EVENTS

No Picture

Zuckerberg เผยวิสัยทัศน์ระยะยาว ขั้นต่อไปของ Facebook คือสร้างสังคมระดับโลก

Mark Zuckerberg ประกาศวิสัยทัศน์ระยะยาวของ Facebook ว่าหลังจากเชื่อมต่อชุมชนขนาดเล็กได้แล้ว ขั้นต่อไปคือการสร้างสังคมในระดับโลก (เขาใช้คำว่า global community) และจะสร้างการเปลี่ยนแปลงที่มีผลกระทบในระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องส่งเสริมเสรีภาพ-สันติภาพ แก้ปัญหาความยากจน พัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ รวมถึงแก้ปัญหาการก่อการร้าย การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ รับมือกับโรคระบาด วิสัยทัศน์ของ Mark Zuckerberg แบ่งออกเป็น 5 ข้อ ดังนี้ 1) สร้างสังคมที่เห็นอกเห็นใจกัน (Supportive Communities) Zuckerberg บอกว่าโครงสร้างพื้นฐานทางสังคม คือ ชุมชนขนาดเล็กหรือชุมชนท้องถิ่นอ่อนแอลงอย่างมากนับตั้งแต่ยุค 1970s เป็นต้นมา แต่ในทางกลับกัน ชุมชนออนไลน์กลับแข็งแกร่งขึ้น และเครื่องมืออย่าง Facebook Groups ก็ช่วยเชื่อมต่อคนที่มีความสนใจเหมือนกัน แม้อยู่กันคนละที่ เขายกตัวอย่างการใช้ Groups สำหรับกลุ่มผู้ป่วยที่เป็นโรคพบได้ยาก ให้เป็นกำลังใจระหว่างกันและกัน, กลุ่มพ่อผิวดำ (Black Fathers) มาแชร์ประสบการณ์การเลี้ยงลูกด้วยกัน, กลุ่มพ่อแม่ที่เพิ่งมีลูกคนแรก, กลุ่มช่วยเหลือผู้อพยพ เป็นต้น ปัจจุบันมีผู้ใช้ Facebook ประมาณ 100 ล้านคนเป็นสมาชิกของ Groups ที่มีความหมาย (very meaningful groups) แต่คนส่วนใหญ่ยังไม่ได้เป็นสมาชิกของกลุ่มเหล่านี้ ทำให้ Facebook จะปรับปรุงวิธีการแนะนำกลุ่มที่น่าจะตรงกับความสนใจของเรามากขึ้น เพื่อสร้างความเชื่อมโยงระหว่างคนเหล่านี้ และจะปรับปรุงเครื่องมือการบริหารจัดการกลุ่มให้ดีขึ้น เพื่อให้ Groups มีความสามารถมากขึ้นในลักษณะเดียวกับ Pages นอกจากนี้ Facebook ยังสนใจปรับปรุงเรื่องกลุ่มย่อย (sub-communities เช่น กลุ่มของห้องเรียนแต่ละห้อง ภายใต้สังคมโรงเรียนเดียวกัน) และการทำกิจกรรมร่วมกันภายในกลุ่มด้วย 2) สร้างสังคมที่ปลอดภัย (Safe Community) Zuckerberg ให้นิยามของคำว่า safe ไว้ 3 ขั้นตอน ได้แก่การป้องกันอันตราย (prevent harm), ให้ความช่วยเหลือระหว่างวิกฤต (help during crisis) และการฟื้นฟูหลังวิกฤต (rebuild after crisis) การป้องกันอันตราย ที่ผ่านมา Facebook พัฒนา ระบบเตือนภัยถ้ามีคนจะฆ่าตัวตาย , ฟีเจอร์ตามหาเด็กหายร่วมกับ Amber