BOOKS

ฉลามเขียว : สินบนเรือดำน้ำฝรั่งเศส/บราซิล

ยังคงเกาะติดเรื่องสินบนเรือดำน้ำอยู่ ทันทีที่มีข่าวสินบนเรือดำน้ำเกิดขึ้นไม่ว่ามุมใดของโลก     The commander-in-chief of the corruption scheme ประโยคนี้ได้ยินแล้วเกิดอาการจั๊กจี้จั๊กเดียมดีแท้ มันแปลว่า ผู้บัญชาการสูงสุดแห่งโครงการโกง คือ  ตัวผม นายฉลามเขียว ขณะนี้ก็ยังคงเกาะติดเรื่องสินบนเรือดำน้ำอยู่ ทันทีที่มีข่าวสินบนเรือดำน้ำเกิดขึ้นไม่ว่ามุมใดของโลก  ผมเป็นต้องตื่นเต้นและนำมันมาเขียนสู่คนไทยได้อ่านร่วมกัน เพราะผมเชื่อว่าคนไทยจะสะเทือนใจเหมือนๆกันทุกคน เมื่อวันที่ 21 พ.ค.2017 มีข่าวใหม่เอี่ยมว่าด้วยสินบนเรือดำน้ำเกิดขึ้นอีกแล้วครับ  คราวนี้เป็นเรื่องราวที่อัยการด้านการเงินของฝรั่งเศส  เปิดสอบสวนเบื้องต้นว่า การที่อดีตประธานาธิบดี Nicolas Sarkozy ไปลงนามขายเรือดำน้ำพลังงานดีเซลไฟฟ้า  ที่ผลิตโดยบริษัทของรัฐบาลฝรั่งเศส  ให้แก่ประธานาธิบดี Luiz Inácio Lula da Silva, แห่งบราซิล เมื่อปี 2008 ฝรั่งเศสจ่ายสินบนให้ลูลาเพื่อให้ซื้อเรือดำน้ำของฝรั่งเศสดังคำร่ำลือจริงรึไม่ ฉลามเขียว ก็หูผึ่งสิครับ  ขนาดฝรั่งเศสเป็นชาติที่มีระบบตรวจสอบการให้สินบนข้ามชาติที่เข้มแข็งมาก   ประธานาธิบดีซาร์โกซีกล้าหาญขนาดนั้นเลยรึ  ซึ่งหากเป็นการซื้อขายเรือดำน้ำกับชาติที่ไม่มีระบบตรวจสอบโกงที่ข้นๆก็รับสินบนกันอย่างสบายๆ  แต่นี่คือฝรั่งเศส ฉลามเขียว  จึงต้องนำเรื่องนี้มาสู่คนไทยให้รับรู้ไปพร้อมกันด้วย มีเค้าว่า  เรื่องจะมันแน่นอน เพราะท่านอดีตประธานาธิบดีลูลา แห่งบราซิล  ตอนนี้ล่าสุดเมื่อวันที่ 23 พ.ค.2017  ศาลสูงสุดของบราซิลเพิ่งเปิดคดี  ท่านลูลาโกงสารพัด ในช่วงของการเป็นประธานาธิบดีปี 2003-2010 รวมขณะนี้ 5 คดี The commander-in-chief of the corruption scheme… ผู้บัญชาการแห่งโครงการโกง  คนที่พูดคำนี้คือ  นาย Deltan Dallagnol   อัยการสูงสุดของบราซิล  ผู้ทำการสอบสวนการโกงของลูลา  เริ่มสอบเมื่อปี 2014 กล่าวคำนี้ในการแถลงข่าวแก่นักข่าว  วันที่ประกาศว่ายื่นฟ้องต่อศาลรวม 5 คดี “The federal prosecutor’s office today is accusing Mr

Read More

“ฉันขายตัวในเกาหลี”

ปัญหาคนไทยเข้าเมืองเกาหลี  เพื่อลักลอบทำงานผิดกฎหมาย   เป็นต้นตอทำให้คนไทยที่ไปเที่ยวเกาหลีจริงๆ หลายคนถูกกักตัว โดย ตม.เกาหลีที่ใช้วิธีการสุ่มตรวจคนไทยที่อาจจะเข้าข่ายผิดสังเกต ผิดปกติ หรือ เข้าเกณฑ์ที่ ตม.เกาหลีได้ลิสต์รายการเอาไว้ เรื่องนี้เป็นมาตรการป้องกันภัยระหว่างประเทศที่ทางการต้องทำ เพราะสร้างความเสียหาย ไม่เพียงแค่การแย่งงานคนเกาหลี แต่ลามมาถึงปัญหายาเสพติดอีกด้วย เรานัดพบกับหญิงไทยค้าบริการทางเพศ  ที่คอนโดแห่งหนึ่งย่านพระราม 9 เธอเป็นคนไทยที่เคยเข้าเมืองเกาหลีถูกกฎหมาย  เพื่อไป “ทำงาน” ผิดกฎหมาย  นั่นคือการ “ขายบริการทางเพศ” อาชีพของเธอที่ทำมาตั้งแต่เรียนจบจนถึงปัจจุบันคือ สาวไซด์ไลน์  และเขยิบมาเป็นดาวอาบอบนวดแห่งหนึ่งบนถนนเพชรบุรี เธออายุ 30 ต้นๆ และเคยไปขายบริการทางเพศที่เกาหลีมาแล้ว 1 ครั้ง ขณะที่เพื่อนๆดาวรอบตัวเธอ เคยไปมาแล้วหลายครั้ง การลักลอบเข้าเกาหลีเธอ ทำผ่าน “บอส” หรือนายหน้า ซึ่งมีอาชีพพาเด็กไปเกาหลีโดยเฉพาะ  เธอบอกว่า บอสมีหลายคนหลายแบบ ก่อนจะไปเกาหลี  จะต้องให้บอสดูตัวก่อน  ว่าไปได้มั้ย  ได้ราคาเท่าไหร่ต่อรอบ  จากนั้นจึงจะตกลงเงื่อนไขที่เป็น “ค่านายหน้า” เธอบอกว่าค่านายหน้าอย่างต่ำอยู่ที่ 60,000 บาท  หรือบางรายไม่จ่ายก็มี โดยใช้วิธีการตกลงหักค่าใช้จ่ายส่วนนี้หลังจากทำงานไปแล้ว  อาจจะให้เป็นก้อนหรือทยอยจ่าย   ประเด็นอยู่ที่ว่า  ลักษณะการเข้าเกาหลีโดยการไปขายบริการทางเพศของเธอผ่านไปโดยปกติทุกครั้ง  เพราะเวลาที่เธอและเพื่อนจะเข้าไปขายบริการทางเพศที่เกาหลี  จะไปในรูปแบบของการพาครอบครัวไปเที่ยวบ้าง  ไปในลักษณะกลุ่มเพื่อนสาวไปเที่ยวกันเองบ้าง แล้วขากลับก็ให้ครอบครัวหรือเพื่อนกลับกันเอง เธอก็อยู่เที่ยวต่อ  ซึ่งจริงๆแล้วคืออยู่เพื่อทำงานขายบริการทางเพศ เมื่อครอบครัวหรือเพื่อนๆ กลับไทยแล้ว จะมีคนมารับเธอไปอยู่สถานที่ทำงาน ซึ่งเธอเรียกมันว่า “บ้าน”   “บ้าน” มีลักษณะคล้ายโรงแรม หรือห้องพัก เป็นตึกห้องๆ  และคอยให้บริการแขกที่นั่น โดยไม่ได้ไปประจำอยู่ในอาบอบนวดเหมือนที่ไทย เพราะที่นั่นไม่มีสถานประกอบการลักษณะนี้ การรับงาน  วันหนึ่งจะรับงานเป็นรอบ รอบละครึ่งชั่วโมง หากเป็นการรับงานเฉลี่ยแบบปกติ จะเริ่มทำงาน 13.00 – 05.00 น ของอีกวัน โดยผู้หญิง 1 คน จะต้องรับงานให้ได้ไม่ต่ำกว่า 25 รอบ นั่นคือรับงานติดต่อกัน 13 ชั่วโมง  ได้เงินเฉลี่ยราคารอบละ 1,200 บาท   แต่หากเป็นผู้หญิงขายบริการทางเพศที่ใช้ยาเสพติด จะรับแขกได้ 60 รอบ และจะชวนให้แขกที่มาใช้บริการร่วมเสพด้วย ซึ่งเรื่องนี้น่าจะเป็นปัญหาใหญ่ที่ทำให้รัฐบาลเกาหลีลงดาบปราบปรามจริงจังกับเรื่องนี้ จนทำให้คนไทยที่ไปเที่ยวจริงๆเดือดร้อน ปัญหา ตม.เกาหลีกักตัวคนไทย สาเหตุจริงๆ  ไม่น่าจะโทษใครได้ เพราะประเทศไทยเอง  ก็มีธุรกิจอาบอบนวดที่เปิดให้บริการถูกกฎหมาย  แต่ในเบื้องหลังของการเปิดบริการนี้ กลับมีธุรกิจสีเทาแฝงอยู่หลายมุม หนึ่งในนั้นกลายมาเป็นการขายบริการทางเพศข้ามชาติ    หากไม่มีความต้องการ ( Demand) สินค้า (Supply) ก็ไม่มีความหมาย   มาดูตัวเลขคนไทยที่ไปท่องเที่ยวเกาหลีกันบ้าง  อยู่ที่ 300,000 คน  ในทางตรงกันข้าม  คนเกาหลีก็มาเที่ยวเมืองไทย มากกว่าถึง 4 เท่าของนักท่องเที่ยวไทยที่ไปเกาหลี  อยู่ที่ประมาณ  1,200,000 คน ส่วนจำนวนคนไทยที่ถูกกักตัวในเกาหลีใต้   ผู้บัญชาการตำรวจตรวจคนเข้าเมือง  เปิดเผยว่า  ในปี 2558  มีคนไทยถูกกักตัวเกือบ 3,000 คน    ปี 2559   สถิติเพิ่มมากขึ้นเป็น 3,600 คน     การเตรียมตัวเมื่อไปเกาหลีคือ 1.เตรียมเอกสารยืนยันตัวตนให้เรียบร้อย 2.ศึกษาแผนที่เราวางไว้ ว่าจะไปไหนบ้าง ไปทำอะไรบ้าง  ไปกี่วัน  พักที่ไหน  ควรจำให้ได้    ปัจจุบัน รัฐบาลเกาหลีอนุญาตให้คนไทยเดินทางเข้าเมืองได้   โดยไม่ต้องรับการตรวจลงตรา หรือวีซ่า และพำนักในประเทศได้ไม่เกิน 90 วัน     แต่พบปัญหาว่าคนไทยมักทำผิดกฎหมายเกาหลีใต้ เช่น อยู่เกินกำหนดเวลา และลักลอบทำงานในเกาหลีใต้ผิดกฎหมาย    ปี 2558  คนไทยเดินทางไปประเทศเกาหลีประมาณ 400,000 คน แต่กลับถูกปฏิเสธการเข้าเมืองและส่งกลับอยู่ที่  28,750 คน  โดยเจ้าหน้าที่  ตรวจคนเข้าเมืองเกาหลีไม่ให้เหตุผล  ปัจจุบัน  มีคนไทยที่พำนักในเกาหลีใต้ จนถึงเดือนมีนาคม 2560  พบว่ามีคนไทยอยู่ประมาณ 101,000 คน    ในจำนวนนี้   มีผู้อยู่เกินกำหนดวีซ่าถึง 57,490 คน   


