10 ปี ไทยพีบีเอส ทีวีที่คุณวางใจ?

สิบปีไทยพีบีเอสในฐานะสื่อสาธารณะ จากคำขวัญเมื่อเริ่มก่อตั้ง ‘ไทยพีบีเอส โทรทัศน์สาธารณะของทุกคน เพื่อทุกคน’ มาสู่ ‘ไทยพีบีเอส ติดปีกความคิด’ ทีวีสาธารณะกำลังถูกตั้งคำถามท่ามกลางวิกฤตเปลี่ยนผ่านของสังคมไทย สื่อสาธารณะมีไว้ทำไม? ไทยพีบีเอสทำหน้าที่สื่อสาธารณะได้ดีพอหรือไม่? ไปจนถึง เราควรจะยุบไทยพีบีเอสทิ้งไหม


Next detail…. :

สิบปีไทยพีบีเอสในฐานะสื่อสาธารณะ จากคำขวัญเมื่อเริ่มก่อตั้ง ‘ไทยพีบีเอส โทรทัศน์สาธารณะของทุกคน เพื่อทุกคน’ มาสู่ ‘ไทยพีบีเอส ติดปีกความคิด’ ทีวีสาธารณะกำลังถูกตั้งคำถามท่ามกลางวิกฤตเปลี่ยนผ่านของสังคมไทย สื่อสาธารณะมีไว้ทำไม? ไทยพีบีเอสทำหน้าที่สื่อสาธารณะได้ดีพอหรือไม่? ไปจนถึง เราควรจะยุบไทยพีบีเอสทิ้งไหม?

เวทีเสวนาแลกเปลี่ยนเชิงสร้างสรรค์ The Creative Forum “วงแชร์ : สังคมไทยประมาณนี้ สื่อสาธารณะประมาณไหน” โดยสำนักเครือข่ายสื่อสาธารณะไทยพีบีเอส เป็นเวทีที่นักวิชาการ และนักสื่อสารมวลชนรุ่นใหม่ร่วมแลกเปลี่ยนความเห็นและสะท้อนมุมมองต่อไทยพีบีเอส และสื่อสารธารณะที่พวกเขาคาดหวังว่าจะเห็น 

สังคมไทยเป็นแบบนี้  สื่อสาธารณะประมาณไหน?

ผศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดวงเสวนาด้วยประเด็นภูมิทัศน์สื่อที่เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากเทคโนโลยีใหม่ๆ ทำให้คนทั่วไปสามารถเป็นสื่อด้วยตัวเองได้ การที่ภูมิทัศน์สื่อกระจัดกระจายเป็นผลมาจากความแตกแยกของสังคมการเมือง ในขณะเดียวกันสื่อสาธารณะจะทำหน้าที่ได้ดีต้องตอบตัวเองให้ชัดว่า คำว่าสาธารณะคืออะไร และ สื่อสาธารณะเป็นกระบอกเสียงให้ใคร

“เวลาเราพูดถึงคำว่าสาธารณะ เราอาจจะต้องมาคุยกันก่อนว่า เรากำลังพูดถึงสาธารณะในมุมมองแบบไหน เวลาเราคิดถึงสาธารณะ เราคิดถึงตรงกันไหม ซึ่งผมคิดว่าสาธารณะในปัจจุบันมีความแตกต่างหลากหลายสูง ซึ่งในสภาพสังคมแบบนี้ สื่อสังคมสาธารณะที่บอกว่าจะทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงให้กับสังคมนั้น จะต้องตอบคำถามก่อนว่าจะตอบเสียงของใคร” ประจักษ์กล่าว

ประจักษ์ฉายภาพให้เห็นว่าความแตกแยกทางการเมืองที่เป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็ง ภายใต้ฐานของมันคือสังคมไทยมาถึงจุดที่ไม่มีหลักการที่ยึดถือร่วมกัน และมองไม่เห็นว่าจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร

“ในสภาวะอย่างนี้ ทำยังไงให้สื่อสาธารณะกลายมาเป็นพื้นที่สาธารณะ ของการที่ให้เสียงที่แตกต่างหลากหลายได้มาเจอกัน มาคุยกัน มาเถียงกันก็ยังได้ ข้อดีก็คือสังคมจะได้ฟังเสียงที่มันแตกต่างหลากหลาย สื่อสาธารณะไม่ควรทำหน้าที่ที่มีการตัดสินไปล่วงหน้า เลือกที่จะตัดสินว่าจะนำเสนอเสียงของใคร เพราะมันเป็นการเซนเซอร์ไม่ให้เสียงบางเสียงโผล่ออกมา การที่พยายามจะโน้มน้าวสังคมเพราะคิดว่าสิ่งที่ตัวคิดมันดีนับว่าเป็นการวางตัวของสื่อสาธารณะที่ผิด บทบาทของสื่อที่สำคัญ คือการปล่อยให้มีการถกเถียงพูดคุยกันนำมาสู่การหาหนทางร่วมกัน หรือวิสัยทัศน์ใหม่ร่วมกัน”

ในขณะที่ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ นักวิชาการอิสระ และ พิธีกรรายการ สถานีโทรทัศน์วอยซ์ทีวี มองว่าไทยพีบีเอสยังทำงานไม่ตอบโจทย์สังคม และเมื่อไทยพีพีเอสไม่ต้องกังวลเรื่องรายได้ก็ควรนำเสนอประเด็นที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมมากกว่านี้แทนที่จะให้น้ำหนักกับรายการประเภทสนทนาซึ่งต้นทุนต่ำและคนดูไม่มากนัก

“ไทยพีบีเอสได้เงินทำงานฟรีมหาศาล 2 พันล้านบาทต่อปี ไม่ต้องกังวลเรื่องเงิน ทำไมไม่มีการทำข่าวประเภทสืบสวนสอบสวนให้มากขึ้น”

ศิโรตม์ยังยังมองว่าธรรมชาติของไทยพีบีเอสเป็นมากกว่าสถานีโทรทัศน์

“ผมไม่ได้คิดว่าไทยพีบีเอสจะมาเป็น Public Forum ให้ทุกคนมาพูดอะไรเท่าๆกัน บทบาทของสื่อสาธารณะมันมีมากกว่าเป็นพื้นที่ให้คนมาพูด ไทยพีบีเอสมีแผนกสื่อพลเมือง ซึ่งสถานีอื่นไม่มี มีเครื่องมือที่จะเข้าถึงคนจำนวนมาก”

ด้าน อาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล ผู้ประสานงานเครือข่ายพลเมืองเน็ต เปิดประเด็นถึงการเปลี่ยนแปลงในระดับโลกของสื่อในหน้าจอโทรทัศน์ไปสู่สื่อโซเชียลมีเดีย อาทิตย์เห็นว่ายอดแชร์ในโลกออนไลน์บ่งบอกถึงความนิยม ซึ่งในกรณีของไทยพีบีเอสยังเห็นได้น้อย นอกจากนี้อาทิตย์ยังเปิดประเด็นถึงหน้าที่สำคัญของไทยพีบีเอส คือการเป็นกลไกในการสร้างสังคมประชาธิปไตยที่ไม่ควรหยุดอยู่แค่หน้าจอ ไทยพีบีเอสอยากจะให้สังคมเห็นอะไร ไทยพีบีเอสเองต้องเริ่มทำตัวให้เป็นแบบนั้นก่อน

“ผมว่า (พ.ร.บ. องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย มาตรา 7(4)) เป็นประเด็นที่มากกว่าแค่หน้าจอแต่มันเกี่ยวข้องกับกระบวนการ ไม่ใช่เพียงแค่การนำเสนอข้อมูลข่าวสารเพื่อสร้างและส่งเสริมประชาธิปไตยในสังคม แต่ควรแสดงให้เห็นเป็นตัวอย่างว่าประชาธิปไตยเป็นอย่างไร เช่น ภายในองค์กรมีลักษณะความเป็นประชาธิปไตยอยู่มากน้อยแค่ไหน”

