ACTIVITIES

7 ประเทศอาเซียน เห็นชอบปรับปรุงการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์

อาเซียน 7 ประเทศ เห็นชอบปรับปรุงการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ เสริมสร้างความตระหนักแก่สาธารณชน รวมถึงการจัดตั้งโรงงานจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ระดับภูมิภาคอาเซียน  นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เปิดเผยว่า เนื่องจากปัจจุบันปัญหาเกี่ยวกับซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น และมีความจำเป็นที่จะต้องมีการจัดการอย่างถูกต้องเพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจากส่วนประกอบที่เป็นอันตรายของขยะอิเล็กทรอนิกส์ จึงเกิดการการศึกษาเกี่ยวกับการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ในภูมิภาคอาเซียน โดยการศึกษานี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ ASEAN-UNEP IETC Joint Activities on Waste Management ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างอาเซียนและศูนย์เทคโนโลยีสิ่งแวดล้อมนานาชาติ โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Environment Programme – International Environmental Technology Centre: UNEP-IETC) เพื่อศึกษาเกี่ยวกับการจัดการขยะ 3 ประเภท คือ ขยะอิเล็กทรอนิกส์ ขยะทั่วไป และของเสียปรอท ในภูมิภาคอาเซียน โดยโครงการฯ ได้มอบหมายให้ศูนย์ระดับภูมิภาคของอนุสัญญาบาเซล สาธารณรัฐอินโดนีเซีย (Basel Convention Regional Centre for South-East Asia: BCRC-SEA) ดำเนินการศึกษาเกี่ยวกับการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ และมอบหมายให้ สถาบัน AIT, Regional Resource Center in Asia and the Pacific ดำเนินการศึกษาเกี่ยวกับการจัดการขยะทั่วไป และของเสียปรอท ระยะเวลาดำเนินโครงการช่วงปี พ.ศ.

Read More

14 พฤติกรรมทำไม่ได้ ผิดกฎหมาย พ.ร.บ.คอมพ์ (ฉบับ 2) พ.ศ.2560

มีตัวเลขน่าสนใจชิ้นหนึ่งจากงาน Thailand Zocial Awards เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ซึ่งตัวเลขนั้นมีความเกี่ยวข้องกับ พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับ 2) พ.ศ.2560  นั่นก็คือเรื่องของการฝากร้านบน Instagram ของดาราระดับแม่เหล็กที่มี Follower จำนวนมาก  โดยสาระสำคัญของ พ.ร.บ.คอมพ์ฉบับใหม่นั้น กำหนดว่า ลักษณะการส่ง SMS – อีเมลโฆษณา ที่มีลักษณะก่อความรำคาญเดือนร้อนแก่ผู้รับ และไม่เปิดโอกาสให้ผู้รับสามารถบอกเลิกหรือแจ้งความประสงค์ได้ เข้าข่ายถือเป็นสแปม และมีโทษปรับไม่เกิน 200,000 บาท ซึ่งในข้อนี้ การฝากร้านบน Facebook หรือ IG ก็เข้าข่ายถือเป็นสแปมด้วย (มาตรา 11) นอกจากเรื่องของการฝากร้านใน IG หรือส่งอีเมลขายของที่มีโทษปรับแล้ว ยังมีอีกหลายประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับ พ.ร.บ. คอมพ์ฉบับใหม่ที่เราขอนำมาฝากกันดังนี้ การทำลาย แก้ไข ไม่่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนของข้อมูลคอมพิวเตอร์ผู้อื่น มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท (มาตรา 9) การระงับ ชะลอ ขัดขวาง รบกวนระบบของผู้อื่นจนไม่สามารถทำงานตามปกติได้ โทษปรับไม่เกิน 100,000 บาท (มาตรา 10) การโพสต์ข้อมูลที่บิดเบือน หรือปลอม จำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท การโพสต์ข้อมูลเท็จที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ หรือโครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะ หรือทำให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน จำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท การโพสต์ข้อมูลเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร – การก่อการร้าย จำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท การกด Like ทำได้ไม่ผิด พ.ร.บ. คอมพ์ยกเว้นการกด Like ข้อมูลที่มีฐานความผิดดังที่กล่าวมาข้างต้น การกด Share ถือเป็นการเผยแพร่  หากข้อมูลที่แชร์มีผลกระทบต่อผู้อื่น อาจเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพ์ โดยเฉพาะที่กระทบต่อบุคคลที่ 3 ผู้ดูแลระบบ หรือแอดมินเพจที่เปิดให้มีการแสดงความคิดเห็น เมื่อพบเนื้อหาที่ผิดกฎหมาย ถ้าได้รับการแจ้งเตือนแล้วลบออกไม่ต้องรับโทษ แต่ถ้าไม่ยอมลบออก โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ผู้ให้บริการเว็บไซต์ต้องขยายเวลาการเก็บข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ (Log) เอาไว้ไม่น้อยกว่า 90 วัน และกรณีที่จำเป็น อาจสั่งให้ขยายเป็น 2 ปี สาเหตุที่ขยายเวลาเนื่องจากเทคโนโลยีมีความเปลี่ยนแปลง รูปแบบการกระทำความผิดจึงอาจซับซ้อนมากขึ้น การแก้ไขเปลี่ยนแปลงทำให้ระบบทำงานไม่ปกติ ทำให้บาดเจ็บ ทรัพย์สินเสียหาย โทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี ปรับไม่เกิน 200,000 บาท การโพสต์ภาพลามกและสามารถแชร์สู่ประชาชนคนอื่นได้ จำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท การโพสต์ภาพของผู้อื่นที่เกิดจากการสร้าง ตัดต่อ หรือดัดแปลง ที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 200,000 บาท การโพสต์ภาพผู้เสียชีวิต หากเป็นการโพสต์ที่ทำให้บิดามารดา คู่สมรส หรือบุตรของผู้ตายเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง หรือได้รับความอับอาย มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 200,000 บาท โดยในจุดที่เรานำมาฝากกันอาจเป็นพฤติกรรมการใช้งานที่เกี่ยวข้องกับ Social Media เป็นสำคัญ แต่ใน พ.ร.บ