ฉลามเขียว : โจรอยู่ในสมุด

คดีเครือข่ายอุ้มบุญข้ามชาติยังคงรอการสืบสวนสอบสวนหาตัวการใหญ่ และเชื่อว่าไม่เกินกำลังตำรวจไทย เพราะพยานต่างๆ นั้นถูกระบุชื่อไว้ในสมุดของกลางแล้ว   ดูจากค่าจ้างที่ขบวนการอุ้มบุญของแก๊งอาชญากรชาวจีนแผ่นดินใหญ่  ที่จ่ายให้แก่หญิงไทยที่ฝังตัวอ่อนในมดลูกแล้วหัวละ 400,000 บาท  เมื่อเด็กคลอดออกมา  ก็มโนได้ว่า  เด็กเกิด 1 คนค่าใช้จ่ายจะต้องหัวละ 1,000,000 ล้านบาท… คนไม่รวยจ่ายไม่ได้  และมันจะต้องเป็นแก๊งที่ใหญ่มาก  เป็นอาชญากรรมของมนุษยชาติที่ร้ายแรงมาก   ฉลามเขียว  จึงนำเรื่องราวมาเขียนอีกในวันนี้ เพื่อให้คนไทยสนใจ  แม้ขณะนี้จะสนใจน้อยอยู่ แต่เชื่อว่าจะต้องเพิ่มความสนใจขึ้นเรื่อยๆ มีเด็กกี่คนแล้วที่เกิดในไทย เรารับรู้กันแต่เพียงเรื่องเล่าขานว่า ครอบครัวคนจีนบนแผ่นดินใหญ่ต้องการที่จะได้ลูกชายเท่านั้น มันเป็นวัฒนธรรม จึงทุ่มเทเงินทองมหาศาลเพื่อได้ลูกชาย  โดยถ้าจะให้เมียตัวเองท้องเองตามธรรมชาติมันก็เสี่ยงถ้าเกิดได้ลูกหญิงขึ้นมา จึงเป็นโอกาสทองให้โจรแก๊งอุ้มบุญเข้าไปเสนอ  เอาเชื้อของฝ่ายสามีเข้ามาทำในประเทศไทย  เพราะหมอไทยเก่งที่สุดในเรื่องอุ้มบุญ ประเทศไทยมีกฎหมายที่เข้มงวดในเรื่องอุ้มบุญ  มีข้อกำหนดมากมาย  คนที่ไม่ใช่พี่น้องกันทางเลือดจริงๆ รับอุ้มบุญให้คนอื่นไม่ได้  และหมอที่ฝ่าฝืนถ้าถูกจับได้ก็โทษหนักเอาการทีเดียว เงิน…เป็นตัวกำหนดทุกอย่าง  แก๊งโจรจากจีนรู้ว่าครอบครัวไทยโดยส่วนใหญ่อัตคัตแร้นแค้น  หญิงไทยที่มีลูกแล้วจะหาได้ไม่พอกิน  จึงส่งหน้าม้าที่เป็นคนไทยเข้าไปเกลี้ยกล่อมให้รับงาน  โดยเลือกญิงไทยร่างกายแข็งแรงอายุไม่เกิน 35 ปี  เคยมีลูก ยังอยู่กับผัว  ซึ่งผัวเมีหลายคู่หารือกันแล้วรับงานด้วยหตุผลเดียวกัน…อยากได้เงิน  โดยไม่รู้เลยว่าถ้าเด็กในท้องออกมาเป็นหญิงจะเป็นอย่างไร  จะต้องเลี้ยงเป็นลูกตัวเองอย่างแอบซ่อนต่อไปรึไม่  และรู้มั๊ยอาชญากรรมนี้ผิดกฎหมายไทย  และติดคุกในไทย ทำไม ฉลามเขียว จึงถือว่าเป็นอาชญากรรมของมวลหมู่มนุษยชาติ ก็เพราะคนพวกนี้ไม่เห็นชีวิตมนุษย์มีคุณค่า   เป็นแค่สินค้า  เช่นเดียวกับเพาะพันธุ์สัตว์เลี้ยงน่ารักออกขาย  ในขณะที่ประเทศไทยยังไม่รู้จะเผชิญปัญหาต่อเนื่องที่น่ากลัวแค่ไหนต่อไป  เพราะเด็กเหล่านี้ถูกส่งกลับให้มาคลอดบนแผ่นดินไทย  ถ้าคลอดแล้วไม่รับไปจีน จริงๆ แล้ว  ถึงขณะนี้  เด็กเกิดกี่คนแล้ว ถูกลอบนำออกไปจีนกี่คนแล้ว  กำลังเจริญเติบโตอยู่ในมดลูกหญิงไทยอีกกี่คน เพราะขบวนการนี้ไม่ใช่เพิ่งเริ่ม ทำกันมานานแล้ว เพียงแต่เพิ่งถูกจับครั้งแรกเมื่อวันที่ 21 เม.ย.2560 และจับหญิงไทย 6 คน เมื่อ 20 พ.ค.2560  โดยคนชื่อ “นายนิมิตร แสงอำไพ”   เป็นอาชญากรรมข้ามชาติ  น้อยที่สุดก็น่าจะโยง 4 ประเทศ  ต้นน้ำอยู่ที่จีนใหญ่  แล้วก็ไทย ไปฝังที่เวียงจันทน์ ประเทศลาว  และน่าโยงกับเขมรและเวียดนาม    ฉลามเขียว จึงต้องเขียนซ้ำๆ เพื่อให้เจ้าหน้าที่รัฐไทยโดดเข้ามาทำให้เป็นคดีและกวาดล้างแก๊งจีนให้ราบคาบ 9 โมงเช้าวันที่ 21 เม.ย.2560  “นายนิมิตร แสงอำไพ”  หัวหน้าด่านศุลกากร  พรมแดนสะพานมิตรภาพไทย – ลาว อ.เมืองหนองคาย แห่งที่ 1 ตรวจค้นชายไทยชื่อ “นายนิธินนทน์ ศรีธานิยานันท์” อายุ 25 ปีอยู่บ้านเลขที่ 114 ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร  นำถังไนโตรเจน 1 ถัง ภายในบรรจุหลอดใส่อสุจิ 6 หลอด ของบุคคล 2 คน จะข้ามไปประเทศลาว ได้ค่าจ้าง 5,000 บาท  จึงเชิญ น.พ.ชัชวาล ฤทธิ์ฐิติ รองนายแพทย์สาธารณสุข จ.หนองคาย มาร่วมตรวจสอบด้วย การสอบถามทำให้รู้ว่า  ขนน้ำเชื้อจากกรุงเทพฯไปลาว ไปเขมร  แล้วหลายสิบครั้ง  และเชื่อกันว่า “หมอไทย” เป็นคนผสมอสุจิเข้าไข่ของฝ่ายหญิง  และเป็นคนฝังตัวอ่อนในมดลูก การจับกุมครั้งแรกไม่เป็นข่าวดัง เช่นเดียวกับจับ 6 หญิงที่กลับมาจากลาวเมื่อ 20 พ.ค.2560 ก็ไม่เป็นข่าวดัง ทั้งที่เป็นอาชญากรรมของมนุษยชาติที่น่ากลัว  แต่มันก็ชื่นใจอยู่นิดนึงนะครับ   ตรงที่หัวหน้านิมิตรเล่าสู่นักข่าวฟังว่า ตำรวจกองปราบมาพบ  และขอหลักฐานต่างๆไปแล้ว ฉลามเขียว  ก็มโนว่า ตำรวจกองปราบปรามประเทศไทยจะปราบแก็งอุ้มบุญชาวจีน ที่มีฐานใหญ่อยู่ในกรุงเทพฯ และมันจะต้องใหญ่มาก มันจะต้องประกอบด้วย   มหาเศรษฐีชาวจีนที่อยากได้ลูกชาย  เดินทางเข้ามากรุงเทพฯ ไปคลีนิกที่ร่วมมือ  รีดอสุจิ  ก็ต้องทำที่คลินิกจึงจะแช่แข็งในถังไฮโดรเจนได้อย่างทันที แล้วหมอไทยก็บินไปปฏิบัติการในคลินิกที่เวียงจันทร์  เพราะลาวยังไม่มีกฎหมายห้ามอุ้มบุญ หลักฐานเรี่ยราดมาก เพราะมีคนเกี่ยวพันหลายคน โจรอยู่ในสมุด…ตามพาดหัวตั้งชื่อเรื่องในวันนี้หมายความถึง สมุดอย่างที่นักเรียนใช้ในโรงเรียน ที่หญิงไทยคนหนึ่งในขบวนการนำติดตัวกลับมาจากเวียงจันทน์ด้วย  มาถูกหัวหน้านิมิตรจับที่ด่านสะพาน  มีเขียนบันทึกไว้ หญิงชื่ออะไรฝังตัวอ่อนแล้วผลเป็นอย่างไร  ซึ่งมีทั้งติด ไม่ติด และหลุด ดูตัวหนังสือที่ หัวหน้านิมิตร ชูให้นักข่าวชมเมื่อ 21 พ.ค.2560  ไม่ใช่ลายมือของคนเรียนหนังสือมาน้อย  เป็นลายมือของคนที่เรียนหนังสือมาเยอะ  แต่ไม่เดาหรอกว่า หมอไทยเป็นคนเขียนบันทึกง่ายๆ นี้ด้วยตัวเองหรือไม่ ทุกอาชญากรรมทิ้งร่องรอยไว้เสมอ…วิชานี้สอนตำรวจทุกคนให้รู้ว่า  โจรทุกคนมันไม่ได้เก่งกาจอะไรนักหนาหรอก  มันประกอบอาชญากรรมแล้วก็ทิ้งร่องรอยไว้ทั้งนั้นแหละ  สำคัญอยู่ที่ว่า  ตำรวจจะมีไหวพริบหาเจอรึไม่  ซึ่งในกรณีอุ้มบุญแก๊งจีน  โจรมันอยู่ในสมุด  ดังนั้นถ้าตำรวจเอาสมุดเล่มนี้มาแล้วตามหาหญิงทุกคนที่มีชื่อให้พบ  เอามาสอบมาเค้น แป๊บเดียวก็รู้ เพราะยังไงมันก็ต้องมีคนหนึ่งที่เคยเจอตัวจริงผู้ชายชาวจีนชื่อ Mr.Ran Zhao  ที่เป็นผู้ว่าจ้าง และจ่ายเงินค่าจ้าง ถ้าตำรวจกรุงเทพฯ ได้ตัว Mr.Ran Zhao  ทุกอย่างก็จะเร็วขึ้น ตัวผมมโนไปไกลแล้ว ผมอยากอ่านข่าว หมอคนไทยถูกจับ คลินิกใหญ่ในกรุงเทพฯ ถูกทลาย ฉลามเขียว 22 พฤษภาคม 2560   อ่านข่าวเพิ่มเติม นายด่านหนองคายยัน “วีไอพีคลินิก” ในลาวรับทำอุ้มบุญ เร่งประสานฝั่งเพื่อนบ้านร่วมเฝ้าระวัง จับหนุ่มหอบ”อสุจิ”ฝั่งไทย ข้ามไปอุ้มบุญฝั่งลาว  