อาทิตย์กล่าวต่อว่า “มาตรา10 ระบุไว้ว่า กิจการขององค์การไม่อยู่ภายใต้กฏหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน คำถามคือว่าเวลานักข่าวไทยพีบีเอสไปทำข่าวแรงงาน ตัวนักข่าวเป็นแรงงานแบบไหน เป็นแรงงานแบบประเภทที่ปรากฏในข่าวหรือเป็นแรงงานอภิสิทธิ์ที่อยู่ภายใต้กฏหมายคนละอย่าง ถ้าเริ่มต้นคนทำข่าวกับคนที่อยู่ในข่าวได้รับการคุ้มครองทางกฏหมายไม่เท่ากัน คุณจะคาดหวังความเท่าเทียมได้แค่ไหนจากสิ่งที่คุณนำเสนอ ทำอย่างไรให้องค์กรสามารถทำให้ดูเป็นตัวอย่างได้ว่า ฉัน-เธอเป็นคนเท่ากัน”

“กลับมาในแง่ขององค์กร สหภาพของคนทำงานอยู่ตรงไหนในโครงสร้างการบริหาร สมมติถ้าเกิดความไม่ชอบมาพากลในองค์กร เสียงไปอยู่ตรงไหน ถ้าตัวองค์กรยังไม่สามารถทำให้เป็นตัวอย่างให้กับสังคมได้มันก็ลำบากเหมือนกัน ตรงนี้ผมคิดว่าเราควรจะคาดหวังได้กับช่องที่บอกว่าตัวเองเป็นสื่อสาธารณะ มากกว่าแค่ตัวเนื้อหาที่ปรากฏบนจอแต่รวมถึงตัวกระบวนการทำงาน  ทำอย่างไรให้รู้สึกว่าคนทำงานสื่อนี้ก็เป็นประชาชนเหมือนกันเพราะเราทุกคนร่วมเป็นเจ้าของช่องนี้”

อาทิตย์ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของไทยพีบีเอสที่ควรเป็นธงนำในการปกป้องเสรีภาพสื่อ

“เรื่องเสรีภาพสื่อ ผมเสียดายเหมือนกันในฐานะองค์กรที่มีกฏหมายคุ้มครองตัวเองอยู่ในระดับหนึ่ง แต่เมื่อมีรัฐบาลที่พยายามจะออกกฏหมายเพื่อควบคุมสื่อ อย่าง ร่างพ.ร.บ.คุ้มครองเสรีภาพสื่อที่กำลังจะออกมา แล้วในฐานะของไทยพีบีเอสที่มีความคุ้มครองมากกว่าชาวบ้าน เป็นไปได้ไหมที่ไทยพีบีเอสจะเป็นคนที่ออกมาพูดเรื่องนี้ เพราะผมคิดว่ามันไม่ได้เป็นประโยชน์กับไทยพีบีเอสเท่านั้น มันเป็นประโยชน์กับสื่อสารมวลชนทั้งหมด”

อาทิตย์ทิ้งท้ายถึงการแชร์ทรัพยากร ซึ่งกำลังเกิดขึ้นในต่างประเทศ เป็นการปรับตัวของภาคเอกชนเพื่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า เช่น สตูดิโอที่ให้คนในชุมชนมาใช้ได้ในช่วงเวลาที่ไม่ได้ใช้งาน หรือยูทูปที่สร้างสตูดิโอให้ยูทูปเบอร์ที่ต้องการทำรายการและต้องการใช้อุปกรณ์แบบมืออาชีพ เข้ามาใช้ได้ เพื่อสร้างสรรค์คอนเทนต์ที่เป็นประโยชน์

ด้าน ผศ.ปกป้อง จันวิทย์ บรรณาธิการร่วม the101.world และ ผู้วิจัยโครงการประเมินผลการดำเนินงานไทยพีบีเอสประจำปี 2552 กล่าวถึง อุดมคติของสื่อสาธารณะและสิ่งที่ไทยพีบีเอสต้องไปให้ถึง

“ผมอยากเห็นสื่อมืออาชีพที่ทำงานเพื่อประโยชน์สาธารณะ ไม่ขึ้นต่ออำนาจรัฐและทุน มีพื้นที่ให้กับประเด็นและผู้คนที่ไร้อำนาจต่อรองหรือเห็นต่างจากรัฐ และมีพื้นที่ให้ประเด็นและผู้คนที่ตลาดไม่สนใจ ที่มีค่าแต่ไม่มีมูลค่าตลาด เราต้องการสื่อที่ให้ปัญญาความรู้แก่สังคม ทำหน้าที่ตลาดวิชาที่เข้าถึงคนวงกว้างที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ทำรายการดีที่มีคนดูซึ่งยาก ต้องอาศัยองค์ความรู้ในวิชาชีพสื่อมาแปลงความรู้ไปสู่สังคมได้อย่างมีพลัง”

