเล็กได้แล้ว ขั้นต่อไปคือการสร้างสังคมในระดับโลก (เขาใช้คำว่า global community) และจะสร้างการเปลี่ยนแปลงที่มีผลกระทบในระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องส่งเสริมเสรีภาพ-สันติภาพ แก้ปัญหาความยากจน พัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ รวมถึงแก้ปัญหาการก่อการร้าย การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ รับมือกับโรคระบาด วิสัยทัศน์ของ Mark Zuckerberg แบ่งออกเป็น 5 ข้อ ดังนี้ 1) สร้างสังคมที่เห็นอกเห็นใจกัน (Supportive Communities) Zuckerberg บอกว่าโครงสร้างพื้นฐานทางสังคม คือ ชุมชนขนาดเล็กหรือชุมชนท้องถิ่นอ่อนแอลงอย่างมากนับตั้งแต่ยุค 1970s เป็นต้นมา แต่ในทางกลับกัน ชุมชนออนไลน์กลับแข็งแกร่งขึ้น และเครื่องมืออย่าง Facebook Groups ก็ช่วยเชื่อมต่อคนที่มีความสนใจเหมือนกัน แม้อยู่กันคนละที่ เขายกตัวอย่างการใช้ Groups สำหรับกลุ่มผู้ป่วยที่เป็นโรคพบได้ยาก ให้เป็นกำลังใจระหว่างกันและกัน, กลุ่มพ่อผิวดำ (Black Fathers) มาแชร์ประสบการณ์การเลี้ยงลูกด้วยกัน, กลุ่มพ่อแม่ที่เพิ่งมีลูกคนแรก, กลุ่มช่วยเหลือผู้อพยพ เป็นต้น ปัจจุบันมีผู้ใช้ Facebook ประมาณ 100 ล้านคนเป็นสมาชิกของ Groups ที่มีความหมาย (very meaningful groups) แต่คนส่วนใหญ่ยังไม่ได้เป็นสมาชิกของกลุ่มเหล่านี้ ทำให้ Facebook จะปรับปรุงวิธีการแนะนำกลุ่มที่น่าจะตรงกับความสนใจของเรามากขึ้น เพื่อสร้างความเชื่อมโยงระหว่างคนเหล่านี้ และจะปรับปรุงเครื่องมือการบริหารจัดการกลุ่มให้ดีขึ้น เพื่อให้ Groups มีความสามารถมากขึ้นในลักษณะเดียวกับ Pages นอกจากนี้ Facebook ยังสนใจปรับปรุงเรื่องกลุ่มย่อย (sub-communities เช่น กลุ่มของห้องเรียนแต่ละห้อง ภายใต้สังคมโรงเรียนเดียวกัน) และการทำกิจกรรมร่วมกันภายในกลุ่มด้วย 2) สร้างสังคมที่ปลอดภัย (Safe Community) Zuckerberg ให้นิยามของคำว่า safe ไว้ 3 ขั้นตอน ได้แก่การป้องกันอันตราย (prevent harm), ให้ความช่วยเหลือระหว่างวิกฤต (help during crisis) และการฟื้นฟูหลังวิกฤต (rebuild after crisis) การป้องกันอันตราย ที่ผ่านมา Facebook พัฒนา ระบบเตือนภัยถ้ามีคนจะฆ่าตัวตาย , ฟีเจอร์ตามหาเด็กหายร่วมกับ Amber Alerts ให้ความช่วยเหลือระหว่างวิกฤต ฟีเจอร์ที่โดดเด่นคือ Safety Check ที่ให้ผู้ใช้ในพื้นที่ภัยพิบัติแจ้งว่าตนเองปลอดภัย และฟีเจอร์ค้นหาที่พัก-อาหาร ในพื้นที่ประสบภัย การฟื้นฟูหลังวิกฤต ฟีเจอร์บริจาคเงินเพื่อฟื้นฟูภัยพิบัติ เช่น เหตุแผ่นดินไหวในเนปาล และการประกาศบริจาคเลือด-บริภาคอวัยวะ แต่ Zuckerberg มองว่าระบบปัจจุบันยังดีไม่พอ ตอนนี้ Facebook ใช้ระบบรีวิวข้อความที่มีปัญหา (เช่น ข้อความกลั่นแกล้ง-ฆ่าตัวตาย-ก่อการร้าย) โดยมนุษย์ แต่เมื่อข้อความมีปริมาณมาก ก็ต้องพัฒนา AI มาช่วยให้เข้าใจว่าในแต่ละชุมชนกำลังเกิดอะไรขึ้น ปัจจุบัน Facebook มีระบบใช้ AI ตรวจสอบภาพหรือวิดีโอที่อาจมีปัญหา แต่ก็ยังเป็นแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น คงต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะสมบูรณ์ 3) สร้างสังคมที่รับรู้ข่าวสาร (Informed Community) Zuckerberg พูดถึงปัญหาหลัก 2 ข้อคือ การไม่รับสารในมุมมองอื่น ( filter bubbles ) และปัญหาข่าวปลอม (fake news) เขายืนยันว่าต้องแก้ไขสองเรื่องนี้ แต่ก็ยอมรับว่าไม่ใช่เรื่องง่าย ปัญหา filter bubbles เขาบอกว่าความเห็นในโซเชียลย่อมหลากหลายกว่าการเข้าถึงสื่อแบบดั้งเดิมอยู่แล้ว แต่ผู้รับสารก็ควรต้องรับรู้มุมมองต่อเรื่องนั้นให้รอบด้าน ซึ่ง Facebook จะพยายามนำเสนอข้อมูลข่าวสารในมุมมองต่างๆ (range of perspectives) ให้มากขึ้น ปัญหาข่าวปลอม Facebook จะแก้ปัญหาข่าวปลอมแบบเดียวกับการแก้ปัญหาสแปม แต่เรื่องนี้ต้องระวัง เพราะเส้นแบ่งระหว่างข่าวปลอม ข่าวเสียดสี และความคิดเห็น นั้นบางมาก ทำให้บริษัทต้องระวังไม่ไปล้ำเส้นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นด้วย แนวทางของ Facebook จะไม่แบนข่าวปลอม แต่จะเน้นการให้ข้อมูลหรือข้อเท็จจริงด้านอื่นแทน Zuckerberg ยอมรับว่าโซเชียลเป็นสื่อขนาดสั้น และสื่อที่โดนใจจะถูกกระจายซ้ำต่ออย่างมาก ทำให้ข้อความที่สั้นและตรงประเด็นจะไปได้ไกลกว่า แต่ก็ต้องระวังเพราะความสั้นจะทำให้เนื้อหาสำคัญบางอย่างถูกตัดทอนลง Facebook เห็นว่าผู้ใช้บางรายมักแชร์ลิงก์ที่หัวข้อหวือหวา (sensational headline) โดยไม่ได้อ่านเนื้อหาเต็มๆ ด้วยซ้ำ บริษัทจึงเริ่มลดความสำคัญของหัวข้อข่าวลักษณะนี้ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น เรียนรู้ว่าเว็บไหนเป็นสื่อที่มักพาดหัวหวือหวา 4) สร้างสังคมที่มีส่วนร่วมทางการเมือง (Civically-Engaged Community) Zuckerberg แยกแยะการมีส่วนร่วมทางการเมือง 2 ระดับ คือ กระบวนการทางการเมืองที่มีอยู่แล้ว (เช่น การเลือกตั้ง) และการสร้างกระบวนการใหม่ๆ ให้คนในชุมชนตัดสินใจร่วมกัน กรณีแรกถือว่าง่ายกว่า เพราะสามารถสนับสนุนกระบวนการทางการเมืองในปัจจุบันได้ทันที เช่น ขึ้นข้อความให้คนออกไปเลือกตั้ง, แนะนำให้รู้จักนักการเมืองท้องถิ่น และเป็นช่องทางให้ผู้นำประเทศส่งผ่านข้อมูลไปยังประชาชนของตัวเองโดยตรง ตอนนี้ คณะรัฐมนตรีในอินเดียเริ่มแชร์เนื้อหาจากการประชุมหรือนโยบายต่างๆ บน Facebook เพื่อรับความเห็นจากประชาชนแล้ว นอกจากนี้ Zuckerberg ยังกล่าวถึงการใช้ Groups และ Events เชิญชวนคนออกไปชุมนุม ซึ่งถือเป็นเครื่องมืออีกอย่างที่ช่วยส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน 5) สร้างสังคมที่ครอบคลุมทุกคน (Inclusive Community) เป้าหมายของ Facebook คือสร้างสังคมที่เข้าถึงทุกคน ไม่ทอดทิ้งคนกลุ่มใด (inclusive community) ไม่ว่าจะเป็นเชื้อชาติ เพศ หรือมุมมองทางการเมือง Zuckerberg ยอมรับว่าที่ผ่านมา Facebook ทำผิดพลาดหลายอย่าง เช่น แบนภาพถ่ายเด็กเปลือยจากสงครามเวียดนาม โดยกรณีแบบนี้ Facebook แยกแยะเนื้อหาผิด ไปมองเนื้อหาเหล่านี้เป็น hate speech ทั้งที่จริงๆ เป็นการถกเถียงกันทางการเมือง สาเหตุของปัญหาเหล่านี้มาจากการที่ Facebook มีกฎแบบเดิม (เช่น ห้ามแสดงภาพเปลือย) ที่อาจล้าสมัยแล้ว ใช้ไม่ได้ในทุกกรณีอีกต่อไป ปัญหานี้ยังเกิดจากแต่ละสังคมมีวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ต่อให้เป็นสังคมเดียวกัน แต่ละคนก็มีมุมมองที่แตกต่างกัน (เช่น อาจรับภาพความรุนแรงได้ แต่รับภาพเปลือยไม่ได้) นอกจากนี้ Facebook เองก็มีข้อจำกัดเรื่องการขยายความสามารถ (operational scaling) เพื่อให้รองรับปริมาณเนื้อหาจำนวนมหาศาล Zuckerberg เล่าว่าเขาคิดเรื่องการดูแลชุมชน Facebook ให้มีประสิทธิภาพมานานหลายปี การนั่งอยู่ในแคลิฟอร์เนียคงไม่สามารถเรียนรู้วัฒนธรรมของคนทั่วโลกได้ แนวทางที่เขาเสนอคือ ผู้ใช้แต่ละคนควรมีตัวเลือกว่าตนเองต้องการเห็นเนื้อหาแบบไหน ขอบเขตของเราในเรื่องโป๊เปลือย ความรุนแรง การดูหมิ่นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นอย่างไร ถ้าผู้ใช้คนนั้นไม่เลือก ค่าดีฟอลต์จะอิงตามภูมิภาค แทนการใช้ค่าดีฟอลต์อันเดียวกันทั่วโลก ที่มา – Mark Zuckerberg Topics:  Facebook Mark Zuckerberg Social Network


“คน เป็ด สิ่งของ” อุดรฯ ไม่ได้มีดีแค่เป็ดยักษ์และหนองประจักษ์ฯ

นอกเหนือจากเป็ดเหลืองตัวใหญ่และหนองประจักษ์แล้ว ที่นี่มีเรื่องราวของความเปลี่ยนแปลงรอการบอกเล่าอีกมาก นี่คือเหตุผลหนึ่งที่ “นัว” Art Collective กลุ่มของศิลปิน 13 คนรวมตัวกันผลิตงานศิลปะหลากรูปแบบ ที่ทำความเข้าใจและตีความ “อุดรธานี” เสียอีกครั้ง  “เริ่มมาจากไอเดียของการที่เราคิดว่าเราอยากเอางานศิลปะมาที่อุดรฯ มันเริ่มมาจากคนท้องถิ่นที่นี่ก่อน มีศิลปินที่เป็นคนอุดรฯไปเรียนต่อที่อังกฤษแล้วก็กลับมาประเทศไทย เขาก็รู้สึกอยากทำอะไรบางอย่างที่อุดรฯ….