การจัดระเบียบธุรกิจทางเพศในอัมสเตอร์ดัม ตัวอย่างที่ดีแก่พัทยา

รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ ดำเนินโครงการจัดระเบียบ”ย่านโคมแดง” (Red light district) กำจัดอาชญากรในธุรกิจทางเพศและแก้ไขภาพลักษณ์ของเมืองอัมสเตอร์ดัม ส่วนภาคเอกชนคิดค้นโมเดลส่งเสริมทางเพศใหม่ ปฏิวัติวงการโสเภณีทั่วโลก โมเดลเหล่านี้ จะสามารถเป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่เมืองพัทยา ที่ได้รับฉายาว่าเป็น”เมืองหลวงแห่งเซ็กส์”ของไทยได้อย่างไร? ย่านโคมแดง หรือ Red Light District ในอัมสเตอร์ดัม ต่างจากสถานซื้อขายบริการทางเพศบนที่อื่นๆในโลกพอสมควร เพราะหลังจากที่รัฐบาลทำให้การซื้อขายบริการทางเพศในสถานที่บริการ(ซ่อง)ในเนเธอร์แลนด์เป็นเรื่องถูกกฎหมายนับตั้งแต่ปี2000 เป็นต้นมา เจ้าของสถานที่ค้าบริการทุกแห่งจะต้องมีใบอนุญาตและต้องจ่ายภาษีเช่นเดียวกับอาชีพอื่นๆ นอกจากนี้ ในอัมสเตอร์ดัม มีองค์กรที่ก่อตั้งโดยอดีตโสเภณีเพื่อให้ความรู้นักท่องเที่ยวเกี่ยวกับผู้ค้าบริการทางเพศ​และช่วยเหลือดูแลผู้ค้าบริการเช่น การรับบริการด้านสาธารณสุข  การยกสถานค้าบริการใต้ดินขึ้นมาอยู่บนดินของทางการมีขึ้น เนื่องจากรัฐบาลต้องการกำจัดเครือข่ายค้ามนุษย์ที่มักอยูเบื้องหลังอุตสาหกรรมนี้ ทั้งการบังคับโสเภณีจ่ายค่าเช่ากระจกหน้าร้านที่ใช้เรียกลูกค้า เพราะมีโสเภณีไม่น้อยที่ถูกเจ้าของซ่องบังคับทำงานเพื่อจ่ายค่าเช่าถึงแม้ว่าพวกเธอจะป่วย หรือแม้แต่การบังคับทำงานในวันหยุด นโยบายการจัดระเบียบพื้นที่โคมแดง(Project 1012) ที่ตั้งตามรหัสไปรษณีย์ของเขตพื้นที่แห่งนี้ เริ่มตั้งแต่ปี 2007เป็นต้นมา เพื่อลดอัตราอาชญากรรม เครือข่ายค้ามนุษย์ ให้เข้ามาในพื้นที่แห่งนี้น้อยลง โดยการไล่ปิดซ่องโสเภณีและแทนที่ด้วยโครงการที่ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ คาเฟ่ ร้านค้าขายสินค้าต่างๆ โดยการบังคับให้เจ้าของเหล่านี้โอนสัญญาเช่ากลับมาเป็นของรัฐ(ตามข้อมูลของหนังสือพิมพ์เดอะการ์เดียนของอังกฤษระบุว่า ทีดินทุกผืนในอัมสเตอร์ดัมเป็นของรัฐที่ปล่อยเช่าให้ประชนทำธุรกิจ) และส่งเสริมให้ธุรกิจใหม่ๆ หรือสตาร์ทอัพหน้าใหม่ เข้ามาทำธุรกิจมากขึ้น ด้วยการให้เงินสนับสนุน และปรับค่าเช่าพื้นที่ให้ถูกลง สื่อทั่วโลกให้ความสนใจโมเดลดังกล่าว เพราะทำให้เริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงมากขึ้นในย่านโคมแดง แต่รัฐบาลเองก็ยังประสบปัญหาเยียวยาโสเภณีที่ถูกกำจัดพื้นที่ทำกิน ซ่องโสเภณี เพื่อโสเภณี อีกหนึ่งโครงการที่น่าสนใจมาก คือโครงการซ่องที่ดำเนินการโดยเครือข่ายโสเภณี โดยเมื่อช่วงกลางเดือนที่ผ่านมา นายกเทศมนตรีกรุงอัมสเตอร์ดัม เดินทางไปเปิดซ่องแห่งใหม่ใจกลางเรด ไลท์ ดิสทริค ที่กินพื้นที่กว่า 14 หน้าต่างในย่านโคมแดง โดยซ่องโสเภณีแห่งนี้ มีโมเดลธุรกิจที่สานฝันโสเภณีให้เป็นจริง คือการลดการพึ่งพามาเฟีย และถือเป็นโมเดลที่ปฏิวัติวงการโสเภณีทั่วโลก  โครงการนี้เป็นของมูลนิธิ My Red Light โครงการที่ก่อตั้งโดยโสเภณีในอัมสเตอร์ดัมเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองให้กับโสเภณีและลดการพึ่งพามือที่สาม ที่มักจะเป็นเจ้าของซ่องโสเภณีและเอาเปรียบผู้ค้าบริการบ่อยครั้ง โดยโครงการนี้จะเปิดให้โสเภณี สามารถเลือกเช่าพื้นที่หน้าต่างเพื่อใช้ทำมาหากินได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องผ่านนายจ้าง และพวกเธอยังทำงานในช่วงเวลาที่ต้องการ ปราศจากการบังคับจากเจ้าของสถานที่ค้าบริการ พื้นที่ทั้งหมดบริหารจัดการโดยมูลนิธิ ที่มีการสร้าง ตกแต่ง และบรรยากาศที่ดีกว่าซ่องอื่นๆ นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่สำหรับโสเภณีที่ทำให้พวกเธอสามารถสนทนาและมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันได้ยามว่าง โดยปราศจากการรบกวนของลูกค้า และยังมีการจัดเวิร์คช็อปต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการปรับปรุงคุณภาพการบริการและคุณภาพชีวิต เช่นเทคนิคการทำให้ลูกค้าพอใจ การมีเซ็กส์อย่างปลอดภัย อีกด้วย  พัทยา VSอัมสเตอร์ดัม หันกลับมามอง”ย่านโคมแดง”ในไทยอย่างพัทยา ที่กลับมาเป็นที่พูดถึงอย่างหนาหูอีกครั้ง เมื่อไม่นานนี้ หนังสือพิมพ์เดลีย์ มิเรอร์ ของอังกฤษพาดหัวว่าเป็นเมืองคนบาปและเมืองหลวงแห่งเซ็กส์ ที่มีโสเภณีทำงานมากถึง 27,000 คน เรื่องนี้ทำให้รัฐบาลไทยกังวลอย่างมาก พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีของไทยถึงกับออกมาบอกว่าต้องการลบภาพลักษณ์ที่เสื่อมเสียเหล่านี้ออกไปให้หมด โครงการจัดระเบียบต่างๆ เพื่อลบล้างภาพลักษณ์”เมืองหลวงแห่งเซ็กส์”ของพัทยา ดูเหมือนว่าจะถูกเร่งรัดในช่วงนี้เป็นพิเศษเพราะชลบุรีเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(EEC) เมกะโปรเจ็กต์ที่รัฐบาลไทยพยายามสร้างให้สอดรับการลงทุนเส้นทางสายไหมใหม่ของจีน โดยการส่งเสริมให้นักลงทุนต่างชาติใช้เป็นฐานการผลิตเพื่อกระจายสินค้าไปประเทศอื่นๆ พัทยาจะถูกชูขึ้นมาในฐานะแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่มีความทันสมัย อย่างไรก็ตาม การปราบปรามธุรกิจสีเทาของพัทยาทำได้ไม่ง่ายนัก เพราะยังขาดความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมจากหลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งในพัทยายังมีแก๊งมาเฟียต่างชาติที่อยู่เบื้องหลังธุรกิจค้าบริการ นอกจากนี้ การนำโสเภณีขึ้นมาอยู่บนดิน ดูเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ยากของสังคมไทย ที่มีจารีตประเพณีตีกรอบไว้อย่างแน่นหนา แต่หากทำได้จริง การกำจัดเครือข่ายค้ามนุษย์และอาชญากรที่เกี่ยวข้องคงทำได้ง่ายกว่านี้มากทีเดียว  ปรับทัศนคติ อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับถึงการจัดการที่ยังไม่เห็นผลเป็นรูปธรรม คือทัศนคติของสังคมและรัฐบาลไทย ที่อาจมองว่าโสเภณีเป็นเรื่องผิดบาปที่สร้างความเสื่อมเสียและควรจำกัดเพื่อภาพลักษณ์ที่ขาวสะอาดขึ้น แต่ในเมืองพัทยา ที่เติบโตและรุ่งเรืองมาได้เพราะมี”การท่องเที่ยวทางเพศ”เป็นปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญ การกำจัดภาพลักษณ์เหล่านี้จะทำได้ด้วยวิธีการใด ?และจุดยืนอื่นๆที่รัฐบาลพยายามสร้างให้แก่เมืองพัทยา(เช่น เมืองแห่งกีฬา เมืองแห่งการประชุม เมืองแห่งอุตสาหกรรมการให้บริการทางการแพทย์) จะสามารถทดแทนรายได้ที่หดหายไปของชาวเมืองพัทยาได้จริงหรือไม่? มากน้อยและยั่งยืนแค่ไหน?  อีกหนึ่งคำถามที่ต้องการคำตอบคือการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ให้บริการทางเพศ ที่แม้แต่ในเมืองที่มีโมเดลการจัดการธุรกิจทางเพศเป็นรูปธรรมอย่างอัมสเตอร์ดัม ก็ยังต้องปวดหัวกับการแก้ไขปัญหานี้ โสเภณีจำนวนมากที่ทำธุรกิจทางเพศมาทั้งชีวิต ไม่ได้รับการสนับสนุนให้พวกเธอ”มีชีวิตใหม่”อย่างแท้จริง ทำให้พวกเธอต้องก่อหวอดประท้วง ถามรัฐบาลว่า หากยึดพื้นที่ทำกินของพวกเธอ แล้วเธอจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร?