Alerts ให้ความช่วยเหลือระหว่างวิกฤต ฟีเจอร์ที่โดดเด่นคือ Safety Check ที่ให้ผู้ใช้ในพื้นที่ภัยพิบัติแจ้งว่าตนเองปลอดภัย และฟีเจอร์ค้นหาที่พัก-อาหาร ในพื้นที่ประสบภัย การฟื้นฟูหลังวิกฤต ฟีเจอร์บริจาคเงินเพื่อฟื้นฟูภัยพิบัติ เช่น เหตุแผ่นดินไหวในเนปาล และการประกาศบริจาคเลือด-บริภาคอวัยวะ แต่ Zuckerberg มองว่าระบบปัจจุบันยังดีไม่พอ ตอนนี้ Facebook ใช้ระบบรีวิวข้อความที่มีปัญหา (เช่น ข้อความกลั่นแกล้ง-ฆ่าตัวตาย-ก่อการร้าย) โดยมนุษย์ แต่เมื่อข้อความมีปริมาณมาก ก็ต้องพัฒนา AI มาช่วยให้เข้าใจว่าในแต่ละชุมชนกำลังเกิดอะไรขึ้น ปัจจุบัน Facebook มีระบบใช้ AI ตรวจสอบภาพหรือวิดีโอที่อาจมีปัญหา แต่ก็ยังเป็นแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น คงต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะสมบูรณ์ 3) สร้างสังคมที่รับรู้ข่าวสาร (Informed Community) Zuckerberg พูดถึงปัญหาหลัก 2 ข้อคือ การไม่รับสารในมุมมองอื่น ( filter bubbles ) และปัญหาข่าวปลอม (fake news) เขายืนยันว่าต้องแก้ไขสองเรื่องนี้ แต่ก็ยอมรับว่าไม่ใช่เรื่องง่าย ปัญหา filter bubbles เขาบอกว่าความเห็นในโซเชียลย่อมหลากหลายกว่าการเข้าถึงสื่อแบบดั้งเดิมอยู่แล้ว แต่ผู้รับสารก็ควรต้องรับรู้มุมมองต่อเรื่องนั้นให้รอบด้าน ซึ่ง Facebook จะพยายามนำเสนอข้อมูลข่าวสารในมุมมองต่างๆ (range of perspectives) ให้มากขึ้น ปัญหาข่าวปลอม Facebook จะแก้ปัญหาข่าวปลอมแบบเดียวกับการแก้ปัญหาสแปม แต่เรื่องนี้ต้องระวัง เพราะเส้นแบ่งระหว่างข่าวปลอม ข่าวเสียดสี และความคิดเห็น นั้นบางมาก ทำให้บริษัทต้องระวังไม่ไปล้ำเส้นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นด้วย แนวทางของ Facebook จะไม่แบนข่าวปลอม แต่จะเน้นการให้ข้อมูลหรือข้อเท็จจริงด้านอื่นแทน Zuckerberg ยอมรับว่าโซเชียลเป็นสื่อขนาดสั้น และสื่อที่โดนใจจะถูกกระจายซ้ำต่ออย่างมาก ทำให้ข้อความที่สั้นและตรงประเด็นจะไปได้ไกลกว่า แต่ก็ต้องระวังเพราะความสั้นจะทำให้เนื้อหาสำคัญบางอย่างถูกตัดทอนลง Facebook เห็นว่าผู้ใช้บางรายมักแชร์ลิงก์ที่หัวข้อหวือหวา (sensational headline) โดยไม่ได้อ่านเนื้อหาเต็มๆ ด้วยซ้ำ บริษัทจึงเริ่มลดความสำคัญของหัวข้อข่าวลักษณะนี้ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น เรียนรู้ว่าเว็บไหนเป็นสื่อที่มักพาดหัวหวือหวา 4) สร้างสังคมที่มีส่วนร่วมทางการเมือง (Civically-Engaged