No Picture

ซีอีโอไมโครซอฟท์เผยวิสัยทัศน์เฟสถัดไป: Intelligent Cloud, Intelligent Edge เน้นคลาวด์, AI และ IoT

งาน Microsoft Build 2017 วันแรกเริ่มต้นด้วยคีย์โน้ตของ Satya Nadella ซีอีโอของไมโครซอฟท์ ขึ้นมาแสดงวิสัยทัศน์ใหม่ของไมโครซอฟท์ (next phase) ว่ากำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่าน (paradigm shift) จาก Mobile First, Cloud First ไปสู่ Intelligent Cloud, Intelligent Edge ที่เน้นไปที่คลาวด์, ปัญญาประดิษฐ์และ IoT มากยิ่งขึ้น Satya ระบุว่าปัจจุบันผู้ใช้หรือนักพัฒนาหนึ่งคนมีอุปกรณ์ที่ใช้งานอย่างน้อยๆ มากกว่า 1 ชิ้น (Mobile First จึงไม่เหมาะสมอีกต่อไป) ก่อให้เกิดข้อมูล (Data) เป็นจำนวนมาก ซึ่งข้อมูลเหล่านี้แหละที่เป็นปัจจัยสำคัญให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ เนื่องจากข้อมูลมีแรงดึงดูด ทำให้คอมพิวติ้ง ขยับออกมาจากศูนย์กลางอย่าง Data Center ออกมาที่ Edge หรือขยับเข้าใกล้ผู้ใช้งานมากขึ้น ซึ่งการพัฒนาแอพก็ต้องขยับตาม และปัญญาประดิษฐ์และ Serverless Computing จะเข้ามามีบทบาทตรงนี้ ตัวอย่างที่ของ Intelligent Edge ถูกมาโชว์บนเวทีผ่าน Serverless Computing คือฟีเจอร์ใหม่ของ Azure ที่เรียกว่า Azure IoT Edge โดย Sandvik บริษัทผู้ให้บริการโซลูชันสำหรับเครื่องจักรและเครื่องมือสำหรับการผลิตขนาดใหญ่ ที่สามารถ deploy คำสั่งต่างๆ ที่ควรจะถูก execute บนคลาวด์ ไป execute ที่อุปกรณ์หรือเครื่องมือปลายทางแทน ซึ่งช่วยลด latency ในการทำงานหรือสั่งการต่างๆ ลงด้วย ในส่วนของ Intelligent Cloud ที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ มีการยกยูสต์เคสเรื่องความปลอดภัยในที่ทำงาน (Workplace Safety) โดยใช้กล้องและปัญญาประดิษฐ์ในการตรวจจับและระบุสิ่งของต่างๆ รวมถึงคน ซึ่งปัญญาประดิษฐ์สามารถแจ้งเตือน หากเกิดเหตุการที่ละเมิดความปลอดภัยหรือกฎระเบียบต่างๆ ได้ง่ายยิ่งขึ้น และการขยายขอบเขตของข้อมูลที่อยู่บนอุปกรณ์ที่มากขึ้น ทำให้ไมโครซอฟท์ขยายของเขตของ Microsoft Graph ให้ครอบคลุมทั้ง Devices, People และ Activities ทำให้โลกดิจิทัลและโลกจริงเข้าใกล้กันมากขึ้น Topics:  Microsoft Build Satya Nadella Azure Internet of Things Artificial Intelligent