เปิดหน้าประวัติศาสตร์ธรรมยาตรา 5 แผ่นดิน ตามรอยพระอริยสงฆ์แห่งลุ่มน้ำโขง

เปิดหน้าประวัติศาสตร์แล้ววันอาทิตย์ที่ 21 พษภาคม 2560 สำหรับโครงการธรรมยาตรา 5 แผ่นดิน ตามรอยพระอริยสงฆ์แห่งลุ่มน้ำโขง จัดโดยสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 , มูลนิธิวีระภุชงค์ และองค์กรภาคี 5 ประเทศ จุดเริ่มต้นของโครงการธรรมยาตรา 5 แผ่นดิน เกิดจากปณิธานของพระอาจารย์ใหญ่ ดร.มหาผ่อง สะมาเลิก ขณะดำรงตำแหน่งประธานศูนย์กลางพุทธศาสนสัมพันธ์ลาว ที่ปรารภระหว่างการจัดงาน”พุทธพลิกสุวรรณภูมิ สามัคคีธรรม แผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง” เมื่อวันที่ 9-13 กันยายน 2558 ที่ราชอาณาจักรกัมพูชา ในขณะนั้นพระอาจารย์ใหญ่ ดร.มหาผ่องมีอาการอาพาธ แต่ท่านยังเดินทางไปร่วมงาน ถือเป็นศาสนกิจสุดท้ายก่อนที่ท่านจะละสังขารเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2558 ดร.สุภชัย วีระภุชงค์ เลขาธิการสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 เล่าถึงจุดเริ่มต้นโครงการว่า “หลวงปู่มหาผ่องปรารภถึงโครงการธรรมยาตราว่า มีหลายประเทศ หลายหน่วยงานต้องการทำ แต่ไม่มีใครทำสำเร็จ ท่านพูดทำนองว่า ตัวท่านเป็นพระมาจนอายุ 100 ปี เพิ่งจะเห็นอุบาสก-อุบาสิกา มีความคิดเชิงรุกในการนำพุทธศาสนามาเชื่อมโยงแผ่นดินสุวรรณภูมิ” ปณิธานที่แน่วแน่ของพระอาจารย์ใหญ่มหาผ่อง ทำให้ ดร.สุภชัยและคณะรับปากที่จะสานต่อโครงการธรรมยาตรา เชื่อมต่อดินแดนสุวรรณภูมิด้วย”พุทธศาสนา” ความหมายของธรรมยาตรา “ในครั้งก่อนพระพุทธศาสนาจะเข้ามายังประเทศไหน พระเจ้าอโศกมหาราชทรงทำการสังคายนา โดยใช้ขบวนธรรมยาตรา เสด็จไปตามแว่นแคว้นที่มีความเห็นต่างกัน โดยไปในที่ที่มีความเป็นอยู่ต่างกัน” พระธรรมโพธิวงศ์ หัวหน้าพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล ชี้แจงถึงความสำคัญของโครงการธรรมยาตรา หัวหน้าพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาลเล่าย้อนประวัติศาสตร์ว่า “พระเจ้าอโศกมหาราชใช้การธรรมยาตราเสด็จไปตามแคว้นต่างๆ บางเมืองเป็นคู่อริกัน ท่านอาศัยธรรมยาตราทำให้ลืมความขัดแย้งกลายเป็นความสมัครสมานสามัคคี โลกเราทุกวันนี้ถ้าจะดับทุกข์ให้ได้ทั้งหมด อะไรจะเกินกว่าความสามัคคีไม่มีอีกแล้ว” ธรรมยาตรา 5 แผ่นดิน “พุทธศาสนา”เชื่อมความสัมพันธ์ ก่อนที่โครงการธรรมยาตรา 5 แผ่นดินจะเกิดขึ้นเป็นรูปธรรม ต้องใช้เวลาประสานงานนานกว่า 1 ปีครึ่ง มีการติดต่อประสานงานกับผู้นำ 5 ประเทศ คือ กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม และไทย (CLMVT) โดยชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นร่วมกันในประเทศลุ่มน้ำโขง คือ ความเป็นมิตร ความเป็นญาติ เมื่อความไว้เนื้อเชื่อใจเกิดขึ้นแล้วจะทำการสิ่งใดก็ล้วนประสบความสำเร็จ สอดคล้องกับความเห็นของเลขาธิการสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 ที่มีประสบการณ์ในการทำงานติดต่อธุรกิจค้าขายในกลุ่มประเทศ CLMVT กว่า 26 ปี บอกเล่าว่า การติดต่อธุรกิจจำเป็นต้องมีความไว้เนื้อเชื่อใจกัน แต่ถ้ากลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขงยังมีความหวาดระแวงว่า พ่อค้ามาจะเป็นคู่แข่ง รัฐบาลแข่งขันด้านการส่งออก ยังเอาชนะกันด้วยตัวเลขดุลการค้า นโยบาย 3 เสาหลัก AEC คงจะเกิดขึ้นเป็นรูปธรรมได้ยาก เปิดนาทีประวัติศาสตร์ธรรมยาตรา 5 แผ่นดิน นาทีประวัติศาสตร์ของโครงการธรรมยาตรา 5 แผ่นดิน เริ่มขึ้นเมื่อนายชัช ชลวร ประธานชมรมโพธิคยาวิชชาลัย 980 และนายอภัย จันทนะจุลกะ รองประธานชมรมโพธิคยาฯ มอบธงสัญลักษณ์โครงการธรรมยาตรา 5 แผ่นดิน  ดร.สุภชัย เลขาธิการสถาบันโพธิคยามอบ”ธรรมจักร” สัญลักษณ์ของงานธรรมยาตรา 5 แผ่นดิน พิธีการสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ของวงการศาสนาจัดขึ้นที่วัดโพธิ์สระปทุม บ้านกุศกร อ.ตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี เพราะที่บ้านกุศกรคือ บ้านเกิดของหลวงปู่มหาผ่อง พระอริยสงฆ์สองแผ่นดินที่เป็นที่นับถือของทั้วชาวไทยและ สปป.ลาว โดยเลขาธิการสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 ย้ำกับพระสงฆ์และพุทธศาสนิกชนที่มาร่วมงานธรรมยาตรา 5 แผ่นดินว่า ได้สานต่อเจตนารมย์ของหลวงปู่มหาผ่องจนสำเร็จลุล่วงแล้ว  และขอให้ช่วยกันสืบสานงานพระพุทธศาสนาต่อไปเพื่ออนาคตของลูกหลานในวันข้างหน้า พระธรรมโพธิวงศ์ ผู้อำนวยการหลักสูตรสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 กล่าวสัมโมทนียกถาว่า “องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมอบ”พระธรรมคำสั่งสอน”เป็นสมบัติของโลก ขณะที่โลกกำลังว้าวุ่น จำเป็นต้องมองหา”จุดสมานฉันท์”ให้เกิดความไว้วางใจซึ่งกันและกัน” “วันนี้โครงการธรรมยาตรา 5 แผ่นดิน มี”พุทธศาสนา” เป็นจุดกำเนิดของลมหายใจในทุกประเทศ ในอดีตโบราณกาล มีการไปมาหาสู่โดยไม่ต้องใช้”หนังสือเดินทาง” เพียงแต่ถือ “ดอกไม้” “ธูป 3 ดอก” ก็บอกถึงความเป็นมิตร  ภาพนี้ทำให้เกิดโครงการธรรมยาตรา 5 แผ่นดิน โดยมีจุดเริ่มต้นที่บ้านกุศกร บ้านเกิดของพระอาจารย์ใหญ่ดร.มหาผ่อง สะมาเลิก พระอริยสงฆ์ 2 แผ่นดิน จากนั้นมีพิธีการถวายกลดและย่ามแด่คณะสงฆ์ที่จะปักกลดค้างแรมที่วัดโพธิ์สระปทุม บ้านกุศกร พิธีการสำคัญอีกช่วงหนึ่งคือ การปลูกต้นพระศรีมหาโพธิ์ และปักธงเป็นนิมิตหมายแห่งพระอริยธาตุเจดีย์ศรีสุวรรณภูมิ โดยหน่อของต้นพระศรีมหาโพธิ์ นำมาจากพุทธคยา ประเทศอินเดีย สถานที่ตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในช่วงเช้าวันจันทร์ที่ 22 พฤษภาคมจะมีพิธีบิณฑบาตร ณ.วัดโพธิ์สระปทุม จากนั้นมีการตั้งขบวนธรรมยาตรา 5 แผ่นดิน ตามรอยพระอริยสงฆ์ลุ่มน้ำโขง โดยเริ่มจากบริเวณพระอุโบสถ ผ่านพื้นที่อริยธาตุเจดีย์ศรีสุวรรณภูมิ ในช่วงเวลา 11 นาฬิกา มีพิธีส่งพระธรรมยาตรา 5 แผ่นดิน เพื่อเดินทางข้ามด่านช่องเม็ก สู่ด่านวังเต่า ไปยัง สปป.ลาว โดยจะจัดพิธีมอบเสาธรรมจักร ธงฉัพพรรณรังสี ธงธรรมยาตรา และหน่อต้นพระศรีมหาโพธิ์ ที่วัดศรีสว่างวงศ์ และวัดพูส่าหล้า  


ฉลามเขียว : อาชญากรรมของมนุษยชาติ

ศุลกากรหนองคายจับขบวนการอุ้มบุญจีน  …เป็นเรื่องใหญ่แต่ไม่เป็นข่าวดัง  จัดเป็น “อาชญากรรมของมนุษยชาติ” ที่น่าสยดสยองมาก   จนป่านนี้แล้วตัวผมก็ยังคิดไม่ออก กรณี ท่านรัฐมนตรีกลาโหมประเทศกรีซ รับสินบนเรือดำน้ำจากอู่ต่อเรือประเทศเยอรมนี แล้วเอาเงินไปให้เมียฟอก ด้วยการซื้อบ้านหรูหราบนถนนที่หรูที่สุดกลางกรุงเอเธนส์ ทำให้ถูกนักข่าวตัวเจ็บเอามาลงเป็นข่าว จนรัฐสภาสอบสวน อัยการทำเป็นคดี ท่านรัฐมนตรีถูกศาลตัดสินจำคุก 20 ปี ติดจริง 6 ปี ในขณะที่เมียโดนคดีฟอกเงิน ศาลตัดสินจำคุก 12 ปี แต่เกิดเป็นบ้าในคุก ต้องย้ายไปขังในโรงพยาบาลจิตเวช มีรายการหนีออกจากคุก ซึ่งวันนี้ศาลเมตตาปล่อยออกมาจากเรือนจำแล้ว ให้วางเงินค้ำประกันไว้ 50,000 ยูโร ยึดพาสปอร์ต ให้ไปรายงานตัวตำรวจที่โรงพักเดือนละ 3 ครั้ง และท่านรัฐมนตรีกลาโหมก็ได้ออกคุกเมื่อ 4 พ.ค.2017 ในขณะที่ตัวผมยังคิดไม่ออก  เมียพาซวย พาเมียซวย ไม่มีเมียแล้วแอบเอาเงินเข้าบัญชีแบงก์สวิสฯ คนเดียวเงียบๆ  ท่านรัฐมนตรีกลาโหมแต่งเมียปี 2004 ปี 2011 เมียซื้อบ้านหรู …ถ้าไม่แต่งเมีย….