Community) Zuckerberg แยกแยะการมีส่วนร่วมทางการเมือง 2 ระดับ คือ กระบวนการทางการเมืองที่มีอยู่แล้ว (เช่น การเลือกตั้ง) และการสร้างกระบวนการใหม่ๆ ให้คนในชุมชนตัดสินใจร่วมกัน กรณีแรกถือว่าง่ายกว่า เพราะสามารถสนับสนุนกระบวนการทางการเมืองในปัจจุบันได้ทันที เช่น ขึ้นข้อความให้คนออกไปเลือกตั้ง, แนะนำให้รู้จักนักการเมืองท้องถิ่น และเป็นช่องทางให้ผู้นำประเทศส่งผ่านข้อมูลไปยังประชาชนของตัวเองโดยตรง ตอนนี้ คณะรัฐมนตรีในอินเดียเริ่มแชร์เนื้อหาจากการประชุมหรือนโยบายต่างๆ บน Facebook เพื่อรับความเห็นจากประชาชนแล้ว นอกจากนี้ Zuckerberg ยังกล่าวถึงการใช้ Groups และ Events เชิญชวนคนออกไปชุมนุม ซึ่งถือเป็นเครื่องมืออีกอย่างที่ช่วยส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน 5) สร้างสังคมที่ครอบคลุมทุกคน (Inclusive Community) เป้าหมายของ Facebook คือสร้างสังคมที่เข้าถึงทุกคน ไม่ทอดทิ้งคนกลุ่มใด (inclusive community) ไม่ว่าจะเป็นเชื้อชาติ เพศ หรือมุมมองทางการเมือง Zuckerberg ยอมรับว่าที่ผ่านมา Facebook ทำผิดพลาดหลายอย่าง เช่น แบนภาพถ่ายเด็กเปลือยจากสงครามเวียดนาม โดยกรณีแบบนี้ Facebook แยกแยะเนื้อหาผิด ไปมองเนื้อหาเหล่านี้เป็น hate speech ทั้งที่จริงๆ เป็นการถกเถียงกันทางการเมือง สาเหตุของปัญหาเหล่านี้มาจากการที่ Facebook มีกฎแบบเดิม (เช่น ห้ามแสดงภาพเปลือย) ที่อาจล้าสมัยแล้ว ใช้ไม่ได้ในทุกกรณีอีกต่อไป ปัญหานี้ยังเกิดจากแต่ละสังคมมีวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ต่อให้เป็นสังคมเดียวกัน แต่ละคนก็มีมุมมองที่แตกต่างกัน (เช่น อาจรับภาพความรุนแรงได้ แต่รับภาพเปลือยไม่ได้) นอกจากนี้ Facebook เองก็มีข้อจำกัดเรื่องการขยายความสามารถ (operational scaling) เพื่อให้รองรับปริมาณเนื้อหาจำนวนมหาศาล Zuckerberg เล่าว่าเขาคิดเรื่องการดูแลชุมชน Facebook ให้มีประสิทธิภาพมานานหลายปี การนั่งอยู่ในแคลิฟอร์เนียคงไม่สามารถเรียนรู้วัฒนธรรมของคนทั่วโลกได้ แนวทางที่เขาเสนอคือ ผู้ใช้แต่ละคนควรมีตัวเลือกว่าตนเองต้องการเห็นเนื้อหาแบบไหน ขอบเขตของเราในเรื่องโป๊เปลือย ความรุนแรง การดูหมิ่นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นอย่างไร ถ้าผู้ใช้คนนั้นไม่เลือก ค่าดีฟอลต์จะอิงตามภูมิภาค แทนการใช้ค่าดีฟอลต์อันเดียวกันทั่วโลก ที่มา – Mark Zuckerberg Topics:  Facebook Mark Zuckerberg Social Network