“ในช่วงวิกฤตเรายิ่งต้องการสื่อที่ทำหน้าที่รายงานความจริงแต่ละชุดอย่างรอบด้านครบถ้วน เปิดพื้นที่ให้ความจริงหลากหลาย คนทำสื่อต้องเก่งพอที่จะขุดความจริงมาตีแผ่และมองเห็นถึงความสัมพันธ์และเชื่อมโยงความจริงแต่ละชุด กล้าหาญพอที่จะเอาความจริงที่ไม่มีใครกล้าพูดหรือผู้มีอำนาจไม่อยากฟังออกมารายงานสู่สาธารณะแม้ว่าต้องชนกับรัฐบาลก็ตาม”

“ในช่วงหลังรัฐประหารสังคมไทยอาจต้องการสื่อสาธารณะมากที่สุด ในการรายงานความจริงชุดที่แตกต่างจากความจริงของรัฐ ในการติดตามตรวจสอบรัฐบาลที่ตรวจสอบไม่ได้เพื่อรักษาผลประโยชน์สาธารณะ แต่คนจำนวนมากในสังคมได้ยินแต่เสียงแห่งความเงียบจากไทยพีบีเอส”

ความเงียบจากไทยพีบีเอส ทำให้ปกป้องตั้งคำถามว่า แล้วสังคมไทยจะมีไทยพีบีเอสไปเพื่ออะไร เนื่องจากระยะหลังไทยพีบีเอสมีพลังในการสร้างแรงกระเพื่อมให้สังคมน้อยลง ทั้งๆ ที่ไทยพีบีเอสมีแต้มต่อในเรื่องรายได้ ในขณะที่ช่องอื่นๆ แข่งขันกันอย่างดุเดือด ปกป้องตั้งคำถามต่อว่าอะไรที่เป็นปัญหา ไทยพีบีเอสควรสนใจเรตติ้งไหม  ไทยพีบีเอสบริหารองค์กรแบบหน่วยงานราชการมากไปหรือเปล่า โครงสร้างอำนาจการบริหารไม่เหมาะสมกับการบริหารสื่อหรือเปล่า กรรมการนโยบายที่เชี่ยวชาญเรื่องสื่อมีน้อยเกินไปหรือไม่ การมีส่วนร่วมของพนักงานในการตัดสินใจมีมากน้อยแค่ไหน ข้อมูลในองค์กรเปิดเผยต่อสาธารณะหรือไม่ ประชาชนกับไทยพีบีเอสยึดโยงกันอย่างไร

“สื่อสาธารณะต้องอยู่ข้างๆ กับสังคม แต่ต้องมีส่วนในการเคลื่อนสังคมให้ก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน ถ้าล้ำหน้าสังคมได้ก็ดี แต่ต้องไม่ลืมที่จะพาสังคมให้ยกระดับตามไปด้วย ถ้าสังคมถอยหลังเราไม่ต้องถอยหลังตาม เป็นหน้าที่เราที่ต้องดึงรั้งสังคมไว้”

“ไทยพีบีเอสต้องกล้าพูดความจริง กล้าวิจารณ์รัฐบาลแบบไม่กลัวถูกยุบ วัตถุประสงค์ของกฏหมายก็ระบุให้ไทยพีบีเอสมีส่วนในการสร้างสังคมประชาธิปไตย ถ้าทำหน้าที่สื่อสาธารณะเต็มที่คนก็จะเห็นคุณค่าและปกป้องเวลาที่รัฐจะเข้ามารังแกหรือแทรกแซง แต่ถ้ากล้าๆ กลัวๆ ไม่แตกต่างอย่างชัดเจน คนก็ไม่รู้สึกหวงแหน ไม่เห็นความหมายของการมีอยู่ของไทยพีบีเอส ยิ่งถ้าคิดไปตามใจรัฐสุดท้ายโดนยุบด้วย แทรกแซงด้วย คนก็จะยิ่งหัวเราะเยาะแทนที่จะเข้ามาช่วยปกป้อง” ปกป้องทิ้งท้าย