ร้านหนังสือมีชีวิต ธุรกิจสิ่งพิมพ์ในยุคดิจิทัล

รับชมคลิปตัวเต็มได้ที่นี่ มีอะไรใน Open House ร้านหนังสือขนาดใหญ่ใจกลางเมืองในยุคดิจิทัล คุยกับคุณเชน อดีตคนขายหนังสือที่ชิคาโก้ ปัจจุบันเป็นนักธุรกิจเจ้าของแกเลอรี่ศิลปะ, งานดีไซน์ ผู้มองสิ่งที่ทำคือการลงทุนทางวัฒนธรรมให้เกิดความคิดสร้างสรรค์เพื่อขับเคลื่อนประเทศ      ประสบการณ์ใหม่ ความรู้สึกเซอร์ไพรส์ การพบปะผู้คน ความสัมพันธ์ระหว่างหนังสือ งานศิลปะ งานดีไซน์ และสถาปัตยกรรม คือสิ่งที่เจ้าของร้านหนังสือแห่งนี้คาดหวัง แม้จะทำธุรกิจสิ่งพิมพ์ในยุคดิจิทัล ยุคซึ่งทุกคนมีช่องทางการสื่อสารมากขึ้น แต่เขายืนยันว่าปฏิสัมพันธ์บางอย่าง การสื่อสารในโซเชียลมีเดียก็เข้ามาแทนที่ไม่ได้    สัมภาษณ์ คุณเชน สุวิกะปกรณ์กุล เจ้าของร้านหนังสือ Hardcover ที่ Open House Bookshop ชั้น 6 Central Embassy ห้างสรรพสินค้าใจกลางเมืองบนที่ดินราคาแพงที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย รวบรวมหนังสือที่มีเนื้อหาให้เลือกหลากหลาย ประวัติศาสตร์ ศิลปะ อาหาร วรรณกรรม หนังสือเด็ก ทั้งภาษาไทย อังกฤษ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี  นอกจากร้านหนังสือแล้วเขายังเป็นเจ้าของสำนักพิมพ์ Serindia Publications เผยแพร่ความรู้ประวัติศาสตร์ ศิลปะ โดยเฉพาะวัฒนธรรมหิมาลัย ทิเบต เป็นสำนักพิมพ์ซึ่งก่อตั้งโดยพี่ชายฝาแฝดสามีผู้ล่วงลับของ ‘อองซาน ซูจี’   คุณเชน ยังก่อตั้ง Serindia Gallery แกเลอรี่ศิลปะโดยการปรับปรุงจากบ้านเก่าซึ่งในอดีตเป็นบ้านของนายแพทย์บุญส่ง เลขะกุล ผู้บุกเบิกการอนุรักษ์ธรรมชาติ นอกจากนั้น ยังมีร้านหนังสือ ‘Hardcover’ ที่หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพฯ และร้าน ‘Editions’ ที่ TCDC อาคารไปรษณีย์กลาง บางรัก ย่านเจริญกรุง -ร้านหนังสือยังเป็นสิ่งจำเป็นแม้ในยุคดิจิทัล   บางคนต้องการจะพูดว่าดิจิทัลกับไม่ดิจิทัลมันต่อสู้กัน แต่จริงๆ มันใช้ไม่เหมือนกัน เราต้องเข้าใจดิจิทัลใช้เพื่อความสะดวก ต้องการรู้อะไรเร็วๆ แต่ว่าถ้าต้องการข้อมูลที่เจาะลึกหรือว่าต้องการข้อมูลที่เป็นจริงเป็นจังมีการกลั่นกรองแล้ว ก็ต้องกลับมาหาหนังสือ   อย่างข่าวสารในโลกออนไลน์ บางทีข่าวเท็จก็เยอะแยะไปหมด ข้อมูลก็ข้อมูลเท็จเต็มไปหมด เพราะในโลกออนไลน์คนทั้งโลกเป็นผู้ให้ข้อมูล (content provider) คนอ่านต้องกลั่นกรองออกมา แต่หนังสือเป็นอีกแบบ เพราะมีสำนักพิมพ์ มีบรรณาธิการกลั่นกรอง เลือกมาแล้วว่านี่เป็นหัวข้อที่ควรจะรวบรวมเก็บเอาไว้บันทึกเป็นหลักฐานสิ่งพิมพ์ เป็นอะไรที่ค่อนข้างถาวร ไม่เหมือนกับดิจิทัล   ดิจิทัลมีความไม่ถาวรอยู่ ถ้าวันหนึ่งไม่มีไฟฟ้าหรือว่าฮาร์ดดิสเสีย ก็จะหายวับไปกับตา เพราะฉะนั้น สิ่งพิมพ์ ถือว่าเป็นอะไรที่ถาวร เหมือนกับฟิล์ม ฟิล์มยังถือว่าเป็นถาวรกว่าดิจิทัลซึ่งต้องคอยดูแลแบ็คอัพข้อมูลอยู่เรื่อยๆ ส่วนฟิล์มคือการเก็บอย่างถาวร permanent archive  -ธุรกิจร้านหนังสือในสภาพเศรษฐกิจที่มีความเสี่ยง     ก็ต้องระวังเรื่องการลงทุนและการบริหารจัดการ  คือเหมือนคนละเกมกันแล้วแต่ธุรกิจ เรามองว่าในอนาคตอยากให้เกิดอะไรขึ้น เช่น ถ้าอยากจะเป็นเศรษฐีพันล้าน ก็ต้องวางเกมใหม่ตั้งแต่ต้นว่าอันนี้ต้องตั้งเป็นแบบนี้ อีก 2-3 ปี เป็น IPO เหมือนอเมซอน (Amazon) เขาก็ไม่อยากจะเป็นร้านหนังสือ  เรายังหน้าด้านน้อยกว่าเขา เมื่อก่อนเขาไม่มีหนังสือเลยด้วยซ้ำ อาศัย “ระบบ” ตัวเองไม่มีหนังสือ แต่เขารู้ว่าอีก 3 ปี จะเข้าตลาดหุ้นวอลล์สตรีท ฉะนั้น เขาก็ทำโน่นทำนี่ ทุกวิถีทางเพื่อให้เกิดลูกค้าขึ้นมา แล้วก็ทำลายธุรกิจร้านหนังสือที่อเมริกา เพราะเอาหนังสือมาลดราคา มาลดแลกแจกแถม ทำทุกอย่างเพื่อให้ถึงจุดนั้นเพื่อการเข้าตลาดหุ้น ดังนั้น เป็นคนละเกม อเมซอนไม่ใช่หนังสือ หนังสือเป็นเหยื่อการสร้างธุรกิจเขา ตอนนี้ขายของซุปเปอร์มาเก็ต เป็นระบบโลจิสติกส์ เริ่มต้นมาจากว่า ใช้โอกาสและช่องโหว่ในการจัดจำหน่าย เพื่อที่จะให้ตัวเองเกิดขึ้นมา    ก่อนมีอินเตอร์เน็ต เราก็สู้มาตั้งแต่ต้นๆ เมื่อก่อนมีคนก็โทรบอกว่า อเมซอนขายราคาเท่านี้ เราก็บอก ตามใจคุณ แต่สุดท้ายลูกค้าก็กลับมาหาเรา เพราะสิ่งที่เราเสนอ เขาก็เสนอไม่ได้ อเมซอน บางทีลูกค้าสั่งแล้วไม่ได้ของ มีบางสำนักพิมพ์เขาก็ไม่ขายของบนอเมซอนเลย แต่ในร้านเรามีหนังสือของสำนักพิมพ์นั้นขายเพราะเขาก็ต้องปกป้องตัวเองเหมือนกัน อเมซอนมีอัลกอริทึมที่ค่อนข้างจะซับซ้อน ใช้คอมพิวเตอร์ใส่สูตรคิดราคา ถ้าหนังสือมาจากที่ต่างๆ คิดราคาแต่ละราคา   อย่างตอนนี้ เขาทำลายทุกสิ่งอย่างแล้ว แล้วเขาก็จะมาเปิดร้านหนังสือใหม่ อยากให้คนรักเขาอีก แต่ก็ไม่รู้ว่าจะสำเร็จขนาดไหน เขาก็จะมีกิมมิคอยู่เรื่อยๆ เขาไม่ได้ตอบลูกค้า เขาตอบตลาดหุ้น คือมันคนละเกมกัน    ขณะที่หนังสือที่เราเลือกมาเพราะเรารู้ว่าคนต้องอ่าน ต้องใช้ หรือมาที่นี่สามารถมาถามหาหนังสือได้ ถ้าไม่มีเล่มไหน เราก็สามารถแนะนำให้ดูเล่มอื่นๆ ที่มีข้อมูลคล้ายๆ กัน  -ทำร้านหนังสือบนห้างสรรพสินค้าที่ราคาที่ดินแพงที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย อยู่ได้อย่างไรในทางธุรกิจ   อันนี้เหมือนกับเป็นคอนเส็ปใหม่ ซึ่งทางห้างก็เข้าใจว่าจะต้อง win-win situation เขาก็ดีด้วย เราก็ดีด้วย เพราะฉะนั้น เราก็ดู location แล้ว ดูปัจจัยแล้ว เช่น ที่นี่มีโรงแรมพาร์คไฮแอท  และกลุ่มเป้าหมายเราค่อนข้างจะชัดเจน  ประกอบกับสิ่งที่เราเคยทำมาก่อน คิดว่าตรงนี้น่าจะเป็นพื้นที่ที่ดีสำหรับเขาด้วย ดีสำหรับเราด้วย แล้วเราก็ค่อนข้างชัดเจนในการเลือกหนังสือ ที่จะนำมานำเสนอที่นี่  -ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นชาวไทยหรือชาวต่างชาติ    ลูกค้ามีทั้งคนไทยและต่างชาติ  แน่นอนมีคนไทยมากกว่าโดยสัดส่วน ในตลาดหนังสือ พอร้านหนังสือหดตัวไป ทุกคนพูดว่าสิ่งพิมพ์จะหายไป ทุกคนพูดเหมือนกับแช่งตัวเอง คือความจริงแล้วมันไม่เป็นแบบนั้น ถ้าถึงเวลาต้องปรับเปลี่ยนก็ต้องปรับเปลี่ยน ต้องรู้จักโอกาสและใช้ปัจจัยให้ถูกต้องและรู้ความคาดหวังของผู้บริโภคว่าต้องการอะไรอยู่ตอนนี้  อย่างตอนนี้เราต้องการสร้างประสบการณ์ต้องการสร้างความสัมพันธ์ สร้างความคิด ให้คนเกิดความคิดสร้างสรรค์ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่คนต้องการ เพราะว่าทุกคนต้องการที่จะทำอาชีพตัวเองให้ได้ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็น สถาปนิก นักออกแบบ หรืออาชีพอะไรก็ตามต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ และอะไรก็ตามที่จะทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ ก็ต้องหนังสือ งานศิลปะ งานดีไซน์ การพบปะผู้คน เป็นประสบการณ์ที่ตอบพฤติกรรมของคน จะมากน้อยเท่าไหร่ ก็ทำให้ธุรกิจอยู่ได้   นอกจากนั้น เราเห็นว่า กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ค่อนข้าง international อยู่แล้ว แล้วก็มีอะไรที่น่าสนใจเยอะหลากหลาย เมื่อเปรียบเทียบกับเพื่อนบ้าน เราก็มีจุดเด่นอยู่หลายๆ อย่างที่ชาวต่างชาติต้องการที่จะมาแล้วก็มาอีก เขามีเพื่อน สร้างความสัมพันธ์เกี่ยวกับเมืองไทย รักเมืองไทย เราก็คิดว่าตลาดมีความหลากหลายพอจะเซิร์ฟตรงนี้  ส่วนต้องปรับสเกลก็แล้วแต่ที่เราจะถนัด  – Hardcover ที่ Open House ไม่ใช่ร้านแรกของคุณเชน หลังทำ exhibition เกี่ยวกับหนังสือ art book จากสำนักพิมพ์ Taschen แล้วมีโอกาสเปิดเป็นป๊อปอัพ ช็อป ที่เซ็นทรัลเวิล์ด หน้าสตาร์บัคส์ที่ชั้น 3 ทำเป็นร้านหนังสืออาร์ตขึ้นมา ก็เลยรู้สึกว่า อาจจะถึงเวลาแล้วที่จะกลับมาทำร้านหนังสืออีก เพราะมาทำเป็นสำนักพิมพ์แล้ว แกเลอรี่แล้ว ยังค่อนข้างติดใจ เรื่องจัดจำหน่าย  บางทีหนังสือมันยากตรงจัดจำหน่ายและก็โลจิสติกส์ด้วย ถ้าคนไม่รู้จักมันจริงๆ ก็จะยาก และในฐานะที่เป็นสำนักพิมพ์ ถ้าทำออกมาไม่มีที่ขายก็จะหัวปั่น จะปล่อยให้ขึ้นอยู่กับออนไลน์อย่างเดียวไม่ได้ เพราะว่าออนไลน์คนต้องรู้ว่าต้องการอะไรจึงจะสั่งทางออนไลน์    บางทีออนไลน์ไม่ได้หวือหวาอย่างที่คนคิด เพราะฉะนั้น เราก็ต้องหาช่องทางที่เราสามารถจะขายหนังสือที่สำนักพิมพ์ตัวเองทำด้วย ไม่งั้นต้องร่อนเร่หาสายส่งหลายประเทศซึ่งค่อนข้างจะซับซ้อน    เราก็ลองทำขึ้นมา หลังจากได้ทำ เป็นป๊อปอัพ ช็อปที่เซ็นทรัลเวิล์ด ก็ทำร้านหนังสือที่หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพฯ มีพื้นที่เปิด เห็นว่าเป็นพื้นที่ที่ค่อนข้างย่อมเยาว์ สามารถจะทำอะไรแบบนี้ให้ดูยูนีคได้ ก็เลยทำร้านหนังสือที่ชื่อฮาร์ดคัฟเวอร์ (HARDCOVER) ขึ้นมา จึงมีร้านหนังสือที่หอศิลป์ฯ และเซ็นทรัลเวิล์ดในเวลาไล่เลี่ยกัน – Hardcover ที่ Open House เป็นร้านใหญ่ที่สุด เท่าที่คุณเชนทำร้านหนังสือในไทย ได้พบความแตกต่างอย่างไร    แตกต่างกันเพราะคนหลากหลายมากขึ้น สนุกที่ได้จัดหนังสือทำงานศิลปะ สามารถทำให้คนเห็นความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งของเหล่านี้ มันเป็นการลงทุนทางด้านวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง เป็น cultural enterprise สิ่งที่ทำ ไม่ใช่แค่หนังสือ เป็นทั้งงานดีไซน์ งานอาร์ต แล้วก็เป็นการสร้างธุรกิจที่ส่งเสริมวัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์ ที่ช่วยขับเคลื่อนประเทศ  เมื่อก่อนร้านหนังสือ เป็นที่พบปะผู้คน ที่นี่ก็ทำให้ได้เจอผู้คนหลากหลาย และบางทีตรงนี้เป็นสิ่งที่คนต้องการมากกว่าโซเชียลมีเดียเสียอีก ถึงจะมีโซเชียลฯ ก็แทนกันไม่ได้ การมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างคน บางทีเราอาจจะไม่อยากตอบอีเมลล์ มากเท่ากับโทรคุย ลูกค้าบางคนเคยแต่คุยโทรศัพท์ มาเจอที่ร้านก็ดีใจ ที่นี่มีหลายๆ คนไม่เคยเจอกันมาก่อนก็ได้เจอ แล้วเขาก็ได้มาเจอคนอื่นด้วย    ร้านหนังสือยุคก่อนดิจิทัล คนเดินเข้าร้านเยอะ จะเจอสิ่งที่ตัวเองสนใจและเป็นแหล่งพบปะผู้คน อย่างที่อเมริกาก็มีร้านหนังสือ Barnes & Noble หรือ Borders ก็เป็น social hangout สมัยก่อนที่จะมีโซเชียลมีเดีย คนก็จะมาร้านหนังสือ เพราะมีอะไรให้ดูที่น่าสนใจและมาพบปะผู้คน -ประสบการณ์ขายหนังสือในร้านหนังสือที่ชิคาโก้    ขายหนังสือที่นั่น 15 ปี ร้านนั้นค่อนข้างเป็นเฉพาะทางคือขายหนังสือเกี่ยวกับศิลปะเอเชียทั้งหมด ศิลปะจีน ญี่ปุ่น อินเดีย ฉะนั้น คนที่มาหาหนังสือก็เฉพาะทาง ขายตรงหลายช่องทาง แม้จะมีหน้าร้านแต่ก็ไม่ได้เปิดมากนัก คนที่รู้จักเท่านั้นจึงมาหา แต่ 95% ธุรกิจมาจากการขายผ่านแคตตาล็อค ไม่ใช่ออนไลน์ คือสมัยก่อนที่จะมีอินเตอร์เน็ต ส่งแคตตาล็อคไปหาลูกค้า ลูกค้าก็โทรสั่ง แต่หลังจากมีอินเตอร์เน็ตลูกค้าก็เหมือนเดิมเพียงแต่เปลี่ยนหนทางที่จะมาติดต่อสื่อสารกับเรากับความคาดหวังเขาอาจจะมากขึ้น เพราะมี database online   -ยุคโซเชียลมีเดีย ช่วยธุรกิจหนังสือแค่ไหน    ก็ช่วยเยอะ  แต่พฤติกรรมการซื้อหนังสือของคนเป็นความต้องการพื้นฐาน ทุกคนยังมีความต้องการข้อมูลที่จะนำไปใช้ในการสร้างสรรค์เหมือนเดิม แต่การสื่อสาร การค้นหา การใช้สื่อต่างๆ ไม่เหมือนกัน และความคาดหวังกับร้านหนังสือก็จะไม่เหมือนเดิม    -ทำแกลเลอรี่ศิลปะและร้านหนังสือได้ประสบความสำเร็จในไทย    ด้วยความที่เราทำหนังสือศิลปะมา ก็คิดว่า คนน่าจะได้เห็นของจริงบ้าง เพราะฉะนั้น อะไรที่เรานำเสนอได้ ก็อยากที่จะนำเสนอ และศิลปินที่เรารู้จักมา เราก็อยากจะโชว์งานของเขา นอกจากเห็นในหนังสือเป็นแบบนี้ สวยมาก ชอบมาก พอเห็นของจริงอาจจะยิ่งหลงรักมันไปเลย เป็นการสร้างพื้นที่ให้ศิลปินได้โชว์งานด้วยและเป็นประสบการณ์ใหม่ของคนที่เข้ามาชม  สิ่งที่เราอยากทำ โดยเฉพาะที่นี่ เห็นชัดเจนที่สุดก็คือ การสร้างสัมพันธ์ระหว่างหนังสือ งานศิลปะ งานดีไซน์ และก็สถาปัตยกรรม คือ คนเข้ามา จะเกิดแรงกระตือรือร้นที่จะใช้ความคิดสร้างสรรค์ ได้เห็นงานศิลปะด้วย เรามีแกเลอร์รี่อยู่ใน Art Tower เรามีหนังสือศิลปะ เรามีงานดีไซน์ให้ดู และสถาปัตยกรรมหรือการดีไซน์สเปซ ก็เป็นความรู้ใหม่ เป็นความรู้อย่างหนึ่งสำหรับคนที่มา  ทำหนังสือมานาน ส่วนหนึ่งก็เห็นว่าเป็นร้านหนังสือ แต่อีกส่วนหนึ่งก็เป็นสิ่งมีชีวิตอย่างหนึ่ง ที่ใส่ชีวิตลงไปในพื้นที่นี้ สเปซมันสวยอย่างนี้ เราก็ต้องใส่ชีวิตเข้าไป   เราบอกเด็กๆ ที่ทำงานกับเราตลอดว่า ร้านหนังสือเป็นสิ่งมีชีวิตอย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้น ต้องทำให้มันมีชีวิตชีวาตลอดเวลา  เราจะวิ่งเปลี่ยนโน่นเปลี่ยนนี่ตลอดเวลา ให้มันมีชีวิต อย่างเช่นการเรียงหนังสือ เราก็จะจับหมวดหมู่บ้าง ไม่จับหมวดหมู่บ้าง ให้มันเข้ากับธีมหรือคอนเท็กซ์อะไรบางอย่าง คือ ถ้าจะมาเรียงแบบดาต้าเบสหนึ่งสองสามสี่อย่างนี้ มันก็เป็นเหมือนเอาดาต้าเบสจากคอมพิวเตอร์มาเรียง ถ้าคนที่รู้ว่าตัวเองอยากได้อะไรก็ไปเสิร์จออนไลน์ก็ได้     แต่ที่นี่คือเราเสนอประสบการณ์ใหม่ สร้างความสัมพันธ์ ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ ให้เกิดขึ้นจากหนังสือ งานศิลปะ งานดีไซน์ และสถาปัตยกรรม  การเรียงตามดาต้าเบส อาจจะเรียงตามอาร์ตติส เรียงตามคนแต่ง แต่ว่าที่นี่จะจัดกรุ๊ปหลวมๆ เช่น แฟชั่น กระเป๋า รองเท้า อยู่ด้วยกัน อะไรที่เป็นแบรนด์เนม อะไรที่เป็นประวัติศาสตร์ ประวัติแฟชั่น สไตลล์ต่างๆ อยู่ด้วยกัน งานศิลปะหรือหนังสือโฟโต้กราฟฟี แยกหลวมๆ ให้ได้ใจความ  พอเรามาสร้างใจความ สร้างเนื้อหา เขาก็จะสร้างความสัมพันธ์ระหว่างหัวข้อนี้ กับหนังสือเล่มนี้ กับงานศิลปะ ก็จะทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ และมีอะไรที่เซอร์ไพรส์อยู่ตามเชลท์ต่างๆ    -เลือกหนังสืออย่างไร   เลือกหนังสือเองและก็มีผู้จัดการ 2-3 คน ที่อยู่สาขาต่างๆ ทำงานเป็นทีม เราจะคุยกับผู้จัดการว่าอะไรที่เราชอบอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ลูกค้าต้องการ เราต้องถามคนหน้าร้านว่าต้องการอะไรบ้าง เช่น อันนี้คนสั่งแน่นอน อันนี้ไม่สั่ง อันนี้อย่าเลย  เราจะปรึกษากัน ต่างคนต่างมีลิสต์ของตัวเอง คนหน้าร้านจะรู้จักลูกค้ามากที่สุด นี่เป็นสิ่งสำคัญที่เราพยายามจะมาอยู่ที่ร้านด้วย จะได้เจอลูกค้า    ฉะนั้น เวลาซื้อ เราก็จะคุยกับผู้จัดการหน้าร้านด้วย ถ้าลูกค้าไม่ซื้อ เราก็สั่งน้อยหน่อย แต่ขอให้มีบ้าง แต่อะไรที่ลูกค้าต้องการมาก เช่น หนังสือเด็ก หรือหนังสืออะไรที่เราไม่ค่อยคุ้นเท่าไหร่ ทีมเราก็จะบอกเราว่าอันนี้คนมาถามหาเยอะ ก็ต้องสั่งเพิ่ม ก็ทำงานเป็นทีม ข้อมูลก็มาจากหลายแบบ มาจากลูกค้านี่แหละ  -สำนักพิมพ์ Serindia เดิมเป็นของพี่ชายฝาแฝดสามีของคุณอองซาน ซูจี ปัจจุบันคุณเชนเป็นเจ้าของสำนักพิมพ์ ได้เข้ามาดูแลต่อได้อย่างไร   เจ้าของเดิมผู้ก่อตั้งชื่อคุณแอนโทนี แอริส เป็นพี่ชายฝาแฝดของคุณไมเคิล แอริส สามีคุณอองซานซูจี คุณไมเคิล แอริส เป็นโปรเฟสเซอร์สอนทิเบตศึกษา อยู่ที่มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด เป็น 1 ในนักเขียนที่เขียนให้สำนักพิมพ์ ทำงานวิชาการอย่างเดียวไม่ได้เกี่ยวข้องกับสำนักพิมพ์ในแง่ธุรกิจของสำนักพิมพ์ Serindia ซึ่งมีคุณแอนโทนีดูแล พอหลังจากคุณไมเคิลเสียชีวิตไป โลกก็เปลี่ยนไปด้วย มีอินเตอร์เน็ตเข้ามา คุณแอนโทนีก็อยากได้คนรุ่นใหม่มาช่วยเขาทำต่อ    เขาก็เลยมาเสนอขายให้เราทำสำนักพิมพ์ต่อ เราก็รู้สึกดีใจที่ได้ทำต่อ เพราะว่าเป็นสายงานที่เราทำมาอยู่แล้ว และจะได้ทำอะไรดีๆ ต่อไปทางด้านนี้ด้วย ต่อมาคุณแอริสเสียชีวิตไปในปี 2015   สำนักพิมพ์ serindia เผยแพร่งานศิลปะ งานทางด้านวิชาการ ประวัติศาสตร์ ศิลปะ เน้นไปทางด้านวัฒนธรรมหิมาลัย ทิเบต เนปาล เพราะคุณไมเคิล แอริส หนึ่งในนักเขียน สอนทางด้านวัฒนธรรมหิมาลัย ทิเบต เนปาล ภูฏาน    เราก็เหมือนสืบสานต่อที่เขาทำมา และก็เข้ากับสิ่งที่เราทำมาก่อนด้วย เพราะเราทำหนังสือเกี่ยวกับศิลปะเอเชียโดยเฉพาะ   ฉะนั้น เราก็รู้จักทางด้านนี้เป็นอย่างดี เวลาเปลี่ยนจากการเป็นคนขายหนังสือ จัดจำหน่ายหนังสือ มาเป็นสำนักพิมพ์เอง มันก็ไปในสเต็ปที่เราคิดว่าเราทำได้ เพราะเรามีความรู้จากการได้ขายหนังสือ ได้สัมผัสกับลูกค้า แล้วได้แคตตาล็อคหนังสือเอง ลงดาต้าเบส ด้วยตัวเองก่อนมีอินเตอร์เน็ต   พอจะมาทำสำนักพิมพ์ ก็รู้สึกค่อนข้างสบายตัวว่า เรามาทำอะไรที่เรารู้จักอยู่แล้ว ไม่รู้สึกฝืน เพียงแต่ว่าต้องมาดูแลเรื่องการจัดการอีกแบบหนึ่ง ไม่ใช่ขายของอย่างเดียว แต่ต้องดูแลคอนเทนท์ ดูแลข้อมูล ดูแลนักเขียน หลายๆ อย่าง ไม่เหมือนกัน  -Open House มีมุมหนังสือเก่า เซฮันโด (Seihandō)   เซฮันโด คอเลคชั่น แปลว่าหอหนังสือที่เป็นปกแข็ง แต่ไม่ได้แปลว่าหนังสือทุกอย่างต้องเป็นปกแข็ง มุมนี้เป็นหนังสือเก่า ประวัติศาสตร์ ศิลปะที่เราคุ้นเคย  อย่าง serindia หมายถึงเส้นทางสายไหมระหว่างจีนกับอินเดีย ฉะนั้น เรามีหนังสือ ที่เกี่ยวกับเส้นทางสายไหมเยอะ หนังสือเก่า exhibition เก่าๆ หนังสือศิลปะจีน เอามารวบรวมเป็นคอเลคชั่น สามารถเล่าเรื่องราวได้    บางทีหนังสือสมัยนี้สำนักพิมพ์ พิมพ์น้อยลง จะพิมพ์อะไรก็คิดมากขึ้น ฉะนั้น ชีวิตหนังสือแต่ละเล่มมันสั้น ปีสองปีก็จะหายไปแล้ว ถ้าเห็นวันนี้ เดี๋ยวอีกปีสองปีก็อาจจะหาไม่ได้ ก็จะกลายเป็นหนังสือเก่า หนังสือที่คนเก็บๆ เอาไว้ มีความผูกพันกับมัน  ในมุมนี้มีหนังสือคลาสสิคเครื่องถ้วยชามจีน เครื่องลายครามจีน  เดี๋ยวนี้ก็ไม่มีแล้ว หนังสือเก่าสวย หรือหนังสือประวัติศาสตร์ปกแข็งก็ทำน้อยลง    บางเล่มอายุ 100 ปี เช่น พิมพ์ปี1894 ใช้ศิลปะในการทำหนังสือ มีการปั๊มทอง ทำรูปโดยไม่มีดิจิทัล สมัยก่อนเป็นงานแฮนด์เมด บางเล่มมีลายเซ็นคนแต่ง บางทีคนสะสมเครื่องถ้วยชามจีน ก็อยากได้หนังสือไปอยู่ในห้องสมุดของเขา -คุณเชน ไม่ได้จบโบราณ ไม่ได้จบประวัติศาสตร์  แต่ทำร้านหนังสือด้านนี้    เรียนคณะวารสารศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เรียนต่อที่มหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์น เอแวนสตัน และอยู่ร้านหนังสือที่ชิคาโก สหรัฐอเมริกา เรียนจบโฆษณาและไดเร็ค มาร์เก็ตติ้ง    ตั้งแต่ตอนเป็นนักเรียนอยู่โรงเรียน ก็ชอบงานพิมพ์อยู่แล้ว เขียนบนกระดาษไข พิมพ์โรเนียว พอมีโอกาสทำร้านหนังสือก็ลงตัว ส่วนตอนเรียนธรรมศาสตร์ งานโฆษณามาแรง ตอนเราเรียนเอกโฆษณา ก็สนใจครีเอทีฟ ได้เปิดหูเปิดตากราฟฟิคดีไซน์ งานศิลปะ ก็มาจากงานโฆษณาด้วย จะเอาองค์ประกอบมาสื่อสารยังไงจึงจะโน้มน้าวใจคน    ส่วนการทำร้านหนังสือด้านนี้ เรียนรู้จากหนังสือและมีเมนเทอร์ที่ดีเป็นคนที่สอนเราให้คำแนะนำเรา พอเข้ามาสู่หนังสือทางด้านศิลปะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านเอเชีย ก็จะไปทางด้านของเก่าของโบราณเสียส่วนใหญ่ เราก็ต้องรู้ตั้งแต่โบราณคดีศึกษา ประวัติศาสตร์ และดูของด้วย และที่ดีอย่างหนึ่งคือ ตอนอยู่อเมริกาก็ไปดูพิพิธภัณฑ์ ซึ่งมีของจริงให้ดู ก็ได้เรียนรู้จากการดูและสัมผัสของจริงและหนังสือ สร้างความสัมพันธ์ระหว่างมัน เพื่อที่จะได้เป็นความรู้ติดตัวเราไป 