Read More

“คน เป็ด สิ่งของ” อุดรฯ ไม่ได้มีดีแค่เป็ดยักษ์และหนองประจักษ์ฯ

นอกเหนือจากเป็ดเหลืองตัวใหญ่และหนองประจักษ์แล้ว ที่นี่มีเรื่องราวของความเปลี่ยนแปลงรอการบอกเล่าอีกมาก นี่คือเหตุผลหนึ่งที่ “นัว” Art Collective กลุ่มของศิลปิน 13 คนรวมตัวกันผลิตงานศิลปะหลากรูปแบบ ที่ทำความเข้าใจและตีความ “อุดรธานี” เสียอีกครั้ง  “เริ่มมาจากไอเดียของการที่เราคิดว่าเราอยากเอางานศิลปะมาที่อุดรฯ มันเริ่มมาจากคนท้องถิ่นที่นี่ก่อน มีศิลปินที่เป็นคนอุดรฯไปเรียนต่อที่อังกฤษแล้วก็กลับมาประเทศไทย เขาก็รู้สึกอยากทำอะไรบางอย่างที่อุดรฯ….และเราคิดว่าเรื่องของการทำงานศิลปะมันส่งผลไม่เพียงแค่รสนิยมหรือสุนทรียศาสตร์ แต่มันส่งผลถึงเศรษฐกิจของเมืองด้วย” ตั้ม จิรวัฒน์ เอื้อสังคมเศรษฐ์ 1 ใน 13 ศิลปินที่จะมีผลงานเข้าร่วมในนิทรรศการ “คน เป็ด สิ่งของ” เท้าความให้ฟังถึงการรวมตัวของศิลปิน ซึ่งริเริ่มโครงการนี้กันมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว โดยใช้เวลาราวๆ 6 เดือนในการวางโจทย์ ศึกษาและตีความสิ่งที่ได้พบเห็นในอุดรธานีมาเป็นผลงาน จิรวัฒน์ ตีความเมืองอุดร เมืองใหญ่ที่มีพลวัตรสูงมากจังหวัดหนึ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือโดยย้อนไปศึกษาถึงผลของการที่กองทัพอเมริกัน หรือที่คนไทยเรียกว่าจีไอ เข้ามาตั้งฐานทัพที่เมืองอุดรฯ แห่งนี้ เพื่อทำสงครามเวียดนาม ซึ่งนั่นทำให้เขาพบว่า ผลของการที่กองทัพสหรัฐฯ มาตั้งสถานีเรดาร์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นได้ส่งให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างถึงรากถึงโคนทั้งทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมในจังหวัดนี้ “มันเปลี่ยน Political Landscape เปลี่ยนวัฒนธรรม เปลี่ยนเศรษฐกิจ มีเงินดอลลาร์เข้ามา มีเมียเช่า เกิดลูกครึ่งเป็นจำนวนมาก แม้แต่พีอาร์ เด็กนั่งดริงก์ เหล่านี้ล้วนถูกโยงใยจากจีไอตอนนั้น” จิรวัฒน์กล่าว และว่า ก่อนหน้านี้สังคมอุดรฯ ก็คือสังคมเกษตรกรรม แต่เมื่อทหารจีไอเข้ามาก็ได้ทำให้สังคมเกษตรขยับสู่การเป็นสังคมอุตสาหกรรม “ชาวโนนสูงเปลี่ยนสังคมเกษตรเป็นสังคมอุตสาหกรรม บางคนเป็นชาวนามาก่อน ก็ถูกเทรนเป็นช่างให้ทำงานในค่ายทหารได้ บางคนเปิดธุรกิจบ้านเช่า มันเป็นประวัติศาสตร์ภาคประชาชนที่สำคัญมาก” อีกประการที่สำคัญก็คือ เชื้อชาติที่หลากหลายในเมืองใหญ่แห่งนี้ ได้แก่ ไทยเชื้อสายจีน ลาว และเวียดนาม ซึ่งก็เป็นผลมาจากการตั้งฐานทหารจีไอนั่นเอง จิรวัฒน์บอกว่า งานของเขาจะถูกนำเสนอในรูปแบบวิดิโอ ขณะที่ผลงาน ศิลปะจัดวาง งานประติมากรรม ภาพเขียน และรูปแบบอื่นๆ นั้นจะมาจากเพื่อนๆ อีก 12 คน ซึ่งแต่ละคนมีโจทย์ในการทำความเข้าใจเมืองอุดรต่างกัน นิทรรศการ “คน เป็ด สิ่งของ” จะจัดขึ้นที่ ศูนย์การค้า Mill Place Posri by LPN จ.อุดรธานี ระหว่างวันที่ 11-18 ก.พ.


No Picture

มาตรฐาน 5G ยังไม่เสร็จดี แต่มีโลโก้อย่างเป็นทางการแล้ว

กลุ่มมาตรฐาน 3GPP ผู้กำหนดมาตรฐานด้านโทรคมนาคม ประกาศโลโก้ 5G อย่างเป็นทางการแล้ว โดยมีลักษณะคล้ายกับโลโก้ LTE ของเดิม แต่ปรับรูปลักษณ์ของคลื่นใหม่ให้โฉบเฉี่ยวขึ้นกว่าเดิม โลโก้ LTE และ LTE-Advanced ใช้คลื่นสีแดง ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นสีเขียวใน LTE-Advanced Pro ส่งผลให้เทคโนโลยี 5G ยังคงใช้คลื่นสีเขียวตามมาด้วย ตัวมาตรฐาน 5G ยังไม่เสร็จดี โดยมาตรฐานเวอร์ชันแรก 5G Phase 1 (Release 15 เลขเวอร์ชันนับต่อจาก LTE) มีกำหนดเสร็จช่วงปลายปี 2018 ตามด้วย 5G Phase 2 (Release 16) ในปี 2020 ที่มา – 3GPP Topics:  5G 3GPP Telecom Standard


