‘เสกสรรค์’ ชี้ รัฐบาลทหารใช้นโยบายเศรษฐกิจ ชิง ‘อำนาจนำ’

19 มิถุนายน 2560 ดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ขึ้นกล่าว ปาฐกถา ‘การเมืองไทย กับสังคม 4.0’ ในงานสัมมนา Direk’s Talk ณ ห้อง ร.103 ชั้น 1 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ซึ่งจัดโดยศูนย์วิจัย ดิเรก ชัยนาม คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ด้าน ผศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์วิจัยดิเรก ชัยนาม ชี้ว่า คณะกรรมการศูนย์วิจัยชุดปัจจุบันมีความตั้งใจจะจัดงานเป็นประจำทุกปี หลังจากก่อนหน้านี้ห่างหายไปบ้าง นอกจากนี้ยังกล่าวถึงรูปแบบงานซึ่งเริ่มด้วย องค์ปาฐกกล่าวปาฐกถาในหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจการเมืองร่วมสมัย ตามด้วยงานเสวนา 3 ส่วน ตามสาขาภายในคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คือ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ บริหารรัฐกิจ และการเมืองการปกครอง ในส่วนของปาฐกถา ‘การเมืองไทย กับสังคม 4.0’ ในปีนี้นั้น เสกสรรค์ ประเสริฐกุล เริ่มต้นปาฐกถา ด้วยวาทกรรมคนดี ตลอดจนอรรถาธิบายสภาพสังคมการเมืองไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พร้อมตั้งคำถามถึงเจตจำนงของผู้ร่างรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้เสกสรรค์ยังชี้ให้เห็นถึง กลไกทางเศรษฐกิจของรัฐบาลทหารที่ทำหน้าที่ช่วงชิงอำนาจนำ ทั้งยังวิเคราะห์ความย้อนแย้งระหว่าง ‘นโยบายเศรษฐกิจที่แลไปข้างหน้า’ กับ ‘นโยบายทางการเมืองและสังคมที่แลไปข้างหลัง’ กระทั่งตั้งคำถามถึงสิ่งที่เสกสรรค์เชี่ยวชาญมากที่สุด นั่นคือ การเมืองภาคประชาชนจะมีทิศทางอย่างไรในการเมืองไทยต่อจากนี้ และปิดท้ายด้วยการสะกิดปัญญาชนยุคใหม่ในโลกออนไลน์ เสกสรรค์ เริ่มต้นกล่าวถึงความหมายของ ‘การเมือง’ ที่จะพูดในวันนี้ว่า เป็นระดับกว้างสุด กินความรวมทั้งนักการเมืองในระบบและนักการเมืองนอกระบบ ทั้ง ‘พวกที่แสวงหาชัยชนะในการเลือกตั้ง’ และ ‘พวกที่แสวงหาอำนาจผ่านการแต่งตั้ง’   – วาทกรรมว่าด้วย ‘คนดี’ และ ‘คนไม่ดี’ นำไปสู่ความขัดแย้งทางการเมือง 3-4 ปีที่ผ่านมา มักมีการพูดการเมืองโดยโยงนัยยะไว้ที่นักการเมืองและพรรคการเมืองเท่านั้น ทำให้เข้าใจกันผิดๆว่ามีนักการเมืองฝ่ายเดียวเท่านั้นที่เล่นการเมือง ฝ่ายอื่นๆไม่ได้เล่นการเมือง คำพูดแบบรวบรัดดังกล่าวเมื่อนำมาบวกกับเรื่องคนดีคนไม่ดี ก็จะกลายเป็นข้อสรุปที่ว่า นักการเมืองที่เคยกุมอำนาจโดยผ่านระบบเลือกตั้งล้วนเป็นคนไม่ดี ส่วนคนที่อยู่บนเวทีอำนาจด้วยวิธีอื่นล้วนไม่ใช่นักการเมือง ดังนั้นจึงเป็นคนดี แน่นอนวาทะกรรมเช่นนี้ ไม่เพียงต่อขัดกับหลักวิชาของพวกเราเท่านั้น หากยังขัดกับธรรมชาติของความจริง เพราะที่ไหนมีอำนาจที่นั่นก็มีการเมืองและมีคนเล่นการเมือง อันนี้เป็นเรื่องรู้กันมาตั้งแต่สมัยสามก๊กแล้ว ทั้งๆที่สมัยนั้นไม่มีระบบเลือกตั้ง และจะว่าไปคนที่มาเกี่ยวข้องกับการแข่งขันชิงอำนาจหรือการใช้อำนาจ ก็มีดีมีชั่วปนกันไป ถามว่าทำไมถึงเอาเรื่องนี้มาพูด คำตอบคือเพราะมันเป็นประเด็นสำคัญที่ช่วยอธิบายว่าเกิดอะไรขึ้นในบ้านเมืองของเราในระยะ 3-4 ปีมานี้ นับตั้งแต่การรุกฮือต้านรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของมวลชนคนเสื้อเหลือง ซึ่งนำไปสู่รัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 มาจนถึงการร่างและประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับ 2560 รัฐธรรมนูญที่ผู้ร่างเองเรียกว่าเป็นฉบับต้านโกง ใช่หรือไม่ว่าทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพราะมีคนเชื่อว่าตัวเองกำลังทำความดี ด้วยการเอาคนไม่ดีลงมาจากเวทีอำนาจ จากนั้นก็เขียนกติกาการเมืองขึ้นมาใหม่เพื่อป้องกันไม่ให้คนไม่ดีกลับมามีอำนาจอีก หรือถ้าขึ้นมาได้ก็จะถูกฝ่ายคนดีควบคุมอย่างเข้มข้น แน่นอนพูดเพียงแค่นั้นอาจจะดูง่ายไป ถ้าจะพูดให้ยากขึ้นคงต้องบอกว่า ปรากฏการณ์เหล่านี้ไม่เพียงเกิดขึ้นโดยการชูธงความดีเท่านั้น หากการชูธงดังกล่าวยังสะท้อนให้เห็นว่าใครขัดแย้งกับใครและเพราะอะไร หากถอดนามธรรมออกมาเป็นรูปธรรมแล้วจะพบว่า พวกที่ถูกกล่าวหาเป็นคนไม่ดีนั้น ล้วนผูกติดกับการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย ส่วนผู้ถือตนเป็นคนดี ตอนแรกก็เป็นมวลชนคนชั้นกลางในเมืองกับแกนนำที่มาจากพรรคการเมืองฝ่ายค้าน จากนั้นจึงมีการส่งไม้ต่อไปยังชนชั้นนำภาครัฐให้ช่วยลงดาบสุดท้าย ดังนั้นเราจะเหตุได้ว่าวิกฤติการเมืองที่เกิดขึ้นในประเทศไทยช่วง 2556-2557 ไม่ได้เป็นความขัดแย้งระหว่างมวลชนที่ใส่สีเสื้อต่างกันเท่านั้น หากยังกินลึกไปถึงความขัดแย้งระหว่างชนชั้นนำเก่าของภาครัฐและชนชั้นนำใหม่ที่โตมาจากภาคเอกชน และขึ้นสู่อำนาจผ่านการเลือกตั้ง โดยฝ่ายแรกคุมกลไกรัฐราชการ ฝ่ายหลังมีมวลชนเรือนล้านเป็นฐานเสียงสนับสนุน ถ้าเราวางคอนเซ็ปต์ไว้เช่นนี้  ก็จะเห็นว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นความขัดแย้งที่ใหญ่โตเกินเรื่องราวของบุคคลและคณะบุคคล มันเป็นความขัดแย้งที่สะท้อนความไม่ลงตัวในโครงสร้างอำนาจในสังคมไทย ซึ่งนำไปสู่การเบียดขับแย่งยึดพื้นที่ของกันและกันในระดับระบอบต่อระบอบแน่นอน ความขัดแย้งที่ลงลึกขนาดนั้นคงไม่ใช่เรื่องที่แก้ไขได้ง่ายๆ ด้วยวิธีจับมือปรองดองกันของบรรดาแกนนำสีเหลืองสีแดง ในขณะที่ตัวละครเอกจริงๆถูกจัดไว้นอกสมการ การเป็นคู่กรณีของชนชั้นนำภาครัฐนั้นสังเกตได้จากการที่นับวันอคติของพวกเขายิ่งขยายจากความรังเกียจนักการเมืองจากบางตระกูลไปสู่นักการเมืองและพรรคการเมืองโดยรวม นี่เป็นความรังเกียจที่มีต่อคู่ชิงอำนาจซึ่งเคยแสดงออกมาแล้วในปี 2534 และปี 2549 นอกจากนี้ เรายังสังเกตได้ด้วยว่าหลังรัฐประหารปี 2557 แทนที่รัฐบาลทหารจะรีบแก้ไขความขัดแย้งระหว่างมวลชนเสื้อสี กลับเดินหน้ากำหนดนโยบายต่างๆทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเมืองและสังคมอย่างเร่งด่วน ทั้งนี้เพื่อขับเคลื่อนและผลักดันประเทศไทยให้เป็นไปตามวิสัยทัศน์ของตน การทำสิ่งต่างๆดังกล่าวไม่ใช่ลักษณะของรัฐบาลที่ขึ้นมารักษาการณ์ชั่วคราว หากเป็นลักษณะของผู้ปกครองที่มีชุดความคิดของตัวเอง และประสงค์จะดัดแปลงโลกให้เป็นไปตามนั้น ยิ่งไปกว่านี้ รัฐธรรมนูญฉบับ2560 อันเป็นผลงานของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ยังสะท้อนให้เห็นอย่างแจ่มชัดว่า ชนชั้นนำภาครัฐต้องการทวงคืนและรักษาพื้นที่ส่วนใหญ่ในเวทีอำนาจไว้อย่างถาวร อีกทั้งจำกัดพื้นที่ของนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง โดยไม่ให้อยู่ในฐานะผู้กุมอำนาจนำอีกต่อไป   – รัฐธรรมนูญสะท้อนเจตจำนงของผู้ร่าง ประการแรก มาตรา 91 รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้เปลี่ยนระบบเลือกตั้งแบบเดิมให้เป็นระบบใหม่ที่เรียกว่า “จัดสรรปันส่วนผสม” ซึ่งจะทำให้อิทธิพลของพรรคใหญ่ถูกจำกัดลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมโอกาสของพรรคขนาดกลางและขนาดเล็ก ระบบดังกล่าวจะทำให้การได้เสียงข้างมากของพรรคเดียวเป็นไปได้ยาก และรัฐบาลที่ตั้งขึ้นอาจจะต้องเป็นรัฐบาลผสม ซึ่งไม่ค่อยมีเสถียรภาพ พูดให้ชัดเจนขึ้นก็คือ ตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน  ระบบเลือกตั้งส.ส.บัญชีรายชื่อได้ถูกดัดแปลงให้ขึ้นต่อการเลือกตั้งส.ส.เขต โดยประชาชนใช้บัตรเลือกตั้งแค่ใบเดียว จากนั้นเอาคะแนนรวมของแต่ละพรรคจากเขตเลือกตั้งทั่วประเทศมาคำนวณหาจำนวนรวมของผู้แทนราษฎรที่พรรคการเมืองแต่ละพรรคควรมี และจำนวนส.ส.บัญชีรายชื่อที่พึงได้รับ พรรคไหนชนะเลือกตั้งส.ส.เขตเต็มโควต้าแล้วก็จะไม่มีสิทธิมีส.ส.บัญชีรายชื่อเลย ผลทางอ้อมของระบบเลือกตั้งเช่นนี้ ย่อมทำให้การเสนอนโยบายในระดับชาติของพรรคการเมืองถูกลดความสำคัญลง  เพราะถ้าเราดูจากประสบการณ์ที่ผ่านมาในระบบเลือกตั้งเดิม ก็จะพบว่าการเลือกส.ส.เขตนั้น ผู้ลงคะแนนมักจะเลือกตัวบุคคลมากกว่าพรรค ส่วนการเลือกสส.