สองความเคลื่อนไหวน่าติดตาม เมื่อ Microsoft ตั้ง MD คนใหม่ และ Amway เผยแผนกลยุทธ์ปี 2017

เอ่ยชื่อ Microsoft ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นอีกหนึ่งชื่อที่คนไทยคุ้นเคยกันดี ล่าสุด Microsoft ได้ประกาศแต่งตั้ง “ธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์” เข้าดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการประจำประเทศไทย นับตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2560 เป็นต้นไปแล้ว เพื่อสานต่อภารกิจ Digital Transformation  โดยนายธนวัฒน์เคยดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการและผู้จัดการทั่วไป กลุ่มธุรกิจเอ็นเทอร์ไพรส์ของบริษัท ฮิวเล็ตต์-แพคการ์ด (ประเทศไทย) จำกัด และดูแลธุรกิจบริการสำหรับลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่และผลิตภัณฑ์ซอฟต์แวร์ของบริษัทในประเทศไทยตลอดช่วงปี 2554-2560 นอกจากนี้ นายธนวัฒน์ยังประสบความสำเร็จในการยกระดับการปฏิบัติงานของ HP ในประเทศไทย ด้วยการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่มุ่งให้ความสำคัญกับลูกค้าเป็นสำคัญ ควบคู่ไปกับพัฒนาเครือข่ายองค์กรพันธมิตรที่แข็งแกร่ง ซึ่งรวมถึงการสานต่อความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับ Microsoft ในฐานะพันธมิตรเชิงกลยุทธ์รายใหญ่ของ HP สำหรับประวัติการศึกษาของนายธนวัฒน์นั้น สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท สาขาบริหารธุรกิจ จากมหาวิทยาลัยรัฐแคลิฟอร์เนีย ซานเบอร์นาดิโน ประเทศสหรัฐอเมริกา และระดับปริญญาตรี สาขาบัญชี จากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ซึ่งหลังจากนี้เราคงได้เห็นหน้าค่าตาผู้บริหารคนใหม่กันมากขึ้นแล้วค่ะ นอกจาก Microsoft แล้วอีกหนึ่งบริษัทขายตรงที่ใหญ่ไม่แพ้กันก็คือ Amway ซึ่งล่าสุดได้ออกมาเผยกลยุทธ์ในอีก 8 ปีข้างหน้าแล้วว่า มีแผนจะเพิ่มนักธุรกิจแพลตินัมอีกเท่าตัว โดยนอกจากการเพิ่มนักธุรกิจแล้ว ในไตรมาสที่ 1 ที่ผ่านมา Amway ยังมียอดขายโตขึ้นถึง 10% ด้วย ซึ่งทางบริษัทชี้ว่ามาจากกลยุทธ์ “แอมเวย์เน็กซ์ (AmwayNEXT)” และแผนการทำธุรกิจแบบรอบด้าน (Integrated Business Plan) ที่เน้นสร้างประสบการณ์ตรงกับแบรนด์ ขณะที่ในส่วนของสินค้านั้น เกิดจากผลพวงของโปรแกรมควบคุมน้ำหนักเฉพาะบุคคล บอดี้คีย์ บาย นิวทริไลท์ (BodyKey by Nutrilite) รวมถึงการเปิดตัวน้องใหม่ นิวทริไลท์ ไฟโตพาวเดอร์ (PhytoPowder) เครื่องดื่มให้ความสดชื่น ส่งผลให้ Amway สามารถทำยอดขายในไตรมาสแรกของปี 2560 เติบโตถึง 10% ทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ นอกจากนี้ บริษัทยังมีโครงการ CSR ตอบแทนสังคมด้วยการมอบจักรยาน 3,000 คันให้กับเยาวชนไทยในพื้นที่ห่างไกลด้วย  โดยจะเปิดรับบริจาคสมทบ จากผู้มีจิตศรัทธาจนถึง 31 พฤษภาคม และยกคาราวานลงพื้นที่ส่งมอบจั กรยานในเดือนมิถุนายนนี้  สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ แอมเวย์ ช็อป ทุกสาขา , Amway Call Center 0 – 2725 – 8000 หรือ www . amwayshopping


รพ.พญาไท 3 ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าและตาต้อกระจกฟรี!