No Picture

Vizio ถูก FTC สั่งปรับ 2.2 ล้านดอลลาร์ ข้อหาเก็บข้อมูลจากผู้ใช้สมาร์ททีวีโดยไม่สอบถามก่อน

Vizio ผู้ผลิตทีวีจากสหรัฐฯ ถูกสั่งปรับจาก FTC ของสหรัฐฯ เป็นจำนวนเงินกว่า 2.2 ล้านดอลลาร์ ในข้อหาติดตั้งซอฟต์แวร์บนสมาร์ททีวีจำนวน 11 ล้านเครื่อง เพื่อเก็บข้อมูลโดยไม่มีการสอบถามความสมัครใจของผู้ใช้ก่อน สำหรับข้อมูลที่ Vizio เก็บไปนั้น มีตั้งแต่ไอพีแอดเดรสของบ้าน, access point ใกล้เคียง, รหัสไปรษณีย์ และเปิดให้บริษัทอื่นใช้งานข้อมูลเหล่านี้เพื่อประโยชน์ในการโฆษณาแก่ผู้ใช้ทีวี Vizio Vizio กล่าวว่าการเก็บข้อมูลนั้นไม่ได้มีการเชื่อมโยงข้อมูลกับตัวผู้ใช้ที่สามารถระบุตัวตนได้ ไม่ว่าจะเป็นชื่อ หรือรายละเอียดสำหรับการติดต่อ โดยข้อมูลทั้งหมดจะถูกใช้รวบรวมเพื่อสร้างรายงานที่วัดพฤติกรรมการชมเท่านั้น ที่มา – The Next Web , FTC Topics:  Vizio FTC


UN แฉชะตากรรมโรฮิงญาในเมียนมา

ยูเอ็นออกรายงานเปิดโปงทหารเมียนมา รุมโทรม สังหาร ทุบตี อุ้มหายชาวโรฮิงญาในรัฐยะไข่ พร้อมเรียกร้องให้กองทัพยุติปฏิบัติการอันเหี้ยมโหด   เมื่อวันศุกร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติออกรายงานฉบับหนึ่ง ประมวลปากคำของชาวโรฮิงญาที่ลี้ภัยจากเมียนมาไปพำนักในบังกลาเทศ ในจำนวนผู้ให้ข้อมูล 204 คน ส่วนใหญ่เล่าว่าตนพบเห็นการเข่นฆ่า เกือบครึ่งมีสมาชิกในครอบครัวถูกสังหารหรือสูญหาย ในจำนวนผู้หญิงที่ให้สัมภาษณ์ 101 คน กว่าครึ่งเผยว่าตนถูกข่มขืนหรือกระทำรุนแรงทางเพศ   กรณีน่าตระหนกเกิดขึ้นกับเด็ก พบว่าทารก 8 เดือนคนหนึ่ง เด็กห้าขวบคนหนึ่ง และหกขวบอีกคน ถูกปลิดชีพด้วยมีด แม่คนหนึ่งเล่าว่า ลูกสาววัยห้าขวบช่วยปกป้องแม่ไม่ให้ชายคนหนึ่งข่มขืน ชายคนนั้นใช้มีดเล่มยาวเชือดคอลูกสาวเธอ อีกกรณีหนึ่ง มีรายงานว่าทารกแปดเดือนถูกฆ่าทิ้งขณะแม่ของเด็กชายถูกเจ้าหน้าที่ความมั่นคงรุมข่มขืน   ซะอีด รออัฎ อัลฮุสเซน ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนฯ บอกว่า ความโหดร้ายที่เด็กชาวโรฮิงญาถูกกระทำเยี่ยงนี้นับว่าไม่อาจยอมรับได้ ขอเรียกร้องประชาคมนานาชาติให้ช่วยกันเรียกร้องให้รัฐบาลเมียนมายุติยุทธการกวาดล้างนี้   รัฐบาลเมียนมาไม่อนุญาตให้เจ้าหน้าที่ด้านสิทธิมนุษยชนของยูเอ็นเข้าไปในรัฐยะไข่โดยอิสระ ข้าหลวงใหญ่ฯจึงส่งทีมงานไปเก็บข้อมูลที่ชายแดนบังกลาเทศติดกับเมียนมา ซึ่งเป็นที่พักพิงของชาวโรฮิงญาที่ลี้ภัยตั้งแต่เดือนตุลาคมปีที่แล้วจำนวนราว 66,000 คน.   Source: UNOHCHR Photo: AFP        