ด้าน วรพจน์ วงศ์กิจรุ่งเรือง คณะทำงานติดตามนโยบายสื่อและโทรคมนาคม และ ผู้วิจัยโครงการประเมินผลการดำเนินงานไทยพีบีเอสประจำปี 2552 ชี้ให้เห็นว่าถ้าไทยพีบีเอสไม่มีสามารถผลิตรายการที่สร้างความแตกต่างได้ การสนับสนุนเงินไทยพีบีเอสก็เท่ากับการให้เงินสนับสนุนการแข่งขันในตลาดที่ไม่เท่าเทียม จะทำอย่างไรให้ไทยพีบีเอสมีเอกลักษณ์เฉพาะ ในขณะเดียวกันไทยพีบีเอสต้องสร้างสมดุลระหว่างการสร้างสรรค์เนื้อหาและประโยชน์สาธารณะ ทั้งนี้วรพจน์ยังกล่าวถึงสื่อสาธารณะทั่วโลกที่กำลังประสบกับการเปลี่ยนเป็นดิจิทัล โดยปรับจาก Public Service Broadcasting ไปเป็น Public Service Media

วรพจน์เสนอว่า “ไทยพีบีเอสต้องหันมาทำคอนเทนต์ออนไลน์มากขึ้นหรือปรับระบบสตรีมมิ่งทั้งหลายให้ดีขึ้น จัดเก็บอาร์ไคฟ์ (Archives – คลังข้อมูล)ทั้งหลายให้ดีขึ้น สามารถมาดูย้อนหลังได้มากขึ้น อย่างบีบีซีเขาทำสิ่งที่เรียกว่าครีเอทีฟอาร์ไคฟ์ (Creative Archive) คือคนทั่วไปสามารถดึงคลิปข่าวหรือเนื้อหาของบีบีซีไปใช้ได้เลย ตราบเท่าที่ไม่ใช่เชิงพาณิชย์ ตรงนี้ผมคิดว่าในฐานะที่ไทยพีบีเอสผลิตคอนเทนต์ด้วยภาษีของประชาชนควรจะทำส่วนนี้ เพราะมีประโยชน์มหาศาลและคนส่วนใหญ่สามารถนำคลิปข่าวไปทำประโยชน์ต่อได้”

วรพจน์เห็นว่าเกณฑ์ชี้วัดความสำเร็จเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ใช่แค่เรื่องเรตติ้ง ไทยพีบีเอสต้องสร้างการวัดขึ้นมาเอง

“บีบีซีมีสิ่งที่เรียกว่า Public Service Obligation แต่ละรายการของบีบีซีต้องเขียนให้ชัดเลยว่ามันตอบสนอง ข้อไหนบ้าง แล้วบีบีซีก็ยังวัดเรตติ้งทั่วไปด้วยซึ่งเป็นการวัดเชิงปริมาณ แต่บีบีซีทำสำรวจของตัวเองด้วยว่าเป้าหมาย มันบรรลุขนาดไหนในแต่ละปี ไทยพีบีเอสควรออกแบบการวัดไม่ใช่แค่เพื่อประเมินผลตนเองแต่แสดงให้เห็นว่าคุณรับผิดชอบ (Accountable) ต่อสังคมด้วย”

วรพจน์ทิ้งท้ายด้วยประเด็นอันแหลมคมไว้ว่า “การออกแบบกฏหมายที่ผ่านมาทำให้ไทยพีบีเอสมีอิสระ จากทุน จากรัฐ แต่มันยังไม่ได้เป็นอิสระในแง่วัฒนธรรมเท่าไหร่ มีบางประเด็นที่ไทยพีบีเอสไม่มีความกล้าหาญพอที่จะนำเสนอความจริงในภาวะความขัดแย้ง”