รพ.พญาไท 3 ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าและตาต้อกระจกฟรี 70 ข้อเข่า 70 ดวงตา ให้กับผู้ที่มีอายุ50-80 ปี และมีรายได้น้อย  โดยขยายเวลาถึงวันที่ 5ธ.ค.นี้ โรงพยาบาลพญาไท 3 ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าและตาต้อกระจกฟรี 70 ข้อเข่า 70 ดวงตา ให้กับผู้ที่มีอายุ50-80 ปี และมีรายได้ครัวเรือนไม่เกิน 15,000 บาทต่อเดือน  โดยขยายเวลาถึงวันที่ 5ธ.ค.2560 ทั้งนี้สามารถรับใบสมัครได้ที่โรงพยาบาลพญาไท   สอบถามเพิ่มเติมโทร.



No Picture

Volkswagen เตรียมขยายบริการเรียกรถ Gett อีกหลายประเทศ พร้อมให้สิทธิพิเศษกับผู้ขับรถ

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว Volkswagen ได้ประกาศลงทุน 300 ล้านดอลลาร์ ในบริการเรียกรถ Gett จากอิสราเอล ซึ่งวันนี้ Volkswagen ได้ประกาศขยายบริการ Gett รวมถึงให้สิทธิพิเศษกับผู้ขับรถแล้ว ปัจจุบัน Gett มีให้บริการกว่า 60 เมืองทั่วโลก โดย Volkswagen จะเริ่มขยายบริการ Gett ไปยังกรุงเบอร์ลินและเมืองใหญ่ๆ ของเยอรมนีในครึ่งแรกของปีหน้า และจะขยายบริการไปทั่วยุโรปด้วย Volkswagen ยังให้ข้อเสนอกับผู้ขับรถของ Gett ที่ใช้รถยนต์ Volkswagen ด้วย ไม่ว่าจะเป็นด้านการเงิน, การประกันภัย และการบำรุงรักษารถยนต์ ซึ่งครอบคลุมทั้งรถยนต์ของ Volkswagen และแบรนด์ในเครืออย่าง Skoda, Seat, Audi, Porsche ซีอีโอ Matthias Müller ของ Volkswagen กล่าวว่า บริการประเภท ride hailing นี้จะเป็นศูนย์กลางของธุรกิจใหม่ mobility on-demand ของ Volkswagen ซึ่งเป็นฐานที่มั่นแห่งที่สองนอกจากธุรกิจรถยนต์แบบเดิมซึ่งเป็นธุรกิจหลักของบริษัท Gett ถือเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์การหารายได้จากโมเดลธุรกิจใหม่ๆ ภายในปี 2025 ของ Volkswagen เพื่อปรับตัวให้บริษัทเข้าสู่รถยนต์ในยุคถัดไป ที่มา – Volkswagen , The Verge Topics:  Volkswagen Transportation Sharing Economy