No Picture

Google ปล่อยปริศนาวันจัดงาน Google I/O 2017 อาจจัดวันที่ 17-19 พฤษภาคมนี้

Google ปล่อยปริศนาออกมาหนึ่งอันผ่านทางบัญชีสังคมออนไลน์ของ Firebase และ Google Developers ในชื่อ ‘Save The Date’ และมีคนแกะปริศนาได้ พบว่ามันคือวันและสถานที่จัดงาน Google I/O 2017 ในวันที่ 17-19 พฤษภาคมนี้ ที่ Shoreline Amphitheatre ใน Mountain View, California ที่เดิม ตัวปริศนาเป็นตารางที่ประกอบไปด้วยตัวเลข (มีเน้นสีเขียวที่เลข 19 เลขเดียว), จุด, เครื่องหมาย /, และมีเส้นอยู่แต่ละช่องที่ไม่เท่ากันด้วย นอกจากนี้ยังมีเว็บที่ใช้ในการไขปริศนาเพิ่มเติมคือ http://www.savethedate.foo/ มีผู้ใช้ Twitter รายหนึ่งบอกว่าเมื่อแกะปริศนาได้ทาง Google ยังแจกบัตรเข้างาน Google I/O ให้อีกด้วย ตรงนี้ยังไม่มีรายละเอียดใดๆ บอกได้ว่าแจกจริงหรือไม่ มีเพียงแค่ข้อความทาง DM ของ @GoogleDevs เท่านั้น ส่วนเว็บทางการของงาน https://events.google.com/io/ ปล่อยออกมาแล้ว แต่ยังไม่มีข้อมูลใดปรากฎอยู่หน้าเว็บไซต์ ที่มา : 9To5Google 1 , 2 Around the world, from here to there, to the most clever minds, the secret will share. #googledevs #savethedate https://t.co/0zwCbSLzVy pic.twitter.com/0O2vNDWZx2 — Google Developers (@googledevs) January 24, 2017 Topics:  Google I/O Google