รศ.ดร.ประภาส ปิ่นตบแต่ง สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ทำงานกับเครือข่ายการเมืองภาคประชาชนในหลายภาคส่วน ชี้ให้เห็นถึงสภาพการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปหลังรัฐธรรมนูญ 2540 สื่อสาธารณะค่อยๆพัฒนามาเป็นหมาเฝ้าบ้าน และตอนนี้ไทยพีบีเอสไปไกลกว่านั้น

“ในส่วนของคนจน คนด้อยโอกาส คนด้อยอำนาจ ได้อาศัยพื้นที่ตรงนี้ เวลามีปัญหา แน่นอนว่าการเดินขบวนก็สำคัญ แต่พื้นที่ตรงนี้สามารถสื่อสารปัญหาไปสู่ผู้คนในสังคมได้ กดดันผู้มีอำนาจให้ตัดสินใจทางการเมือง และในสังคมขณะนี้มันไม่ใช่แค่เรื่องของคนด้อยโอกาส ยังมีเรื่องของอัตลักษณ์ผู้คน ความแตกต่างหลากหลายทางเพศ หรือความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งมันต้องการการนำเสนอความจริงแต่ละชุดให้เห็น ผมคิดว่ากลไกพื้นที่ทางการเมืองปกติไม่พอแน่ๆ เรื่องพวกนี้มันจึงเข้ามาเกี่ยวข้องกับพื้นที่ทางสังคม เป็นการต่อสู้ในเรื่องการเปลี่ยนค่านิยม ความเชื่อ ให้มันเกิดการถกเถียง ในแง่นี้พื้นที่สื่อมันจึงสำคัญมาก พื้นที่แห่งนี้จึงเป็นประโยชน์ต่อผู้คน ในการสร้างพื้นที่สาธารณะทางการเมือง ผมคิดว่าสื่อสาธารณะทำให้การเมืองมันเห็นหัวคนจนผ่านสื่อ”

ประภาสเห็นว่าสภาพสังคมการเมืองช่วงเปลี่ยนผ่านขณะนี้ ถอยกลับถึงช่วงที่มีรัฐธรรมนูญ 2521

“ผมหวังว่าไทยพีบีเอสคงไม่ไปเขียนว่าจะอยู่ภายใต้การขับเคลื่อนประเทศไทย 4.0 และยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ถ้าเขียนแบบนี้ผมว่าหายนะสำหรับสื่อสาธารณะ คือถ้าเป็นแบบนี้ผมว่าจบ ผู้คนในสังคมต้องการพื้นที่ยิ่งการเมืองแบบปิดมันมีปัญหามากๆ การตัดสินใจเรื่องนโยบายสาธารณะมันจำกัดมากๆ มีมาตรา 77 (การความรับฟังความคิดเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้อง) ทำแบบพอเป็นพิธี มันต้องจรรโลงประชาธิปไตยกันใหม่ เพราะฉะนั้นบทบาทของสื่อสาธารณะไม่ควรจะไปแค่อบรมประชาธิปไตย สอนชาวบ้านเลือกตั้ง มันควรจะมองเห็นภาพใหญ่ของสังคมการเมืองของเราว่าตอนนี้อยู่ในบริบทไหน สื่อสาธารณะมันมีความจำเป็น มันควรเป็นที่พึ่งที่มากขึ้นสำหรับผู้คนซึ่งพื้นที่ทางการเมืองหดแคบลงไปทุกที เป็นสิ่งที่ไทยพีบีเอสจะต้องทบทวนให้ชัดเจน”

ต่อไปนี้จะทำอย่างไรกับไทยพีบีเอส?

ปกป้อง เห็นว่าไทยพีบีเอสต้องตอบตัวเองให้ได้ว่าอะไรคือเอกลักษณ์ของช่อง รายการเด่นของช่องคืออะไร ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างการรับรู้ การมีอยู่ ของไทยพีบีเอส เพราะสิ่งที่เชื่อมโยงกับประชาชน คือพื้นที่หน้าจอ “ไทยพีบีเอสต้องการหน้าจอที่หลากหลาย คนทำหน้าจอก็ต้องหลากหลายด้วย ไทยพีบีเอสต้องการทีมบริหารและทีมนโยบายที่ให้พื้นที่กับความหลากหลาย ซึ่งถ้าบอร์ดนโยบายเห็นไปทางเดียวกันหมดก็จะไม่สามารถสร้างชุดความจริงที่เห็นไปทางอื่นได้ ซึ่งมันก็โยงไปถึงกระบวนการสรรหาว่าคนที่เข้ามาสรรหามีความหลากหลายและเปิดพื้นที่ให้มากแค่ไหน เพราะความจริงหลังบ้านหน้าบ้านมันเชื่อมโยงกัน”