บัญชีรายชื่อมักเป็นการเลือกพรรคที่มีนโยบายโดนใจ   ประการต่อมา บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญยังเปิดพื้นที่ทางการเมืองใหม่ๆให้ชนชั้นนำภาครัฐอย่างเต็มที่ โดยกำหนดให้ข้าราชการชั้นสูงเป็นทั้งกรรมการสรรหาและเป็นผู้รับการสรรหามาดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระและกลไกควบคุมต่างๆ และที่น่าสนใจคือในกระบวนการดังกล่าว บทบาทและอำนาจของฝ่ายตุลาการได้ถูกยกระดับให้สูงขึ้นและแผ่ขยายออกไปมาก ประเด็นสำคัญที่สุด บทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังได้กำหนดให้สมาชิกวุฒิสภาชุดแรกมาจากการแต่งตั้งโดยคณะรักษาความสงบเรียบร้อย และกำหนดให้มีอำนาจร่วมกับสภาผู้แทนราษฎรในการรับรองหรือไม่รับรองผู้ที่มาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี  เรื่องนี้เมื่อบวกรวมกับบทบัญญัติที่ให้นายกรัฐมนตรีสามารถเป็นบุคคลนอกรายชื่อของพรรคการเมืองได้ ก็ทำให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญอยู่ตรงไหน   ประการสุดท้าย ถ้าเราดูบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ก็จะพบว่าพ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ กับพ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งครม.ส่งร่างเข้าสภาแล้ว จะต้องออกมาภายใน4เดือนหลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแทบจะกำหนดนโยบายอะไรเพิ่มไม่ได้เลย และอาจจะต้องกลายเป็นผู้สืบทอดนโยบาย คสช. ยิ่งไปกว่านี้ รัฐธรรมนูญฉบับ2560ยังมีบทบัญญัติต่างๆที่ทำให้แก้ไขได้ยาก จนถึงขั้นเกือบเป็นไปไม่ได้ ซึ่งหมายถึงว่าผู้ร่างมีวัตถุประสงค์จะตรึงโครงสร้างอำนาจดังกล่าวไว้ให้นานแสนนาน ดังนั้นเมื่อบวกรวมกับช่วงที่รัฐบาลทหารปกครองโดยตรงแล้ว เราอาจกล่าวได้ว่าการกุมอำนาจของชนชั้นนำภาครัฐ คงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ไม่ต่ำกว่า 9-10 ปี แน่ล่ะถ้าพูดถึงตัวบุคคลหรือแม้แต่ตัว คสช. การสืบทอดอำนาจอาจไม่เป็นเส้นตรงขนาดนั้น แต่หากพูดถึงชนชั้นนำภาครัฐแล้ว การต้องการพื้นที่ถาวรและอำนาจนำในปริมณฑลทางการเมือง เป็นสิ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจน   – ทำไมชนชั้นนำภาครัฐและพันธมิตรทางสังคม จึงกล้าร่างรัฐธรรมนูญที่เอียงข้างตนเองมาได้ขนาดนี้ ในทัศนะส่วนตัว คิดว่าเป็นไปได้ที่พวกเขาอาจจะรู้สึกว่า ฐานะชนนั้นนำของตนที่มีมาแต่เดิม กำลังถูกกัดกร่อน คุกคาม ทั้งโดยกลุ่มนักการเมืองที่โตมาจากภาคเอกชน และโดยระบอบประชาธิปไตยที่ผนวกมวลชนชั้นล่างที่เข้ามาสู่ระดับกำหนดนโยบายยิ่งขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นระบบทุนนิยมโลกาภิวัฒน์ก็กำลังแปรรูปรัฐชาติให้เป็นแค่ผู้จัดการตลาด ซึ่งเป็นตลาดที่ในแต่ละวันมีแต่จะย่อยสลายวัฒนธรรมจารีต และทุบทำลายค่านิยมที่ฝ่ายอนุรักษ์ยึดถือ ด้วยเหตุดังนี้ชนชั้นนำภาครัฐจึงต้องการกลับมามีฐานะนำ ในการกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐไทยกับทุนนิยมโลก ให้เป็นไปตามแนวทางที่ตัวเองยังคงมีบทบาท และมีที่อยู่ที่ยืนครบถ้วน ซึ่งจะทำเช่นนั้นได้ ก็ต้องคงฐานะทางการเมืองของรัฐชาติกึ่งจารีตไว้ให้ได้ภายใต้เงื่อนไขที่เปลี่ยนไป ด้วยเหตุดังนี้วาทกรรมเรื่องความดี จึงผูกติดกับวาทกรรมเรื่องความเป็นไทย และด้วยเหตุดังนี้ จึงมีการกำหนดทิศทางของประเทศ โดยผ่านยุทธศาสตร์ชาติเอาไว้ก่อนการเลือกตั้งครั้งหน้า อย่างไรก็ตาม เราคงต้องยอมรับว่า การยึดอำนาจองชนชั้นนำภาครัฐครั้งนี้มีมวลชนสนับสนุนอยู่ไม่น้อย รัฐประหารปี 2557 ได้รับการเรียกร้องและนำร่องด้วยการเคลื่อนไหวมวลชน ซึ่งขยายตัวเป็นยุทธการณ์ที่โจมตีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และล้มกระดานประชาธิปไตยไปในคราเดียวกัน แม้ว่าที่ผ่านมา ทั้งคณะรัฐประหารและขบวนที่นำร่องรัฐประหารต่างก็ยืนยันว่าต้องการสร้างประชาธิปไตยฉบับที่ดีกว่า แต่โดยไม่เป็นทางการ ถ้าเราติดตามข่าวสารทั้งสื่อหลักและโซเชียลมีเดีย จะพบว่าในปัจจุบันมีคนสนับสนุนระบอบเผด็จการอย่างเปิดเผยมากขึ้น และเท่าที่มีการแสดงออก บรรดากลุ่มทุนใหญ่กับบรรดาคนชั้นกลางเมือง ดูจะรู้สึกมั่นคง สบายใจ กับรัฐบาลอำนาจนิยมมากกว่ารัฐบาลประชาธิปไตยอย่างชัดเจน ถึงแม้ผู้เหล่านี้จะเป็นผู้ได้เปรียบในยุคโลกาภิวัฒน์แต่ก็อดรู้สึกถูกคุกคามไม่ได้ เมื่อฐานะได้เปรียบของพวกเขาถูกท้าทายโดยระบอบประชาธิปไตยที่อาศัยการเคลื่อนไหวมวลชนชั้นล่างๆเป็นฐานเสียง ดังนั้นพวกเขาจึงขานรับเรื่องคนดี ความเป็นไทย ด้วยความเต็มอกเต็มใจ ทำให้เสียงยืนยันว่าประเทศไทยมีลักษณะพิเศษ และไม่จำเป็นต้องเหมือนฝรั่ง ดังกระหึ่มขึ้นมาพอสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่ชนที่มีการศึกษาสูง กระทั่งเรียนหนังสือจบฝรั่ง ปรากฏการณ์ดังกล่าว นับว่าพลิกทฤษฎีรัฐศาสตร์เก่าๆที่เชื่อว่าชนชั้นกลางเป็นฐานทางสังคมของระบอบประชาธิปไตยไปเลย ดังนั้นไม่ว่าใครจะรู้สึกอึดอัดกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้แค่ไหนก็ตาม ผลการลงประชามติเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2559 ก็ยังปรากฏว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ได้รับการยอมรับโดยเสียงข้างมาก โดยมีคนเห็นชอบประมาณ 16,800,000 เสียง ไม่เห็นชอบราว 10,500,000 เสียง แน่ล่ะ โดยหลักการแล้วคงต้องยอมรับว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ประกาศใช้โดยผ่านความเห็นชอบของประชาชน แต่ในโลกของความเป็นจริง คน 10 ล้าน ที่ไม่เห็นชอบ ก็ไม่ใช่คนหยิบมือเดียวที่จะมองข้ามได้ ทั้งนี้ยังไม่ต้องเอ่ยถึงในช่วงรณรงค์ให้รับหรือไม่รับ ร่างรัฐธรรมนูญ ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยดูจะมีพื้นที่น้อยมากในการนำเสนอทัศนะของตน และยังไม่ต้องเอ่ยถึงว่า ถอยไปต้นปี 2557 ประชาชนที่มาลงคะแนนเลือกตั้ง โดยเห็นว่าการเลือกตั้งเป็นทางออกจากวิกฤติที่ดีกว่ารัฐประหารก็มีจำนวนมากถึงราว 20 ล้านคน ทั้งๆที่มีความพยายามที่จะขัดขวางการเลือกตั้งครั้งนั้นในหลายๆแห่ง ดังนั้น ถ้าพิจารณากันตามเนื้อผ้า การที่รัฐธรรมนูญ ฉบับ 2560 สอบผ่านประชามติ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีคนจำนวนมหาศาลแอบคิดต่างอยู่เงียบๆ ด้วยเหตุดังนี้การวางแผนผัง จัดสรรอำนาจโดยไม่สอดคล้องกับสภาพดุลกำลังทางสังคมที่เป็นอยู่ โดยผลักดันฐานะครอบงำของฝ่ายอนุรักษ์ไว้เกินจริง จึงเท่ากับซ่อนแรงเสียดทาน หรือกระทั่งระเบิดเวลาไว้ตั้งแต่ต้น เช่นนี้แล้ว อะไรเล่าที่ทำให้ผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันกล้าทำเกินดุลกำลังเปรียบเทียบระหว่างผู้สนับสนุนกับผู้คัดค้านอำนาจนำของชนชั้นนำภาครัฐ โดยอยากให้เสียงของประชาชน มีผลน้อยที่สุดต่อการจัดตั้งรัฐบาลและการกำหนดนโยบาย   – คำตอบอยู่ที่การช่วงชิงอำนาจนำ โดยใช้นโยบายพัฒนาเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือ คำตอบอยู่ที่นโยบายสองประการ หนึ่ง คือการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อยกระดับประเทศไทยไปสู่ประเทศรายได้สูง หรือที่เรียกกันว่านโยบาย ไทยแลนด์ 4.0 และ สอง นโยบายขับเคลื่อนจุดหมายทางเศรฐกิจดังกล่าวด้วยกลไกประชารัฐ แม้ว่า โดยภายนอกแล้วนโยบายทั้งสองอย่างดูเป็นเรื่องเศรษฐกิจ แต่ผมคิดว่าอันนี้เป็นมาสเตอร์แพลน(Master Plan) ในการช่วงชิงมวลชน และสร้างความชอบธรรมใหม่ของชนชั้นนำภาครัฐที่แยบยลมาก มันมีส่วนสำคัญของยุทธการณ์ยึดพื้นที่ทางการเมืองเพื่อสถาปนาอำนาจนำ ซึ่งเป็นการวางแผน ที่เป็นระบบและบูราณาการการโจมตีจากทุกมิติเข้าด้วยกัน   – ไทยแลนด์ 4.0 รัฐบาลชุดนี้ยังคงยึดโยงอยู่กับระบบทุนโลกาภิวัฒน์ ซึ่งดำเนินไปภายใต้แนวทางเสรีนิยมใหม่ การจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษตามแนวชายแดน 10 แห่ง รวมทั้งการสร้างจัดตั้งระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ล้วนเป็นโครงการที่ใช้ดึงดูดทุนจากต่างชาติและทุนในประเทศ นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีโครงการยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน หรือ infrastucture ซึ่งคิดเป็นงบประมาณถึง 2.4 ล้านล้านบาท มีการขยายระบบโลจิสติกส์ในระดับอภิมหาโครงการหลายอย่าง ตั้งแต่เพิ่มเส้นทางขนส่งในระบบราง ไปจนถึงการสร้างสนามบินและท่าเรือนำ้ลึก ทั้งหมดนี้เพื่อเพิ่มความโยงใยอันแน่นแฟ้นระหว่างประเทศไทยกับทุนนิยมโลกทั้งสิ้น ล่าสุดกระทรวงพาณิชย์ได้ถอด 19 ธุรกิจ ออกจากบัญชีสาม แนบท้าย พ.ร.บ.