และเราคิดว่าเรื่องของการทำงานศิลปะมันส่งผลไม่เพียงแค่รสนิยมหรือสุนทรียศาสตร์ แต่มันส่งผลถึงเศรษฐกิจของเมืองด้วย” ตั้ม จิรวัฒน์ เอื้อสังคมเศรษฐ์ 1 ใน 13 ศิลปินที่จะมีผลงานเข้าร่วมในนิทรรศการ “คน เป็ด สิ่งของ” เท้าความให้ฟังถึงการรวมตัวของศิลปิน ซึ่งริเริ่มโครงการนี้กันมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว โดยใช้เวลาราวๆ 6 เดือนในการวางโจทย์ ศึกษาและตีความสิ่งที่ได้พบเห็นในอุดรธานีมาเป็นผลงาน จิรวัฒน์ ตีความเมืองอุดร เมืองใหญ่ที่มีพลวัตรสูงมากจังหวัดหนึ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือโดยย้อนไปศึกษาถึงผลของการที่กองทัพอเมริกัน หรือที่คนไทยเรียกว่าจีไอ เข้ามาตั้งฐานทัพที่เมืองอุดรฯ แห่งนี้ เพื่อทำสงครามเวียดนาม ซึ่งนั่นทำให้เขาพบว่า ผลของการที่กองทัพสหรัฐฯ มาตั้งสถานีเรดาร์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นได้ส่งให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างถึงรากถึงโคนทั้งทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมในจังหวัดนี้ “มันเปลี่ยน Political Landscape เปลี่ยนวัฒนธรรม เปลี่ยนเศรษฐกิจ มีเงินดอลลาร์เข้ามา มีเมียเช่า เกิดลูกครึ่งเป็นจำนวนมาก แม้แต่พีอาร์ เด็กนั่งดริงก์ เหล่านี้ล้วนถูกโยงใยจากจีไอตอนนั้น” จิรวัฒน์กล่าว และว่า ก่อนหน้านี้สังคมอุดรฯ ก็คือสังคมเกษตรกรรม แต่เมื่อทหารจีไอเข้ามาก็ได้ทำให้สังคมเกษตรขยับสู่การเป็นสังคมอุตสาหกรรม “ชาวโนนสูงเปลี่ยนสังคมเกษตรเป็นสังคมอุตสาหกรรม บางคนเป็นชาวนามาก่อน ก็ถูกเทรนเป็นช่างให้ทำงานในค่ายทหารได้ บางคนเปิดธุรกิจบ้านเช่า มันเป็นประวัติศาสตร์ภาคประชาชนที่สำคัญมาก” อีกประการที่สำคัญก็คือ เชื้อชาติที่หลากหลายในเมืองใหญ่แห่งนี้ ได้แก่ ไทยเชื้อสายจีน ลาว และเวียดนาม ซึ่งก็เป็นผลมาจากการตั้งฐานทหารจีไอนั่นเอง จิรวัฒน์บอกว่า งานของเขาจะถูกนำเสนอในรูปแบบวิดิโอ ขณะที่ผลงาน ศิลปะจัดวาง งานประติมากรรม ภาพเขียน และรูปแบบอื่นๆ นั้นจะมาจากเพื่อนๆ อีก 12 คน ซึ่งแต่ละคนมีโจทย์ในการทำความเข้าใจเมืองอุดรต่างกัน นิทรรศการ “คน เป็ด สิ่งของ” จะจัดขึ้นที่ ศูนย์การค้า Mill Place Posri by LPN จ.อุดรธานี ระหว่างวันที่ 11-18 ก.พ.


No Picture

มาตรฐาน 5G ยังไม่เสร็จดี แต่มีโลโก้อย่างเป็นทางการแล้ว

กลุ่มมาตรฐาน 3GPP ผู้กำหนดมาตรฐานด้านโทรคมนาคม ประกาศโลโก้ 5G อย่างเป็นทางการแล้ว โดยมีลักษณะคล้ายกับโลโก้ LTE ของเดิม แต่ปรับรูปลักษณ์ของคลื่นใหม่ให้โฉบเฉี่ยวขึ้นกว่าเดิม โลโก้ LTE และ LTE-Advanced ใช้คลื่นสีแดง ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นสีเขียวใน LTE-Advanced Pro ส่งผลให้เทคโนโลยี 5G ยังคงใช้คลื่นสีเขียวตามมาด้วย ตัวมาตรฐาน 5G ยังไม่เสร็จดี โดยมาตรฐานเวอร์ชันแรก 5G Phase 1 (Release 15 เลขเวอร์ชันนับต่อจาก LTE) มีกำหนดเสร็จช่วงปลายปี 2018 ตามด้วย 5G Phase 2 (Release 16) ในปี 2020 ที่มา – 3GPP Topics:  5G 3GPP Telecom Standard