“ต้องมาดูว่า 2,000 ล้านมันลงไปที่งบบุคคลากรขนาดไหน? บุคลากร 1,200 คนเยอะไปไหม? ถ้ามีบุคลากร 1,200 คน เราต้องมีวิทยุสาธารณะ เว็บไซต์สื่อสาธารณะด้วยหรือเปล่า? เงินออกไปสู่รายการหน้าจอทีวีอย่างไร? มีเงิน 2,000 ล้าน มันไม่ต้องทำแต่รายการทอร์ค เราควรจะมีสารคดีแบบที่ทีวีพาณิชย์ไม่สามารถลงทุนทำได้”

“ผมว่าถึงที่สุดเนี่ยการวิจารณ์ไทยพีบีเอสมันก็วิจารณ์ในเชิงหลักการ บางคนก็มีสารพัดความคาดหวังแต่ผมคิดว่าถ้าเราจะไปต่อ มันต้องมาดูในรายละเอียด ซึ่งถ้าจะสามารถดูในรายละเอียดได้ข้อมูลทั้งหมดมันต้องแบให้สังคมเห็น เพราะเราใช้เงินสาธารณะ สาธารณะเลยต้องตรวจสอบได้ รายงานการประชุมของทั้งกรรมการนโยบาย กรรมการบริหาร ผู้บริหารคุยอะไรกัน แผนการจัดทำรายการ ทุกอย่างจะต้องเปิดเผยโปร่งใสคนจะได้วิจารณ์ได้”

กลับมาที่เนื้อหา?

ประจักษ์ เห็นว่าคนทำสารคดี คนทำข่าว คนทำหนัง จริงๆทำเรื่องเดียวกันคือเล่าเรื่อง เล่าให้กับสังคม อยากให้สังคมฉุกคิดกับเรื่องบางเรื่อง “สิ่งแรกที่ไทยพีบีเอสต้องทำให้ได้คือดึงความสนใจของคน เพื่อท้ายที่สุดทำให้เขาได้มองเห็นปัญหาสังคม ถ้าทำไปเพื่อผลิตซ้ำและตอกย้ำความเชื่อเดิม หน้าที่ของสื่อสาธารณะก็ไม่จำเป็น สื่อสาธารณะควรที่จะผลิตเนื้อหาใหม่ๆที่ทำให้คนได้คิด ได้ตั้งคำถามใหม่ๆกับเรื่องที่เขาคุ้นเคย”

“ในโลกที่มีข้อมูลข่าวสารเยอะแยะมากมาย ถึงจุดที่คนต้องการอะไรที่ทำให้ได้ความรู้และมุมมองใหม่ๆ อย่างในยุคที่ทรัมป์มาเป็นประธานาธิบดี New York Time เป็นสื่อหลักที่เริ่มมีคนกลับมาติดตามมากขึ้น เพราะคนรู้สึกว่าการอ่านข่าวของที่นี่ ไม่เจอข่าวปลอมหรืออะไรที่มั่วซั่วแน่ และการที่คนกลับไปดูทีวีช่องหลัก”

“สื่อไม่ใช่แค่นำเสนอข่าวข้อเท็จจริงเพียงอย่างเดียว สื่อสาธารณะควรคำนึกถึงการสร้างการเรียนรู้สาธารณะสร้างพลเมือง จรรโลงประชาธิปไตยที่มีคุณภาพ มันควรจะมองไกลออกไปจากการเล่าข่าว เล่าข้อเท็จจริงเพียงอย่างเดียว ถ้าโจทย์เป็นอย่างนี้ก็จะไปได้กว้างไกลมากขึ้น”

สื่อสาธารณะยังจำเป็นหรือไม่?