Read Continue…. :

19 มิถุนายน 2560 ดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ขึ้นกล่าว ปาฐกถา ‘การเมืองไทย กับสังคม 4.0’ ในงานสัมมนา Direk’s Talk ณ ห้อง ร.103 ชั้น 1 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ซึ่งจัดโดยศูนย์วิจัย ดิเรก ชัยนาม คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ด้าน ผศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์วิจัยดิเรก ชัยนาม ชี้ว่า คณะกรรมการศูนย์วิจัยชุดปัจจุบันมีความตั้งใจจะจัดงานเป็นประจำทุกปี หลังจากก่อนหน้านี้ห่างหายไปบ้าง นอกจากนี้ยังกล่าวถึงรูปแบบงานซึ่งเริ่มด้วย องค์ปาฐกกล่าวปาฐกถาในหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจการเมืองร่วมสมัย ตามด้วยงานเสวนา 3 ส่วน ตามสาขาภายในคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คือ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ บริหารรัฐกิจ และการเมืองการปกครอง

ในส่วนของปาฐกถา ‘การเมืองไทย กับสังคม 4.0’ ในปีนี้นั้น เสกสรรค์ ประเสริฐกุล เริ่มต้นปาฐกถา ด้วยวาทกรรมคนดี ตลอดจนอรรถาธิบายสภาพสังคมการเมืองไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พร้อมตั้งคำถามถึงเจตจำนงของผู้ร่างรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้เสกสรรค์ยังชี้ให้เห็นถึง กลไกทางเศรษฐกิจของรัฐบาลทหารที่ทำหน้าที่ช่วงชิงอำนาจนำ ทั้งยังวิเคราะห์ความย้อนแย้งระหว่าง ‘นโยบายเศรษฐกิจที่แลไปข้างหน้า’ กับ ‘นโยบายทางการเมืองและสังคมที่แลไปข้างหลัง’ กระทั่งตั้งคำถามถึงสิ่งที่เสกสรรค์เชี่ยวชาญมากที่สุด นั่นคือ การเมืองภาคประชาชนจะมีทิศทางอย่างไรในการเมืองไทยต่อจากนี้ และปิดท้ายด้วยการสะกิดปัญญาชนยุคใหม่ในโลกออนไลน์

เสกสรรค์ เริ่มต้นกล่าวถึงความหมายของ ‘การเมือง’ ที่จะพูดในวันนี้ว่า เป็นระดับกว้างสุด กินความรวมทั้งนักการเมืองในระบบและนักการเมืองนอกระบบ ทั้ง ‘พวกที่แสวงหาชัยชนะในการเลือกตั้ง’ และ ‘พวกที่แสวงหาอำนาจผ่านการแต่งตั้ง’

 

– วาทกรรมว่าด้วย ‘คนดี’ และ ‘คนไม่ดี’ นำไปสู่ความขัดแย้งทางการเมือง

3-4 ปีที่ผ่านมา มักมีการพูดการเมืองโดยโยงนัยยะไว้ที่นักการเมืองและพรรคการเมืองเท่านั้น ทำให้เข้าใจกันผิดๆว่ามีนักการเมืองฝ่ายเดียวเท่านั้นที่เล่นการเมือง ฝ่ายอื่นๆไม่ได้เล่นการเมือง คำพูดแบบรวบรัดดังกล่าวเมื่อนำมาบวกกับเรื่องคนดีคนไม่ดี ก็จะกลายเป็นข้อสรุปที่ว่า นักการเมืองที่เคยกุมอำนาจโดยผ่านระบบเลือกตั้งล้วนเป็นคนไม่ดี ส่วนคนที่อยู่บนเวทีอำนาจด้วยวิธีอื่นล้วนไม่ใช่นักการเมือง ดังนั้นจึงเป็นคนดี

แน่นอนวาทะกรรมเช่นนี้ ไม่เพียงต่อขัดกับหลักวิชาของพวกเราเท่านั้น หากยังขัดกับธรรมชาติของความจริง เพราะที่ไหนมีอำนาจที่นั่นก็มีการเมืองและมีคนเล่นการเมือง อันนี้เป็นเรื่องรู้กันมาตั้งแต่สมัยสามก๊กแล้ว ทั้งๆที่สมัยนั้นไม่มีระบบเลือกตั้ง และจะว่าไปคนที่มาเกี่ยวข้องกับการแข่งขันชิงอำนาจหรือการใช้อำนาจ ก็มีดีมีชั่วปนกันไป ถามว่าทำไมถึงเอาเรื่องนี้มาพูด คำตอบคือเพราะมันเป็นประเด็นสำคัญที่ช่วยอธิบายว่าเกิดอะไรขึ้นในบ้านเมืองของเราในระยะ 3-4 ปีมานี้