No Picture

สำรวจข้อมูลบัตรเอทีเอ็ม-เดบิตของธนาคารไทย รองรับระบบชิปแบบใหม่แค่ไหน

วันนี้ 16 พฤษภาคม ถือเป็นวันแรกที่ ประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย มีผลบังคับใช้ ส่งผลให้บัตรเอทีเอ็ม-บัตรเดบิตที่ออกใหม่จะต้องเปลี่ยนมาใช้ระบบชิป ตามมาตรฐาน EMV แทนระบบแถบแม่เหล็กอย่างในปัจจุบัน (ส่วนบัตรเดิมยังใช้ต่อไปได้ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2562) Blognone สำรวจสถานการณ์เรื่องบัตรแบบชิป จากเว็บไซต์และ Facebook ของธนาคารต่างๆ โดยสนใจประเด็นเรื่องวันที่เริ่มให้บริการบัตรแบบใหม่ และค่าธรรมเนียมของบัตรแบบใหม่ ภาพประกอบจาก EMV Connection ธนาคารกรุงเทพ (BBL) ธนาคารกรุงเทพ ถือเป็นธนาคารแห่งแรกในไทยที่นำระบบชิป EMV มาใช้ตั้งแต่ปี 2552 (7 ปีแล้ว) ปัจจุบันบัตรเดบิตของธนาคารกรุงเทพ เป็นบัตรแบบชิปทั้งหมดแล้ว (บัตรระดับพื้นฐานสุดคือ Be1st) ส่วนบัตรเอทีเอ็มแบบเดิม (บัวหลวงเอทีเอ็มและบัวหลวงพรีเมียร์) ที่เป็นแถบแม่เหล็กยังใช้งานได้ถึงปี 2562 โดยผู้ใช้บัตรสามารถเปลี่ยนมาเป็นระบบชิปได้ฟรี – อ้างอิงจากเว็บไซต์ธนาคาร ค่าธรรมเนียมแรกเข้า 100 บาท ค่าธรรมเนียมรายปี 200 บาท ธนาคารกรุงไทย (KTB) เริ่มออกบัตรเอทีเอ็มและบัตรเดบิตแบบชิป 16 พฤษภาคม 2559 ยังไม่พบอัตราค่าธรรมเนียมของบัตรแบบชิป แต่บัตรเอทีเอ็มแบบเดิม มีค่าแรกเข้า 100 บาท, ค่าธรรมเนียมรายปี 180 บาท – อ้างอิง , อ้างอิง ธนาคารกสิกรไทย (KBank) ธนาคารกสิกรไทย เริ่มให้บริการบัตรแบบชิปเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2559 ตู้เอทีเอ็มทั่วประเทศ 12,000 เครื่อง กำลังทยอยปรับปรุงให้ใช้บัตรแบบชิปจากทุกธนาคาร ปัจจุบันมีบัตรแบบชิป 3 แบบคือ K-Debit Card รุ่นพื้นฐาน, K-My Play, K-Max Plus ทั้งหมดใช้ระบบ PIN 6 หลัก – อ้างอิง บัตร K-Debit Card ค่าธรรมเนียมออกบัตรใหม่/บัตรทดแทน 100 บาท, ค่าธรรมเนียมรายปี 200 บาท – อ้างอิง ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) เปลี่ยนจากบัตรเอทีเอ็มและบัตรเดบิตแบบเดิม เป็นบัตรแบบใหม่ที่เรียกว่า S Smart เริ่ม 14 พฤษภาคม 2559 – อ้างอิง ค่าธรรมเนียมออกบัตรใหม่ 100 บาท, ค่าธรรมเนียมรายปี 300 บาท (บัตรแบบเดิม 250 บาท) มีความคุ้มครองทรัพย์สินจากการชิงทรัพย์ สูงสุด 5,000 บาท (เฉพาะลูกค้าที่สมัครภายใน 31 ธันวาคม 2559) ตามเงื่อนไขของบริษัท สามัคคีประกันภัย จำกัด – อ้างอิง ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (Krungsri) เริ่มให้บริการบัตรแบบชิปวันนี้ (16 พฤษภาคม 2559) – ประกาศของธนาคาร ค่าธรรมเนียมออกบัตรใหม่ 480 บาท ต่อ 3 ปี, ค่าธรรมเนียมออกบัตรทดแทน 100 บาท, ค่าธรรมเนียมรายปี ไม่มี – อ้างอิง ธนาคารออมสิน (GSB) ข้อมูลบนเว็บไซต์ธนาคารออมสิน บัตรเอทีเอ็มและบัตรเดบิตของธนาคาร ยังไม่ใช่ระบบชิป EMV ( อ้างอิง ATM , อ้างอิงบัตรเดบิต ) และยังไม่พบประกาศเรื่องนี้บน Facebook ของธนาคาร ธนาคาร TMB ไม่พบประกาศของธนาคารเกี่ยวกับระบบบัตรแบบชิปในรอบ 1-2 เดือนที่ผ่านมา แต่จากเว็บไซต์ของธนาคาร บริการด้านบัตรในปัจจุบัน เป็นบัตรแบบมีชิปหมดแล้ว บัตรขั้นพื้นฐาน TMB Lite แบบมีชิป ค่าธรรมเนียมแรกเข้า 200 บาท/5 ปี ไม่มีค่าธรรมเนียมรายปี – อ้างอิง ธนาคารธนชาต เริ่มให้บริการตั้งแต่วันที่ 6 พฤษภาคม 2559 ถือเป็นธนาคารแรกที่ออกมาประกาศเรื่องนี้ ค่าออกบัตรใหม่ 100 บาท ค่าธรรมเนียมรายปี 200 บาท CIMB Thai บัตรเดบิต CIMB Thai รองรับเทคโนโลยีชิป EMV และ PIN 6 หลักแล้ว – เว็บไซต์ ค่าออกบัตรใหม่ 100 บาท (ยกเว้นให้ฟรีถึงสิ้นปี 2559) ค่าธรรมเนียมรายปี 200 บาท หมายเหตุ: การสำรวจข้อมูลครั้งนี้คัดเลือกเฉพาะธนาคารที่ได้รับความนิยมสำหรับลูกค้ารายย่อยเป็นหลัก ถ้ามีข้อมูลของธนาคารอื่นๆ สามารถเพิ่มได้ในคอมเมนต์ครับ Topics:  Banking Thailand Special Report