วรพจน์ กล่าวว่า “ในแง่คอนเทนต์ สมมติโทรทัศน์มีถึง 100 ช่อง แต่ทุกช่องนำเสนออะไรที่ไม่มีสาระ ถ้าแคร์แค่ตลาดเราอาจจะฉายอะไรที่ตลาดต้องการตลอด 24 ชั่วโมงเลยก็ได้ นั่นอธิบายได้ว่าทำไมเราถึงยังต้องมีสื่อสาธารณะอยู่ เพราะเราคิดว่ายังจำเป็นที่จะต้องมีสื่อที่ผลิตวาทกรรมที่สำคัญ เซ็ตดีเบตให้กับประเด็นการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ให้กับสังคมที่เราอยู่”

อาทิตย์ เสริมว่าสื่อสาธารณะในต่างประเทศมี Reporter และ Correspondent “Reporter คือ คนที่มาเล่าเหตุการณ์ ข้อเท็จจริง ว่าอะไรมันเกิดขึ้น ณ ขณะนั้น Correspondent คือ นักข่าวที่เกาะติดอยู่กับประเด็นนั้นตลอดเวลา ทำงานเจาะเฉพาะเรื่อง คนพวกนี้ก็จะสามารถออกมาให้ความเห็นอย่างรวดเร็วต่อสาธารณะได้ในทันที ก่อนที่จะต้องใช้เวลาวิ่งไปตามนักวิชาการจากที่นั่นที่นี่ แน่นอนสิ่งนี้เป็นเรื่องที่ต้องใช้เงินและช่องอื่นทำไม่ได้ แต่ไทยพีบีเอสน่าจะทำได้ เราจะตรวจสอบเรื่องอะไร เราต้องมีคนที่ทำงานด้านนี้ ต้องมีชุดความรู้ให้เท่าทันกับรัฐ เราสามารถมี Correspondent ที่เกาะติดเรื่องระบบรางได้หรือเปล่า คนๆ นี้เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องระบบรางของไทยพีบีเอส แล้วถ้าวันใดมีประเด็นข่าวเกี่ยวกับเรื่องรถไฟระบบราง ขนส่งสาธารณะ คนๆ นี้สามารถออกมาพูดได้ทันที ผมคิดว่านี่จะเป็นคุณค่าของไทยพีบีเอสต่อไป”

นอกจากนี้ อาทิตย์ยังให้ความเห็นเกี่ยวกับการใช้ทรัพยากร “มันน่าเสียดายที่เรามีคลื่นความถี่ มีช่องรายการที่ไม่ใช่แค่สื่อสาธารณะเกือบ 30 ช่อง แต่ความอิสระมันก็มีเพดานอยู่บางระดับ คือถ้าเมื่อใดที่โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจบอกว่าต้องถ่ายรายการนี้ ทีวีทุกช่องก็ต้องถ่าย ซึ่งถ้ามันเป็นเรื่องภัยพิบัติหรือเรื่องคอขาดบาดตายมันเข้าใจได้ แต่ถ้ามันเป็นรายการอื่นๆ ผมคิดว่ามันเป็นความเสียเปล่าทางทรัพยากร เราจะมีช่องรายการไปทำไมหลายช่อง มีทีวีสาธารณะไปทำไม ถ้าเราถ่ายรายการเหมือนกันทุกช่อง ถ้าในแง่การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่ามันก็สูญเปล่า และมันก็เป็นส่วนหนึ่งของความไม่อิสระในการนำเสนอเหมือนกัน”

 

หมายเหตุ

เวทีเสวนาแลกเปลี่ยนเชิงสร้างสรรค์ The Creative Forum “วงแชร์ : สังคมไทยประมาณนี้ สื่อสาธารณะประมาณไหน” ร่วมมองอนาคตใหม่สื่อสาธารณะ จัดขึ้นเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2560 ณ Convention Hall 2 อาคาร D ชั้น 2 ดำเนินรายการโดย หทัยรัตน์ พหลทัพ และ โกวิท โพธิสาร

 

Source : 10 ปี ไทยพีบีเอส ทีวีที่คุณวางใจ?

Be the first to comment on "10 ปี ไทยพีบีเอส ทีวีที่คุณวางใจ?"

Leave a comment

Your email address will not be published.


*