นับตั้งแต่การรุกฮือต้านรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของมวลชนคนเสื้อเหลือง ซึ่งนำไปสู่รัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 มาจนถึงการร่างและประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับ 2560 รัฐธรรมนูญที่ผู้ร่างเองเรียกว่าเป็นฉบับต้านโกง ใช่หรือไม่ว่าทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพราะมีคนเชื่อว่าตัวเองกำลังทำความดี ด้วยการเอาคนไม่ดีลงมาจากเวทีอำนาจ จากนั้นก็เขียนกติกาการเมืองขึ้นมาใหม่เพื่อป้องกันไม่ให้คนไม่ดีกลับมามีอำนาจอีก หรือถ้าขึ้นมาได้ก็จะถูกฝ่ายคนดีควบคุมอย่างเข้มข้น แน่นอนพูดเพียงแค่นั้นอาจจะดูง่ายไป ถ้าจะพูดให้ยากขึ้นคงต้องบอกว่า ปรากฏการณ์เหล่านี้ไม่เพียงเกิดขึ้นโดยการชูธงความดีเท่านั้น หากการชูธงดังกล่าวยังสะท้อนให้เห็นว่าใครขัดแย้งกับใครและเพราะอะไร หากถอดนามธรรมออกมาเป็นรูปธรรมแล้วจะพบว่า พวกที่ถูกกล่าวหาเป็นคนไม่ดีนั้น ล้วนผูกติดกับการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย ส่วนผู้ถือตนเป็นคนดี ตอนแรกก็เป็นมวลชนคนชั้นกลางในเมืองกับแกนนำที่มาจากพรรคการเมืองฝ่ายค้าน จากนั้นจึงมีการส่งไม้ต่อไปยังชนชั้นนำภาครัฐให้ช่วยลงดาบสุดท้าย ดังนั้นเราจะเหตุได้ว่าวิกฤติการเมืองที่เกิดขึ้นในประเทศไทยช่วง 2556-2557 ไม่ได้เป็นความขัดแย้งระหว่างมวลชนที่ใส่สีเสื้อต่างกันเท่านั้น หากยังกินลึกไปถึงความขัดแย้งระหว่างชนชั้นนำเก่าของภาครัฐและชนชั้นนำใหม่ที่โตมาจากภาคเอกชน และขึ้นสู่อำนาจผ่านการเลือกตั้ง

โดยฝ่ายแรกคุมกลไกรัฐราชการ ฝ่ายหลังมีมวลชนเรือนล้านเป็นฐานเสียงสนับสนุน ถ้าเราวางคอนเซ็ปต์ไว้เช่นนี้  ก็จะเห็นว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นความขัดแย้งที่ใหญ่โตเกินเรื่องราวของบุคคลและคณะบุคคล มันเป็นความขัดแย้งที่สะท้อนความไม่ลงตัวในโครงสร้างอำนาจในสังคมไทย ซึ่งนำไปสู่การเบียดขับแย่งยึดพื้นที่ของกันและกันในระดับระบอบต่อระบอบแน่นอน

ความขัดแย้งที่ลงลึกขนาดนั้นคงไม่ใช่เรื่องที่แก้ไขได้ง่ายๆ ด้วยวิธีจับมือปรองดองกันของบรรดาแกนนำสีเหลืองสีแดง ในขณะที่ตัวละครเอกจริงๆถูกจัดไว้นอกสมการ การเป็นคู่กรณีของชนชั้นนำภาครัฐนั้นสังเกตได้จากการที่นับวันอคติของพวกเขายิ่งขยายจากความรังเกียจนักการเมืองจากบางตระกูลไปสู่นักการเมืองและพรรคการเมืองโดยรวม นี่เป็นความรังเกียจที่มีต่อคู่ชิงอำนาจซึ่งเคยแสดงออกมาแล้วในปี 2534 และปี 2549 นอกจากนี้ เรายังสังเกตได้ด้วยว่าหลังรัฐประหารปี 2557 แทนที่รัฐบาลทหารจะรีบแก้ไขความขัดแย้งระหว่างมวลชนเสื้อสี กลับเดินหน้ากำหนดนโยบายต่างๆทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเมืองและสังคมอย่างเร่งด่วน ทั้งนี้เพื่อขับเคลื่อนและผลักดันประเทศไทยให้เป็นไปตามวิสัยทัศน์ของตน การทำสิ่งต่างๆดังกล่าวไม่ใช่ลักษณะของรัฐบาลที่ขึ้นมารักษาการณ์ชั่วคราว หากเป็นลักษณะของผู้ปกครองที่มีชุดความคิดของตัวเอง และประสงค์จะดัดแปลงโลกให้เป็นไปตามนั้น ยิ่งไปกว่านี้ รัฐธรรมนูญฉบับ2560 อันเป็นผลงานของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ยังสะท้อนให้เห็นอย่างแจ่มชัดว่า ชนชั้นนำภาครัฐต้องการทวงคืนและรักษาพื้นที่ส่วนใหญ่ในเวทีอำนาจไว้อย่างถาวร อีกทั้งจำกัดพื้นที่ของนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง โดยไม่ให้อยู่ในฐานะผู้กุมอำนาจนำอีกต่อไป

 

– รัฐธรรมนูญสะท้อนเจตจำนงของผู้ร่าง

ประการแรก มาตรา 91 รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้เปลี่ยนระบบเลือกตั้งแบบเดิมให้เป็นระบบใหม่ที่เรียกว่า “จัดสรรปันส่วนผสม” ซึ่งจะทำให้อิทธิพลของพรรคใหญ่ถูกจำกัดลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมโอกาสของพรรคขนาดกลางและขนาดเล็ก ระบบดังกล่าวจะทำให้การได้เสียงข้างมากของพรรคเดียวเป็นไปได้ยาก และรัฐบาลที่ตั้งขึ้นอาจจะต้องเป็นรัฐบาลผสม ซึ่งไม่ค่อยมีเสถียรภาพ พูดให้ชัดเจนขึ้นก็คือ ตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน  ระบบเลือกตั้งส.ส.บัญชีรายชื่อได้ถูกดัดแปลงให้ขึ้นต่อการเลือกตั้งส.ส.เขต โดยประชาชนใช้บัตรเลือกตั้งแค่ใบเดียว จากนั้นเอาคะแนนรวมของแต่ละพรรคจากเขตเลือกตั้งทั่วประเทศมาคำนวณหาจำนวนรวมของผู้แทนราษฎรที่พรรคการเมืองแต่ละพรรคควรมี และจำนวนส.ส.บัญชีรายชื่อที่พึงได้รับ พรรคไหนชนะเลือกตั้งส.ส.เขตเต็มโควต้าแล้วก็จะไม่มีสิทธิมีส.ส.บัญชีรายชื่อเลย ผลทางอ้อมของระบบเลือกตั้งเช่นนี้ ย่อมทำให้การเสนอนโยบายในระดับชาติของพรรคการเมืองถูกลดความสำคัญลง  เพราะถ้าเราดูจากประสบการณ์ที่ผ่านมาในระบบเลือกตั้งเดิม ก็จะพบว่าการเลือกส.ส.เขตนั้น ผู้ลงคะแนนมักจะเลือกตัวบุคคลมากกว่าพรรค ส่วนการเลือกสส.บัญชีรายชื่อมักเป็นการเลือกพรรคที่มีนโยบายโดนใจ

 

ประการต่อมา บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญยังเปิดพื้นที่ทางการเมืองใหม่ๆให้ชนชั้นนำภาครัฐอย่างเต็มที่ โดยกำหนดให้ข้าราชการชั้นสูงเป็นทั้งกรรมการสรรหาและเป็นผู้รับการสรรหามาดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระและกลไกควบคุมต่างๆ และที่น่าสนใจคือในกระบวนการดังกล่าว บทบาทและอำนาจของฝ่ายตุลาการได้ถูกยกระดับให้สูงขึ้นและแผ่ขยายออกไปมาก ประเด็นสำคัญที่สุด บทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังได้กำหนดให้สมาชิกวุฒิสภาชุดแรกมาจากการแต่งตั้งโดยคณะรักษาความสงบเรียบร้อย และกำหนดให้มีอำนาจร่วมกับสภาผู้แทนราษฎรในการรับรองหรือไม่รับรองผู้ที่มาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี  เรื่องนี้เมื่อบวกรวมกับบทบัญญัติที่ให้นายกรัฐมนตรีสามารถเป็นบุคคลนอกรายชื่อของพรรคการเมืองได้ ก็ทำให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญอยู่ตรงไหน

 

ประการสุดท้าย ถ้าเราดูบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ก็จะพบว่าพ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ กับพ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งครม.ส่งร่างเข้าสภาแล้ว จะต้องออกมาภายใน4เดือนหลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแทบจะกำหนดนโยบายอะไรเพิ่มไม่ได้เลย และอาจจะต้องกลายเป็นผู้สืบทอดนโยบาย คสช. ยิ่งไปกว่านี้ รัฐธรรมนูญฉบับ2560ยังมีบทบัญญัติต่างๆที่ทำให้แก้ไขได้ยาก จนถึงขั้นเกือบเป็นไปไม่ได้ ซึ่งหมายถึงว่าผู้ร่างมีวัตถุประสงค์จะตรึงโครงสร้างอำนาจดังกล่าวไว้ให้นานแสนนาน

ดังนั้นเมื่อบวกรวมกับช่วงที่รัฐบาลทหารปกครองโดยตรงแล้ว เราอาจกล่าวได้ว่าการกุมอำนาจของชนชั้นนำภาครัฐ คงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ไม่ต่ำกว่า 9-10 ปี แน่ล่ะถ้าพูดถึงตัวบุคคลหรือแม้แต่ตัว คสช. การสืบทอดอำนาจอาจไม่เป็นเส้นตรงขนาดนั้น แต่หากพูดถึงชนชั้นนำภาครัฐแล้ว การต้องการพื้นที่ถาวรและอำนาจนำในปริมณฑลทางการเมือง เป็นสิ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจน

 

– ทำไมชนชั้นนำภาครัฐและพันธมิตรทางสังคม จึงกล้าร่างรัฐธรรมนูญที่เอียงข้างตนเองมาได้ขนาดนี้

ในทัศนะส่วนตัว คิดว่าเป็นไปได้ที่พวกเขาอาจจะรู้สึกว่า ฐานะชนนั้นนำของตนที่มีมาแต่เดิม กำลังถูกกัดกร่อน คุกคาม ทั้งโดยกลุ่มนักการเมืองที่โตมาจากภาคเอกชน และโดยระบอบประชาธิปไตยที่ผนวกมวลชนชั้นล่างที่เข้ามาสู่ระดับกำหนดนโยบายยิ่งขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นระบบทุนนิยมโลกาภิวัฒน์ก็กำลังแปรรูปรัฐชาติให้เป็นแค่ผู้จัดการตลาด ซึ่งเป็นตลาดที่ในแต่ละวันมีแต่จะย่อยสลายวัฒนธรรมจารีต และทุบทำลายค่านิยมที่ฝ่ายอนุรักษ์ยึดถือ ด้วยเหตุดังนี้ชนชั้นนำภาครัฐจึงต้องการกลับมามีฐานะนำ ในการกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐไทยกับทุนนิยมโลก ให้เป็นไปตามแนวทางที่ตัวเองยังคงมีบทบาท และมีที่อยู่ที่ยืนครบถ้วน

ซึ่งจะทำเช่นนั้นได้ ก็ต้องคงฐานะทางการเมืองของรัฐชาติกึ่งจารีตไว้ให้ได้ภายใต้เงื่อนไขที่เปลี่ยนไป

ด้วยเหตุดังนี้วาทกรรมเรื่องความดี จึงผูกติดกับวาทกรรมเรื่องความเป็นไทย และด้วยเหตุดังนี้ จึงมีการกำหนดทิศทางของประเทศ โดยผ่านยุทธศาสตร์ชาติเอาไว้ก่อนการเลือกตั้งครั้งหน้า อย่างไรก็ตาม เราคงต้องยอมรับว่า การยึดอำนาจองชนชั้นนำภาครัฐครั้งนี้มีมวลชนสนับสนุนอยู่ไม่น้อย รัฐประหารปี 2557 ได้รับการเรียกร้องและนำร่องด้วยการเคลื่อนไหวมวลชน ซึ่งขยายตัวเป็นยุทธการณ์ที่โจมตีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และล้มกระดานประชาธิปไตยไปในคราเดียวกัน

แม้ว่าที่ผ่านมา ทั้งคณะรัฐประหารและขบวนที่นำร่องรัฐประหารต่างก็ยืนยันว่าต้องการสร้างประชาธิปไตยฉบับที่ดีกว่า แต่โดยไม่เป็นทางการ ถ้าเราติดตามข่าวสารทั้งสื่อหลักและโซเชียลมีเดีย จะพบว่าในปัจจุบันมีคนสนับสนุนระบอบเผด็จการอย่างเปิดเผยมากขึ้น และเท่าที่มีการแสดงออก บรรดากลุ่มทุนใหญ่กับบรรดาคนชั้นกลางเมือง ดูจะรู้สึกมั่นคง สบายใจ กับรัฐบาลอำนาจนิยมมากกว่ารัฐบาลประชาธิปไตยอย่างชัดเจน ถึงแม้ผู้เหล่านี้จะเป็นผู้ได้เปรียบในยุคโลกาภิวัฒน์แต่ก็อดรู้สึกถูกคุกคามไม่ได้ เมื่อฐานะได้เปรียบของพวกเขาถูกท้าทายโดยระบอบประชาธิปไตยที่อาศัยการเคลื่อนไหวมวลชนชั้นล่างๆเป็นฐานเสียง ดังนั้นพวกเขาจึงขานรับเรื่องคนดี ความเป็นไทย ด้วยความเต็มอกเต็มใจ ทำให้เสียงยืนยันว่าประเทศไทยมีลักษณะพิเศษ และไม่จำเป็นต้องเหมือนฝรั่ง ดังกระหึ่มขึ้นมาพอสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่ชนที่มีการศึกษาสูง กระทั่งเรียนหนังสือจบฝรั่ง ปรากฏการณ์ดังกล่าว นับว่าพลิกทฤษฎีรัฐศาสตร์เก่าๆที่เชื่อว่าชนชั้นกลางเป็นฐานทางสังคมของระบอบประชาธิปไตยไปเลย

ดังนั้นไม่ว่าใครจะรู้สึกอึดอัดกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้แค่ไหนก็ตาม ผลการลงประชามติเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2559 ก็ยังปรากฏว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ได้รับการยอมรับโดยเสียงข้างมาก โดยมีคนเห็นชอบประมาณ 16,800,000 เสียง ไม่เห็นชอบราว 10,500,000 เสียง แน่ล่ะ โดยหลักการแล้วคงต้องยอมรับว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ประกาศใช้โดยผ่านความเห็นชอบของประชาชน แต่ในโลกของความเป็นจริง คน 10 ล้าน ที่ไม่เห็นชอบ ก็ไม่ใช่คนหยิบมือเดียวที่จะมองข้ามได้ ทั้งนี้ยังไม่ต้องเอ่ยถึงในช่วงรณรงค์ให้รับหรือไม่รับ ร่างรัฐธรรมนูญ ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยดูจะมีพื้นที่น้อยมากในการนำเสนอทัศนะของตน และยังไม่ต้องเอ่ยถึงว่า ถอยไปต้นปี 2557 ประชาชนที่มาลงคะแนนเลือกตั้ง โดยเห็นว่าการเลือกตั้งเป็นทางออกจากวิกฤติที่ดีกว่ารัฐประหารก็มีจำนวนมากถึงราว 20 ล้านคน ทั้งๆที่มีความพยายามที่จะขัดขวางการเลือกตั้งครั้งนั้นในหลายๆแห่ง ดังนั้น ถ้าพิจารณากันตามเนื้อผ้า การที่รัฐธรรมนูญ ฉบับ 2560 สอบผ่านประชามติ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีคนจำนวนมหาศาลแอบคิดต่างอยู่เงียบๆ

ด้วยเหตุดังนี้การวางแผนผัง จัดสรรอำนาจโดยไม่สอดคล้องกับสภาพดุลกำลังทางสังคมที่เป็นอยู่ โดยผลักดันฐานะครอบงำของฝ่ายอนุรักษ์ไว้เกินจริง จึงเท่ากับซ่อนแรงเสียดทาน หรือกระทั่งระเบิดเวลาไว้ตั้งแต่ต้น เช่นนี้แล้ว อะไรเล่าที่ทำให้ผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันกล้าทำเกินดุลกำลังเปรียบเทียบระหว่างผู้สนับสนุนกับผู้คัดค้านอำนาจนำของชนชั้นนำภาครัฐ โดยอยากให้เสียงของประชาชน มีผลน้อยที่สุดต่อการจัดตั้งรัฐบาลและการกำหนดนโยบาย

 

– คำตอบอยู่ที่การช่วงชิงอำนาจนำ โดยใช้นโยบายพัฒนาเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือ

คำตอบอยู่ที่นโยบายสองประการ หนึ่ง คือการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อยกระดับประเทศไทยไปสู่ประเทศรายได้สูง หรือที่เรียกกันว่านโยบาย ไทยแลนด์ 4.0 และ สอง นโยบายขับเคลื่อนจุดหมายทางเศรฐกิจดังกล่าวด้วยกลไกประชารัฐ แม้ว่าโดยภายนอกแล้วนโยบายทั้งสองอย่างดูเป็นเรื่องเศรษฐกิจ แต่ผมคิดว่าอันนี้เป็นมาสเตอร์แพลน(Master Plan) ในการช่วงชิงมวลชน และสร้างความชอบธรรมใหม่ของชนชั้นนำภาครัฐที่แยบยลมาก มันมีส่วนสำคัญของยุทธการณ์ยึดพื้นที่ทางการเมืองเพื่อสถาปนาอำนาจนำ ซึ่งเป็นการวางแผน ที่เป็นระบบและบูราณาการการโจมตีจากทุกมิติเข้าด้วยกัน

 

– ไทยแลนด์ 4.0

รัฐบาลชุดนี้ยังคงยึดโยงอยู่กับระบบทุนโลกาภิวัฒน์ ซึ่งดำเนินไปภายใต้แนวทางเสรีนิยมใหม่ การจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษตามแนวชายแดน 10 แห่ง รวมทั้งการสร้างจัดตั้งระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ล้วนเป็นโครงการที่ใช้ดึงดูดทุนจากต่างชาติและทุนในประเทศ นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีโครงการยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน หรือ infrastucture ซึ่งคิดเป็นงบประมาณถึง 2.4 ล้านล้านบาท มีการขยายระบบโลจิสติกส์ในระดับอภิมหาโครงการหลายอย่าง ตั้งแต่เพิ่มเส้นทางขนส่งในระบบราง ไปจนถึงการสร้างสนามบินและท่าเรือนำ้ลึก ทั้งหมดนี้เพื่อเพิ่มความโยงใยอันแน่นแฟ้นระหว่างประเทศไทยกับทุนนิยมโลกทั้งสิ้น ล่าสุดกระทรวงพาณิชย์ได้ถอด 19 ธุรกิจ ออกจากบัญชีสาม แนบท้าย พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เพื่อเปิดโอกาสให้ทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในธุรกิจเหล่านี้อย่างเสรี ซึ่งบรรดาธุรกิจทั้ง 19 ประเภท มีธุรกิจการนำอสังหาริมทรัพย์ออกให้เช่า และธุรกิจบริการที่มีส่วนราชการ หรือ รัฐวิสาหกิจ เป็นคู่สัญญาด้วย