Google+ ยังไม่ตาย แถมเพิ่มคุณสมบัติใหม่ให้น่าใช้กว่าเดิม

ชื่อของ Google+ อาจเป็นชื่อที่เคยถูกหยิบยกขึ้นมาแซวบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่รายนี้ในเชิงความล้มเหลวของการสร้างฐานผู้ใช้งานบนโลก Social Media แต่ Google+ ยังไม่ตาย และได้รับการอัปเดตคุณสมบัติใหม่แล้วกว่า 50 ตัว โดยการอัปเดตคุณสมบัติมากกว่า 50 ชิ้นนั้นเกิดขึ้นในช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมานี้เอง และคุณสมบัติใหม่ที่เพิ่มขึ้นนี้ก็สามารถใช้งานได้ทั้งบนแพลตฟอร์ม Android และ iOS รวมถึงเว็บเบราเซอร์ด้วย ซึ่งทีมงานของ Google+ เผยว่า ได้รับแรงบันดาลใจจากผู้ใช้งานที่ส่งคำแนะนำเข้ามาว่าควรพัฒนาในจุดไหนบ้าง โดยการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดอาจเป็นเรื่องของการแสดงผล Comment, การดึง G Suite Family เข้ามาให้ใช้งานได้ และการพัฒนาระบบบริหารจัดการ Communities การแสดงผล Comment เปลี่ยนไปอย่างไร เปลี่ยนไปได้ด้วยการปิดแสดงผล Comment ที่ไม่มีคุณภาพออกไป ซึ่งในจุดนี้เราคงพบเห็นได้บ่อยครั้งกับการโพสต์ที่ไม่มีความหมาย เป็นตัวอักษรแปลกๆ ซึ่งดูแล้วไม่จรรโลงใจแน่นอน Google+ ในยุคต่อไปจึงตัดการแสดงผล Comment เหล่านี้ออกไปให้หมด เหลือไว้แต่ Comment ที่มีคุณภาพ (แต่ถ้าหากเจ้าของแอคเคาน์อยากดูความเห็นทั้งหมด ก็สามารถเลือก View More Comments ได้) จุดเด่นของการปรับใหญ่ข้อที่ 2 ก็คือ การแสดงผลโดยปรับขนาดหน้าจอให้เหมาะสมที่สุด ตัดขอบขาวออกไปให้มากที่สุด เพื่อให้ผู้ใช้งานได้เห็นสิ่งที่ตนเองสนใจได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งในส่วนนี้หลายคนคงทราบกันดีว่า Google+ ในระยะหลังกลายเป็นแหล่งรวมของบรรดาช่างภาพ ตากล้อง มาโพสต์ภาพถ่ายสวยๆ กันก็ไม่น้อย การตัดขอบขาวออกไปจะช่วยให้ภาพสวยๆ เหล่านั้นโดดเด่นขึ้น นอกจากนั้นยังมีการเพิ่มฟังก์ชันการซูมเพื่อจะได้เห็นภาพต่างๆ ชัดขึ้นอีกด้วย ส่วนสุดท้ายคือเรื่องของ Events ที่ผู้ใช้งานสามารถสร้าง Events หรือกดเข้าร่วมใน Events อื่นๆ ที่สร้างขึ้นบน Google+ ได้อีกครั้ง ซึ่งทีมงานให้เหตุผลว่า ต้องการให้ผู้ใช้ได้อยู่ท่ามกลางข้อมูล แวดวงที่ตนเองสนใจอย่างถึงที่สุดนั่นเอง สำหรับบริการ Google+ ตัวเดิมมีกำหนดจะถูกปลดประจำการในวันที่ 24 มกราคมนี้ ใครที่กำลังมองหาชุมชนออนไลน์ใหม่ๆ ไว้ฝังตัวจะลองหันกลับมาพิจารณา Google+ กันอีกครั้งก็คงไม่เสียหายเช่นกัน ที่มา : Google Blog   Source: thumbsup The post Google+ ยังไม่ตาย แถมเพิ่มคุณสมบัติใหม่ให้น่าใช้กว่าเดิม appeared first on thumbsup .


Google+ เพิ่มฟีเจอร์ซ่อนคอมเม้นท์คุณภาพต่ำ, ซูมภาพ และเตรียมปิดใช้งาน Google+ คลาสสิต

Google ได้ประกาศเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ให้กับ Google+ หลายอย่าง พร้อมกับประกาศการปิดตัว Google+ คลาสสิค โดยฟีเจอร์ใหม่ของ Google+ มีดังนี้ ซ่อนคอมเม้นท์คุณภาพต่ำเป็นค่าเริ่มต้น แต่ผู้ใช้ยังสามารถเปิดดูคอมเม้นท์ทั้งหมดได้เช่นเดิมโดยกดตัวเลือก See all comments ปรับปรุง Google+ ให้แสดงข้อมูลตามขนาดหน้าจอ เพื่อลดพื้นที่ว่างเปล่า เพิ่มฟีเจอร์ซูมสำหรับภาพบน Google+ นำฟีเจอร์ Events กลับมา สุดท้าย Google ได้ประกาศว่า Google+ คลาสสิคที่เปิดใช้งานมาตั้งแต่เปิดบริการ Google+ นั้น จะถูกปิดการใช้งานตั้งแต่ 24 มกราคมเป็นต้นไป โดยผู้ใช้จะไม่สามารถเข้าใช้งาน Google+ แบบเดิมได้อีก จากปัจจุบันที่ผู้ใช้สามารถเข้าถึงได้โดยกดปุ่ม “กลับไปยัง Google+ คลาสสิก” ในหน้า Google+ แบบใหม่ ที่มา – Google+ Blog Topics:  Google+ Google