"ชมพู่ อารยา" ซูเปอร์สตาร์ ที่ก้าวผ่านข้อจำกัดของกาลเวลา

ในระยะ 4-5 ปีมานี้ต้องยอมรับว่าคนไทยรู้จักเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ประเทศฝรั่งเศสมากขึ้น เพราะ การที่”ชมพู่ อารยา เอ ฮาร์เก็ต” ได้ไปเดินพรมแดง ในฐานะทูตความงาม หรือ Brand Ambassador ของเครื่องสำอางค์ระดับโลกอย่าง “ลอรีอัล” ซึ่งเป็นหนึ่งในสปอนเซอร์หลักของงานมาตั้งแต่ปี 1997 หรือ 20 ปีมาแล้ว เทศกาลภาพยนต์เมืองคานส์จัดขึ้นต่อเนื่องทุกปีเป็นเวลา 70 ปีในช่วงเดือนพฤษภาคม “คานส์” จึงเป็นจุดศูนย์กลางของคนในแวดวงภาพยนตร์จากทั่วโลก ไฮไลท์ของงานคือ “การเดินพรมแดง” เพราะนอกจากจะได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนทั่วโลกแล้ว ยังหมายถึงการต้อนรับที่ยิ่งใหญ่ต่อคนในวงการภาพยนตร์ทั้งระดับชั้นแนวหน้าและคลื่นลูกใหม่ที่น่าจับตามอง ความหมายของเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ การเดินพรมแดงของคานส์ คือ เกียรติยศสูงสุดของผู้มีภาพยนตร์ที่ถูกคัดเลือกให้ฉายในปีนั้น ๆ  กลุ่มคนเดินพรมแดงที่สำคัญที่สุด คือ ผู้ที่มีผลงานภาพยนคร์ได้ฉายรอบปฐมทัศน์ในวันที่จัดงานซึ่งหนังที่ฉายในคานส์ทุกเรื่อง ถือว่าฉายเป็นรอบ เวิร์ลพรีเมียร์ คนไทยที่คว้ารางวัลปาล์มทองคำ ในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์เป็นคนแรก คือ อภิชาติพงศ์ วิระเศรษฐกุล จากภาพยนตร์เรื่อง “ลุงบุญมีระลึกชาติ” ในปี 2010 แต่คุณทราบหรือไม่ว่า “การเดินพรมแดง” ยังมีช่วงเวลาที่เป็นประวัติศาสตร์  นั่นคือ การเปิดพรมแดงให้แขกระดับวีไอพี ที่ถูกเชิญมาโดยเฉพาะ เช่น ตัวแทนของแบรนด์ที่ให้การสนับสนุน จะก้าวเดินลงจากรถลีมูซีนสู่พรมแดงทีละคน พร้อมการขานชื่อ  คนไทยคนแรกที่เดินพรมแดง ในช่วง “Exclusive Moment”ในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ปี 2013  คือ “อารยา เอ ฮาเก็ต” ในฐานะทูตความงามของ “ลอรีอัล”  โดยแขกวีไอพีเหล่านี้จะปรากฎตัวในชุดราตรีเฉิดฉาย พร้อมประกาศชื่อนามสกุล ประเทศ และแบรนด์ที่เป็นตัวแทน  จากนั้นจึงจะเปิดพรมแดงให้ ศิลปิน ดารา นักแสดง ผู้กำกับที่มีชื่อเข้าชิงรางวัลเดินเข้าสู่งาน   นักแสดงไทยที่มีโอกาสเดินพรมแดง เพราะมี “ผลงานภาพยนตร์” ได้ฉายในเทศกาลเมืองคานส์ปี 2013  คือ “หญิง รฐา โพธิ์งาม”  และ “ปู  วิทยา ปานศรีงาม” จากภาพยนตร์ เรื่อง “ Only God Forgives”  ที่มีพระเอกเจ้าของรางวัลออสการ์ปีล่าสุด “ไรอัน กอสลิง” เป็นนักแสดงนำ พัฒนาการ 5 ปี บนพรมแดงของ อารยา เอ ฮาร์เก็ต             การเดินพรมแดงปีที่ 5  ในฐานะทูตความงาม แบรนด์ “ลอรีอัล” ของ “ชมพู่ อารยา” ได้รับการยกย่องจาก Vogue อเมริกา ว่า สามารถรับมือกับความท้าทายของแฟชั่นได้ทุกรูปแบบ และสร้างนิยามใหม่ของชุดคลุมท้อง  หลังปรากฎตัวในชุดราตรีผ้าไหมเกาะอกสีขาวสั่งตัดพิเศษ ของ Ralph &Russo  ที่ผสานเข้ากับผ้าคลุมไหล่ประดับด้วยขนนกและคริสตัลอย่างลงตัวและหรูหรา             ชุดเปิดตัวของ “ชมพู่ อารยา” เธอให้สัมภาษณ์ว่าจงใจให้เกิดการ “ขโมยซีน” ในการเดินพรมแดงซึ่งเธอทำได้สำเร็จอย่างงดงาม            ย้อนกลับเมื่อปีที่แล้ว “ชมพู่ อารยา” ได้รับยกย่องจาก Huffington Post Canada ให้เป็น”ราชินีผู้มีสไตล์” เทียบเท่า “เบลก ไลฟ์ลี” นักแสดงและนางแบบชื่อดัง และ “อัชวายา ไร” นักแสดงชื่อดังชาวอินเดียที่มามีชื่อเสียงในฮอลลีวูด   โดยปี 2016 “ชมพู่ อารยา” เปิดตัวในลุค “ควีนส์ ออฟ คาสน์”ด้วยชุดราตรีสีชมพู ของ  Ralph& Russo  จากนั้นในวันต่อๆไปเธอก็เลือกสวมใส่ชุดของดีไซเนอร์ชื่อดังเช่น Versace , Giambattista ,Zuhair Murad  และ Jean Paul Gautier   ในปี  2015  เว็ป Red Carpet Fashion Awards ให้ชุดของ Ashi Studio ที่ “ชมพู่ อารยา”สวมใส่ติด 1 ใน  10 ชุดยอดเยี่ยมของเซเลปที่สวมใส่ในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์             เช่นเดียวกับปี  2014  เว็ป Red Carpet Fashion Awards วิจารณ์ชุดราตรีสีดำของ “Kaufmanfrnco” ที่”ชมพู่ อารยา”สวมใส่ว่า  สวยงามแบบไร้ข้อจำกัดของกาลเวลา แต่มีข้อเสนอแนะให้เธอสวมรองเท้าส้นสูงให้มากขึ้น 1-2 นิ้ว            หากย้อนกลับไปปีแรกที่ “ชมพู่ อารยา” เดินพรมแดงเมืองคานส์ในปี 2013 เธอได้รับคำชมจากเว็ป Sugar Daily ว่าโดดเด่นที่สุดในบรรดาทูตความงาม 5 คนของ”ลอรีอัล”ในปีนั้น โดยเธอสวมชุดราตรีผ้าซาตินตัดต่อผ้าทูลล์ จาก Zac Posen อะไรคือ “จุดขาย” ของ อารยา เอ ฮาร์เก็ต             ต้องยอมรับว่า “ความเป็นแฟชั่นนิสต้า” “ความมีวินัย” และ “ความเป็นมืออาชีพ” ของ       “ชมพู่ อารยา” ทำให้เธอก้าวขึ้นมาเป็น “พรีเซนเตอร์” ชั้นแนวหน้า  นอกจากการเป็นทูตความงามของลอรีอัล 5 ปีติดต่อกัน  หลังการเดินพรมแดงปีแรกในปี 2013   ปีถัดมาเธอก็ได้เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์คนแรกของรถยนต์หรูอย่าง “เบนซ์” โดยเจ้าของแบรนด์ ให้เหตุผลว่า “ชมพู่ อารยา” เป็นดาราเซเลบริตี้สาวผู้ทรงอิทธิพลบนโลกออนไลน์ และมีภาพลักษณ์เป็นคนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการแสดง ด้านแฟชั่น และด้านธุรกิจ ใน Instagram   @chomismaterialgirl  ขณะนี้มีผู้ติดตามราว  7,200,000 คน จี้ติดซูเปอร์สตาร์หญิงอันดับ 1 ของไทย  “อั้ม พัชราภา ไชยเชื้อ” ที่มียอดผู้ติดตาม 7,900,000  คน   ต้องยอมรับว่าวันนี้ “ชมพู่ อารยา” ได้ขึ้นชั้น “พรีเซนเตอร์” ที่มีความโดดเด่นระดับอินเตอร์แล้ว  หลังสร้างสมโปรไฟล์ที่โดดเด่นในงานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์มาตลอด  5 ปี  สำหรับ “ลอรีอัล” นอกจากขายภาพลักษณ์ของ “ทูตความงาม” แล้ว “การเพิ่มยอดขายสินค้า” ก็เป็นภารกิจที่ต้องผลักดันให้บรรลุเป้าหมาย  ปีนี้ “ลอรีอัล” ใช้ ลุค “MYSTERIOUS MAGIQUE” ในการขายเครื่องสำอางค์ให้ได้ลุคแบบ “ชมพู่ อารยา” หลังจากปีที่แล้วประสบความสำเร็จอย่างงดงามกับ ลุค “ Queen of Cannes” ส่วนผลงานด้านการแสดงของ”ชมพู่ อารยา” ในวัย 36 ปี ได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว  หลังจากรับบท “เรยา” ตัวละครผู้มีสีสันด้านมืด ในละครชื่อดัง “ดอกส้มสีทอง”  เมื่อปี  2554  เป็นผลงานชิ้นโบว์แดงหลังย้ายสังกัดจากสถานีโทรทัศน์ช่อง 7  มาสู่ช่อง  3  ใครจะรับไม้ต่อจาก “อารยา เอ ฮาร์เก็ต” นิตยสาร”แพรว” ได้สัมภาษณ์ “พลพัฒน์  อัศวประภา”  ดีไซเนอร์แบรนด์ Asava ผู้ทรงอิทธิพลในวงการแฟชั่นไทย  โดยให้ทัศนะว่า คนที่จะไปเดินพรมแดงเมืองคานส์ ต้องมีคุณสมบัติหลายอย่าง นอกจาก”ความสวย”แล้ว  ต้องมี “ทัศนคติ” และมี “รสนิยม”ที่ค่อนข้างเป็นสากล เพราะต้องประชันกับดาราจากทั่วโลก  ซึ่ง “ชมพู่ อารยา” มีคุณสมบัติครบทุกข้อ  ในความเห็นของดีไซเนอร์ชื่อดังคนนี้ มี  3  คนที่มีศักยภาพพอที่จะรับไม้ต่อจาก “ชมพู่ อารยา”ในอนาคต    คนแรก คือ “ปู ไปรยา ลุนเบิร์ก” ที่ขณะนี้ถือว่าโดดเด่นมากทั้งในแง่ทัศนคติ และงานช่วยเหลือสังคม เพราะเป็นทูตสันถวไมตรีของสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ หรือ UNHCR  คนแรกของอาเซียน  ในบทบาทนางแบบ เธอได้เดินแบบแบรนด์ “ดอลเช แอนด์ กาบบาน่า”ในงานมิลาน แฟชั่นวีค ที่อิตาลีเมื่อต้นปีที่ผ่านมา  และร่วมเดินพรมแดงงานประกาศรางวัลลูกโลกทองคำประจำปี 2017 คนที่สอง คือ  “ญาญ่า อุรัสยา สเปอร์บันด์  เพราะแม้จะเป็นนักแสดง แต่เมื่ออยู่แคทวอล์คก็สามารถถ่ายทอดความมั่นใจ และมีความเป็นซูเปอร์โมเดลสูง  ล่าสุด ญาญ่าเพิ่งได้รับเชิญจากแบรนด์ “หลุยส์ วิตตอง” ให้ไปชมแฟชั่นที่ประเทศญี่ปุ่น คนสุดท้าย ที่ดีไซเนอร์ชื่อดังเห็นศักยภาพ คือ  “น้ำตาล ชลิตา ส่วนเสน่ห์” เพราะเคยผ่านเข้ารอบ  6  คนสุดท้ายเวทีประกวดนางงามจักรวาลมาแล้ว   แต่มีข้อจำกัดเดียว คือ “ชั่วโมงบิน” ยังน้อยเมื่อเทียบกับ “ปู ไปรยา” และ “ญาญ่า อุรัสยา”  ต้องใช้เวลาอีก 1-2 ปี  สร้างสมประสบการณ์ พัฒนาความคิด ปรับทัศนคติ ให้มีรสนิยมแบบสากล โดยต้องมีทีมงานที่ดีช่วยสนับสนุน               20 ปีที่”ชมพู่ อารยา” โลดแล่นอยู่ในวงการบันเทิงชีวิตของเธอมีการเติบโตและจังหวะชีวิตที่น่าสนใจ ผ่านทั้งการเป็นนางเอก นางร้าย พิธีกร พรีเซนเตอร์ แบรนด์ แอมบาสเดอร์ จนถูกเรียกว่า “ตัวแม่” กว่าจะ “โก อินเตอร์” ได้อย่างเต็มภาคภูมิ             “ชมพู่ อารยา” เคยประกาศว่า ไม่กลัวแก่ เพราะคนที่กลัวแก่คือ คนที่ไม่ได้ใช้เวลาที่ผ่านมาอย่างคุ้มค่า จึงแก่แบบไม่มีคุณภาพ แต่ตัวเธอเลือกลงมือทำทุกอย่าง เพราะมี “Passion” หรือ แรงขับเคลื่อน     เมื่อปีที่ผ่านมา ”ชมพู่ อารยา” เพิ่งผ่านการสูญเสียครั้งใหญ่ในชีวิต คือ “การแท้งลูก” ในขณะที่กำลังมีงานละคร เธอให้สัมภาษณ์เปิดใจกับนิตยสาร “แฮมเบอเกอร์” ว่า “ตอนนี้นอกจากเรื่องลูก ก็ไม่รู้จะอยากขออะไรอีกแล้วในชีวิต” … เราอยากมีลูก  อยากเป็นแม่ แต่คนไม่เชื่อ เขาจะชอบคิดว่าเราอยากทำงาน  คืองานก็อยากทำ แต่ลูกก็มีได้ เราทำงานมาตั้งแต่เด็กเลยนะ…ตอนนี้เราอยากเปลี่ยนบริบทให้กับชีวิตแล้ว”              การเดินพรมแดงเมืองคานส์ในปีนี้ พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า “ชมพู่ อารยา” ได้เปลี่ยนบริบทของชีวิตแล้วแต่ยังคงรักษาความเป็นมืออาชีพ และความเป็น “ซูเปอร์สตาร์” โดยก้าวผ่านข้อจำกัดของกาลเวลาได้อย่างเต็มภาคภูมิ