แต่ก็อีกนั่นแหละ การอาศัยระบบทุนนิยมที่ไร้ชาติ มาสนองผลประโยชน์แห่งชาติ นับเป็นเรื่องที่มีปัญหาย้อนแย้งกันอยู่ ปัญหาดังกล่าว ไม่ได้เพิ่งเกิดในรัฐบาลนี้ แต่มีมาพักใหญ่แล้ว จริงอยู่การลงทุนต่างชาติ อาจช่วยทำหน้าที่เป็นหัวรถจักร ฉุดลากเศรษฐกิจไทยเติบโตในอัตราที่สูงขึ้น แต่การเติบโตทางเศรษฐกิจไม่ได้นำไปสู่การกระจายรายได้และลดความเหลื่อมล้ำโดยอัตโนมัติ กระทั่งสวนทางกันในหลายๆกรณึ การที่รัฐไทยต้องลดภาษีนิติบุคคลให้กับบรรดาผู้ประกอบการในเขตเศรษฐกิจพิเศษเป็นเวาลา 5 ปี อนุญาติให้เช่าที่ดินใช้ทรัพยากรในท้องถิ่นได้ในระยะยาว และลดเงื่อนไขอีกหลายๆอย่างให้นักลงทุนพอใจ ย่อมหมายถึงว่าผลประโยชน์สูงสุดต้องตกเป็นของฝ่ายทุนอย่างแน่นอน ใช่หรือไม่ สภาพดังกล่าวย่อมขัดแย้งกับนโยบายลดความเหลื่อมล้ำ หรือ การปรับโครงสร้างรายได้ให้เป็นธรรมมากขึ้น พูดกันแบบตรงไปตรงมา ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยนั้น สั่งสมตัวมาหลายทศวรรษแล้ว ยิ่งในยุคโลกาภิวัฒน์ช่องว่างรายได้ยิ่งขยายกว้างขึ้นอย่างรวดเร็ว

เดี๋ยวนี้เป็นที่ทราบกันดีว่าคนรวย 10 เปอร์เซ็นต์แรกของประชากรไทย มีรายได้สูงกว่าคนจนสุด 10 เปอร์เซ็นต์ล่างถึง 35 เท่า และคนรวย 10 เปอร์เซ็นต์นี้ เป็นเจ้าของทรัพย์สินถึง 79 เปอร์เซ็นต์ จากการขัดอันดับอภิมหาเศรษฐีของนิตยสารฟอร์บส์ ปรากฏว่ามีเศรษฐีไทยติดอันดับ 500 บุคคลที่รวยที่สุดในโลกถึง 4 คน บางคนถึงขั้นอยู่ในอันดับ 100 คนแรกของโลก โดยมีทรัพย์สินมากกว่า 500,000 ล้านบาท ส่วนประเทศไทยนั้นถูกจัดเป็นประเทศเหลื่อมล้ำอันดับ 3 ของโลก รองจากรัสเซียและอินเดีย ทรัพย์สินประเภทหนึ่งที่สะท้อนความเหลื่อมล้ำในประเทศไทยได้เป็นอย่างดี คือที่ดิน เราจะเห็นได้ว่าขณะที่เกษตรกร 40 เปอร์เซ็นต์ไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตัวเอง ขณะที่คนไทยมากกว่า 3 ใน 4 ไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดินใดๆเลย นักธุรกิจบางตระกูลกลับถือครองที่ดินไว้ถึง 630,000 ไร่ โฉนดที่ดิน 61% ของประเทศไทย อยู่ในมือประชากร 10%ที่รวยสุด

แน่นอนความเหลื่อมล้ำทางด้านทรัพย์สินย่อมนำไปสู่ความเหลื่อมล้ำทางด้านโอกาส โดยเฉพาะอย่างยิ่งโอกาสทางการศึกษา และทางเลือกในการประกอบอาชีพ ตลอดถึงโอกาสในการปรับตัวเข้าสู่ยุคโลกาภิวัฒน์ สภาพดังกล่าวทำให้การเปลี่ยนสถานะทางชนชั้นของผู้เสียเปรียบเป็นไปได้ยาก ซึ่งส่งผลให้โครงสร้างทางชนชั้นของสังคมไทย มีลักษณะแข็งตัว และสร้างรอยแยกให้กับสังคม

ความเหลื่อมล้ำสุดขั้วนั้นนำไปสู่ความรู้สึกไม่มั่นคงของชนทุกชั้น ด้วยเหตุดังนี้ทุกฝ่ายจึงเรียกหาอำนาจการเมืองมาดูแลตน หรือใช้เปลี่ยนเกมที่ตนกำลังเสียเปรียบ ซึ่งอาจเป็นอำนาจเผด็จการก็ได้ ในกรณีคนชั้นสูงและคนชั้นกลางส่วนบน หรืออาจจะเป็นอำนาจของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งก็ได้ อย่างกรณีเกษตรกรรายย่อยในชนชบท จริงอยู่ การใช้อำนาจการเมืองมาคุ้มครองผลประโยชน์ทางชนชั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ของมนุษยชาติ แต่ในยุคโลกาภิวัฒน์ ความปั่นป่วน ผันผวนเรื่องนี้ได้ทวีความเข้มข้นขึ้น ทั้งในสังคมไทย ยุโรป สหรัฐอเมริกา อเมริกาใต้ ตลอดจนที่อื่นๆ 

กลับมาเรื่อง ไทยแลนด์ 4.0 มันอาจจะเร็วเกินไปที่จะประเมินความสำเร็จหรือความล้มเหลวของนโยบายนี้ แต่ถ้าพูดกันอย่างยุติธรรม นโยบาย ไทยแลนด์ 4.0 นั้นมีจุดหมายที่ดีในการมุ่งพาประเทศไทยก้าวให้พ้นกับดักประเทศรายได้ปานกลาง ทั้งนี้โดยลดการพึ่งพาอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก และหันมาโฟกัสที่การค้าและการบริการ อาศัยเทคโนโลยีขั้นสูง เปลี่ยนกระบวนการผลิต การทำงานมาสู่ระบบดิจิทัล และอาศัยนวัตกรรมกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์เป็นแกนหลักของการสร้างรายได้

แต่ก็อีกนั่นแหละ คำถามยังคงมีอยู่ว่า คนไทยพร้อมแค่ไหน ในการก้าวกระโดดไปสู่ระบบเศรษฐกิจ 4.0 ในเรื่องนี้ประเด็นความเหลื่อมล้ำยังคงเข้ามาเป็นอุปสรรคอย่างเลี่ยงไม่พ้น ถ้าเราลองดูตัวเลขจากผู้มีงานทำ 37.4 ล้านคน แรงงานในระบบมีอายุ 40 ปีขึ้นไปถึง 46% และสัดส่วนแรงงานในระบบ 50.5% เรียนหนังสือไม่เกินชั้นประถม ในจำนวนนี้มี 1,200,000 คน ที่ไม่มีการศึกษาเลย ในเมื่อแรงงานครึ่งหนึ่งอายุมากและมีการศึกษาน้อย การปรับตัวยกระดับทักษะให้เป็นแรงงาน 4.0 คงทำได้ยากทีเดียว ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีความเป็นไปได้ที่อำนาจต่อรองของคนงานจะลดลงมาก เพราะการผลิตสินค้าและงานบริการ นับวันจะใช้แรงงานคนน้อยลง โดยมีคอมพิวเตอร์และปัญญาประดิษฐ์เข้ามาแทนที่ คนงานที่จะปรับทักษะให้สอดคล้องกับหุ่นยนต์และนวัตกรรมใหม่ๆคงมีจำนวนน้อย จำนวนคนที่ตกงานจะมีจำนวนมากขึ้น กลายเป็นสินค้าล้นตลาดที่ราคาตกต่ำลง

ล่าสุด ECONTHAI  หรือ สภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหรกรรมไทย ได้ประเมินว่าจะมีอย่างน้อย 8 อาชีพ ที่เสี่ยงตกงานเพราะเทคโนโลยี 4.0 อาชีพดังกล่าวได้แก่ 1.พนักงานขายปลีกหน้าร้านในห้างและพนักงานขายตรง 2.พนักงานโรงแรม 3.พนักงานที่เกี่ยวข้องกับสถาบันการเงิน 4.แรงงานในภาคอุตสาหกรรม 5.แรงงานในภาคโลจิสติกส์ 6.บุรุษพยาบาลดูแลคนสูงวัยหรือผู้ป่วย 7.คนขับรถยนต์และรถบรรทุก 8.คนทำงานเคาน์เตอร์เซอร์วิสในภาคธุรกิจต่างๆ ในบรรดากลุ่มเสี่ยง กลุ่มอุตาสหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้นนับว่าน่าเป็นห่วงมากที่สุด เพราะอุตสาหกรรมดังกล่าว ถือครองสัดส่วน 80% ของมูลค่าส่งออก แต่ส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในยุค 2.0 ถึง 2.5 ซึ่งในสัดส่วน 80% นี้ มี 25 % ที่เปราะบางมากเพราะการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยี ในทางตรงกันข้าม ฝ่ายผู้ประกอบการดูเหมือนจะมีความพร้อมมากกว่า ในการเข้าสู่ยุค 4.0 ดังจะเห็นจากการหอการค้าไทย และ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ยืนยันมา ปัจจุบันบริษัทขนาดใหญ่มีความพร้อมเข้าสู่ธุรกิจ 4.0 แล้ว นโยบายของหอการค้าเองก็พร้อมผลักดันให้ปผู้ประกอบการที่เป็นสมาชิก

ซึ่งในส่วน 80 เปอร์เซ็นต์นี้ มี 25 เปอร์เซ็นต์ ที่เปราะบางมากเพราะการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยี ในทางตรงกันข้ามฝ่ายผู้ประกอบการดูเหมือนว่าจะมีความพร้อมมากกว่าในการเข้าสู่ยุค 4.0 ดั่งจะเห็นจากการที่หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยยืนยันว่า ปัจจุบันบริษัทขนาดใหญ่มีความพร้อมเข้าสู่ธุรกิจ 4.0 แล้ว นโยบายของหอการค้าเองก็พร้อมจะผลักดันผู้ประกอบการที่เป็นสมาชิกประมาณ 100,000 รายทั่วประเทศ เข้าสู่ธุรกิจการค้าและบริการในระดับ 4.0 โดยตั้งเป้าไว้ในแผนงานปี 2560-2561 ว่าจะยกระดับผู้ประกอบการในหอการค้าจำนวน 50,000 ราย ให้มีศักยภาพสูงขึ้นและสร้างรายได้รวมเพิ่มขึ้น 30 เปอร์เซ็นต์หรือราว 2-3 หมื่นล้านบาท โดยปัจจุบัน GDP จากภาคการค้าและบริการคิดเป็นสัดส่วน 52 เปอร์เซ็นต์ ของ GDP ประเทศ ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่าการใช้ทุนข้ามชาติมาช่วยฉุดลากศก.ไทยก็ดี ความสับสนอลหม่านเรื่องแรงงานในระยะเปลี่ยนผ่านไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 ก็ดี ล้วนแล้วแต่จะนำกลับมาสู่ปัญหาความเลื่อมล้ำ ซึ่งหมายถึงว่าการลบช่องว่างระหว่างรายได้ยังเป็นแค่ความฝันระยะไกล แต่ก็อีกนั้นและ ผู้บริหารก็คงรู้ปัญหาดีอยู่แล้ว

 

– กลไกประชารัฐ

การที่รัฐราชการหันมาใช้ระบบสวัสดิการอ่อนๆและระบบสังคมสงเคราะห์ ก็เพื่อลดแรงกดดันจากชนชั้นล่างสุด ในการนี้รัฐบาลปัจจุบันได้เตรียมงบประมาณไว้ถึง 80,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือคนจนที่มาลงทะเบียนไว้ 14 ล้านคน นอกจากนี้ฝ่ายรัฐก็ไม่ได้ใช้ทุนต่างชาติเป็นแรงขับสู่ไทยแลนด์ 4.0 เพียงอย่างเดียว หากยังคิดยุทธศาสตร์ที่เรียกว่า ‘กลไกประชารัฐ’ ขึ้นมาเป็นเครื่องจักรขนาดใหญ่อีกตัวหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

จุดที่น่าสนใจที่สุดของนโยบายหรือกลไกประชารัฐก็คือ มันไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อการเติบโตของ GDP เพียงอย่างเดียวเท่านั้น หากยังมีเป้าหมายเพื่อลดความเลื่อมหล้ำและกระจายรายได้ไปพร้อมๆกัน ตามนโยบายประชารัฐ รัฐราชการเสนอตัวเป็นแกนนำผสานความร่วมมือระหว่างทุนใหญ่กับธุรกิจรายย่อย หรือแม้แต่เกษตรกรในท้องถิ่นต่างๆทั้งนี้ยังมีภาคประชาสังคมเป็นภาคีขับเคลื่อนด้วย ด้วยเหตุดังนี้นโยบายประชารัฐ จึงมีนัยยะทางการเมืองสูงมาก เพราะเป็นการจับมือกันระหว่างภาครัฐ ภาคประชาสังคม  ภาคธุรกิจเอกชน เคลื่อนไหวลงสู่มวลชนระดับฐานรากซึ่งทับซ้อนกับฐานเสียงของนักการเมือง ถ้าเรื่องนี้ทำสำเร็จก็อาจส่งผลให้การเมืองภาคตัวแทนกลายเป็นโมฆะได้ พูดอีกแบบหนึ่งก็คือ มันคือความพยายามที่จะแปรความขัดแย้งทางชนชั้นที่หลายท่านเกลียดและกลัว มาเป็นความร่วมมือทางชนชั้นภายใต้การนำของรัฐราชการ

ดังนั้นกลไกประชารัฐจึงมีกลิ่นไอของความรัก ความสามัคคีของคนในชาติอยู่พอสมควร แต่ในอีกด้านหนึ่งก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึง Corporatism กับ นิยามเรื่องรัฐของเฮเกล สิ่งที่เราไม่รู้ก็คือ นโยบายนี้มุ่งลอยแพตัดตอนนักการเมืองมาตั้งแต่แรกด้วยการทำให้พวกเขาเป็นคนนอกกระบวนการพัฒนาประเทศ หรือเป็นแค่ผลพลอยได้ของสูตรแก้ปัญหาเศรษฐกิจ แต่ที่แน่ๆในทางนโยบายแล้วมันถูกออกแบบมาหักล้าง ตอบโต้ นโยบายประชานิยมโดยตรง ดั่งจะเห็นได้จากคำพูดของผู้นำเครือข่ายประชาสังคมท่านหนึ่ง ซึ่งกล่าวว่า ‘ประชานิยมคือการนำเงินของรัฐบาลไปแจกชาวบ้าน นักการเมืองเอาบุญคุณ ชาวบ้านอ่อนแอเรื่อยไป ไม่หายจน ประชารัฐคือ การส่งเสริมความเข้มแข็งของประชาชน คนรากหญ้า ให้พ้นความยากจน มีเกียรติ มีศักศรีดิ์ พึ่งตนเองได้ สามารถควบคุมนักการเมืองทำให้เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

 แน่นอนเมื่อตัดเรื่องเจตนาออกไปแล้ว คำถามก็ยังมีอยู่ว่า การหวังให้กลุ่มทุนใหญ่เป็นผู้ขับเคลื่อนการยกระดับฐานะธุรกิจ SME’s และชนชั้นล่างๆ จะไม่สวนทางกับธรรมชาติของระบบทุนหรอกหรือ มันเป็นไปได้หรือไม่ที่ปลาใหญ่จะไม่กินปลาเล็ก อาจจะเร็วเกินไปที่มีข้อสรุปแบบฟันธงในเรื่องนี้ออกมา แต่ที่น่าสนใจมากกว่าก็คือ รัฐธรรมนูญ 2560 ไม่ได้กำหนดให้ใช้ระบบเศรษฐกิจแบบใด แต่เน้นว่าต้องเป็นระบบที่ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างทั่วถึงและยั่งยืน ต่างจากรัฐธรรมนูญ 2540 ซึ่งยืนยันว่าประเทศไทยต้องยึดถือระบบเสรีและอาศัยกลไกตลาดเท่านั้น เป็นไปได้หรือไม่ว่าการไม่มีบทบัญญัติดังกล่าว อาจทำให้รัฐสามารถเข้าไปไกล่เกลี่ยผลประโยชน์ระหว่างทุนใหญ่กับผู้ผลิตรายย่อยได้ง่ายขึ้น และบางทีอาจจะมีผลประโยชน์นอกกลไกตลาดเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

 

– ความขัดแย้งระหว่าง  ‘นโยบายเศรษฐกิจที่แลไปข้างหน้า’ กับ ‘นโยบายทางการเมืองและสังคมที่แลไปข้างหลัง’

จะเห็นได้ว่า ครั้งนี้ชนชั้นนำภาครัฐไม่ได้เข้ามากุมอำนาจแบบเฉื่อยเนือย หรือแค่รักษาผลประโยชน์เดิมๆไปวันๆ ตรงกันข้ามพวกเขาเข้ามาเปิดฉากรุกทางการเมืองอย่างเข้มข้น เป็นระบบ ถึงขั้นมีมาสเตอร์แพลน (Master Plan) ในการสถาปนาอำนาจนำของตนให้มั่งคง ยั่งยืน และอยู่ได้ในยุคโลกาภิวัฒน์ พูดอีกอย่างหนึ่งคือ 3 ปีที่ผ่านมา สถานการณ์ในเมืองไทยไม่ได้สะท้อนแค่ความขัดแย้งระหว่างชนชั้นนำเก่า เครือข่ายการเมืองของนายทุนบางกลุ่มเท่านั้น หากยังสะท้อนความพยายามของชนชั้นนำภาครัฐที่จะสร้างสังคมตามแนวคิดอนุรักษ์นิยม คู่ขนานไปกับการเกี่ยวร้อยของทุนนิยมโลก มันเป็นความพยายามที่จะดำรงฐานะนำของรัฐราชการในการบริหารระบบทุนไร้พรมแดน แต่ประเด็นมีอยู่ว่าอุดมการณ์และวาทกรรมของรัฐชาติที่เป็นแบบรัฐราชการนั้น โดยเนื้อแท้แล้วก็ไปกันไม่ได้กับลัทธิเสรีนิยมใหม่ที่ขับเคลื่อนทุน ไร้ชาติ ไร้พรมแดน หรือแม้แต่เนื้อหา ของเศรษฐกิจ 4.0 ด้วยเหตุดังนี้สภาพขัดแย้งกันเองระหว่าง ‘นโยบายเศรษฐกิจที่แลไปข้างหน้า’ กับ ‘นโยบายทางการเมืองและสังคมที่แลไปข้างหลัง’ ของรัฐไทย จึงปรากฏให้เห็นตลอดเวลา เช่น การศึกษานี่เน้นการท่องจำแบบศิโรราบกับเศรษฐกิจที่เน้นนวัตกรรมเป็นต้น

ดังที่ศาสตราจารย์ โนม ชอมสกี้ (Noam Chomsky)ผู้โด่งดังได้ให้สัมภาษณ์สื่อเมื่อไม่นานมานี้ ลัทธิเสรีนิยมใหม่นั้นถือปัจเจกชนเป็นตัวตั้ง และใช้กลไกตลาดกร่อนสลายสังคม ชุมชน ชาติ หรือองค์รวมใดๆอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ดังนั้นจึงเป็นเรื่องน่าสนใจมากว่าในขณะที่รัฐราชการของไทยสมาทานลัทธิ neoliberal ซึ่งมีทั้งแนวคิดและการกระทำที่เป็นปรปักษ์กับ concept ผลประโยชน์แห่งชาติ  รัฐนี้จะยังคงใช้วาทกรรมรัฐชาติกึ่งจารีต ขับเคลื่อนสังคมไทยให้หมุนตามศูนย์อำนาจได้แค่ไหน

กระนั้นก็ตาม เมื่อพิจารณาจากภาพรวมแล้ว สิ่งที่คสช.เสนอนับเป็นการท้าทายครั้งใหญ่ต่อนักการเมืองและพรรคการเมืองตลอดจนนักทฤษฎีฝ่ายประชาธิปไตย ซึ่งถ้าพวกเขาไม่เห็นด้วยกับผังอำนาจและแนวทางบริหารประเทศแบบ top down  ก็คงต้องมีข้อเสนอแตกต่างในระดับที่ใหญ่พอๆกัน ไม่ใช่พูดแค่หลักการลอยๆ ถ้าพรรคการเมืองใดคิดอะไรไม่ได้มากไปกว่าชนชั้นนำภาครัฐ หรือไม่กล้าแตะต้องลัทธิเสรีนิยมใหม่ หรือไม่กล้าคิดต่างในเรื่องใหญ่ๆ ก็ป่วยการจะมีพรรคเหล่านั้น เพราะพวกเขาจะกลายเป็นแค่กลุ่มแสวงหาอำนาจ และเป็นแค่ส่วนตกแต่งของพลังอำนาจที่ขับเคลื่อนรัฐราชการและควบคุมสังคมไทยอยู่แล้ว แต่ก็อีกนั่นแหละ เรื่องนี้มีความเป็นไปได้อยู่ไม่น้อย เพราะพรรคการเมืองและนักการเมืองรุ่นเก่าจำนวนหนึ่งล้วนเติบโตมาจากช่วงระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบภายใต้รัฐธรรมนูญ2521 ดังนั้นจึงคุ้นเคยกับการร่วมมือกับชนชั้นนำภาครัฐในการจัดตั้งรัฐบาลที่มีนายกฯคนนอก

ดังนั้น ฉากหนึ่งที่อาจจะเกิดขึ้นคือพรรคการเมืองจำนวนหนึ่งผนึกกำลังกันหนุนผู้นำจากกองทัพ ทั้งเพื่อกีดกันพรรคที่เคยชนะพวกเขามาในการเลือกตั้งหลายครั้งหลัง และชิงส่วนแบ่งทางอำนาจมาไว้กับตน แม้จะต้องเล่นบทพระรองก็ตาม  การดูถูกหมิ่นหยามนักการเมืองและพรรคการเมืองนั้น เป็นสิ่งที่ชนชั้นนำภาครัฐแสดงออกอย่างเปิดเผยมาตลอดช่วงหลังรัฐประหาร ทั้งนี้เนื่องจากมันเป็นวาทกรรมหรือฐานคิดที่ใช้ลดฐานะนำของสถาบันประชาธิปไตยอย่างสภาผู้แทนราษฎรและรัฐบาลที่มาจากเลือกตั้ง

 

– วาทกรรมต่อต้านคอร์รัปชัน ความโปร่งใส และหลักธรรมาภิบาล 

3 ปีที่ผ่านมา คณะรัฐบาลและมวลชนที่สนับสนุน มักจะใช้วาทกรรมต่อต้านคอร์รัปชันพุ่งเป้าใส่นักการเมือง ซึ่งตอนแรกก็อาจหมายถึงพรรครัฐบาลที่ถูกโค่น แต่ต่อมากลับออกมาในทางเหมารวมนักการเมืองทั้งหมด ทั้งๆที่ในความเป็นจริงแล้ว ข้าราชการ พ่อค้า นักธุรกิจต่างหาก ที่เป็นต้นแบบของระบบทุจริตในประเทศไทยและการคอร์รัปชันก็ไม่ได้หายไปไหนในช่วงการปกครองแบบอำนาจนิยม จากการประกาศค่าดัชนี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชันโดยองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International ) เมื่อต้นปี 2560 ประเทศไทยถูกระบุว่าได้คะแนนเพียง 35 จาก 100 ซึ่งทำให้อยู่ในอันดับ 101 จาก 176 ประเทศ คะแนนดังกล่าวนับว่าต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ยนทั่วโลกซึ่งอยู่ที่ 43 คะแนน ก่อนหน้านี้ในปี 2557 ประเทศไทยเคยได้คะแนน 38 และอยู่อันดับที่ 85 ส่วนปี 2558 ขึ้นมาเป็นอับดับที่ 76 แต่คะแนนยังอยู่ที่ 38 เหมือนเดิม สาเหตุหนึ่งที่ทำให้คะแนนลดลงในการประเมินครั้งล่าสุดเพราะมีการนำข้อมูลความเป็นประชาธิปไตยมาประกอบการพิจารณาด้วย อย่างไรก็ดีประเด็นเรื่องคอร์รัปชันนี้ยังเป็นประเด็นการเมืองที่มีนัยยะสำคัญในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของประเทศไทย ดั่งจะเห็นได้จากคำถามสี่ข้อเรื่องธรรมาภิบาลซึ่งฝ่ายรัฐตั้งขึ้นและรณรงค์ให้ประชาชนช่วยกันตอบ ใช่หรือไม่ว่าคำถามเหล่านั้น แท้จริงแล้วคือการเปิดฉากรุกทางการเมืองต่อบรรดานักการเมืองอีกระลอกหนึ่ง โดยผู้กุมอำนาจปัจจุบันช่วงชิงเป็นฝ่ายกระทำก่อนการเลือกตั้งจะเกิดขึ้น แต่อย่าเข้าใจผิด ทั้งหมดนี้ ไม่ใช่เป็นแค่ความเคลื่อนไหวในระดับบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่หลายท่านอาจจะมองว่าต้องการสืบทอดอำนาจ หากเป็นการต่อสู่ในระดับ ‘ชิงระบอบ’ ของ State-Elite ซึ่งต้องการสถาปนาความชอบธรรมของตนและลดทอนความชอบธรรมของคู่แข่ง ซึ่งถ้ามองในระดับนี้เราก็จะพบว่าฝ่ายชนชั้นนำเก่า มีสำนึกและมียุทธศาสตร์ในการต่อสู้มากกว่านักการเมืองหรือพรรคการเมือง ซึ่งมักมุ่งหวังชัยชนะในระดับที่แคบกว่ามากแค่ชัยชนะของบุคคลหรือพรรคตนเท่านั้นเอง 

อันที่จริงประเด็น ‘ธรรมาภิบาล’ ตามความหมายสากลไม่ได้เป็นแค่เรื่อง ศีลธรรม จริยธรรม หรือเรื่องคนดีคนเลวแบบฉาบฉวย หากเป็นกระบวนการบริหารจัดการที่นำไปสู่ประสิทธิภาพที่สะอาดและปราศจากข้อกังขา กระบวนการดังกล่าว ประกอบด้วย หลักนิติธรรม หลักความโปร่งใส หลักกระจายอำนาจ  หลักการมีส่วนร่วมและหลักฉันทามติเป็นสำคัญ ดังนั้นถ้ากล่าวในเชิงคอปเซ็ปต์ล้วนๆ ระบอบประชาธิปไตยย่อมสร้างรัฐบาลที่มีธรรมาภิบาลได้ง่ายกว่าระบอบอำนาจนิยม

 อย่างไรก็ดีไม่ทราบว่าเป็นเพราะมีแผลกันอยู่บ้างหรือเพราะมีเหตุผลอันใด บรรดานักการเมืองจึงไม่ออกมาโต้แย้งในเรื่องอย่างจริงจัง จะมีท้วงติงบ้างก็แค่เป็นรายบุคคล ในสายตาของผมโอกาสเดียวที่นักการเมืองจะต่อรองกับพรรคราชการได้คือ ต้องร่วมมือกันเองอย่างเหนียวแน่นและตอบคำท้าของชนชั้นนำภาครัฐในทุกประเด็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะต้องตอบคำท้าใหญ่ด้วยยุทธศาสตร์การพัฒนาและการปฏิรูปตามครรลองประชาธิปไตยที่พิสูจน์ได้ว่าเหนือกว่า ดีกว่า เป็นจริงและเป็นธรรมมากกว่า 

ดังนั้นการเมืองในยุคไทยแลนด์ 4.0 จึงมีแนวโน้มที่จะไปได้ทั้งสองทาง ทางแรกนักการเมืองเล่นบท ‘หางเครื่อง’ คอยผัดหน้า ทาแป้ง ให้กับชนชั้นนำภาครัฐที่จะกุมอำนาจต่อในฐานะรัฐบาลประชาธิปไตย กลายเป็นการเมืองแบบที่ อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ เรียกว่า ‘ระบอบเกี้ยเซี้ย’ หรือ ‘เกี้ยซิยาธิปไตย’ ทางที่สองนักการเมืองส่วนใหญ่อาจผนึกกำลังกัน ทำหน้าที่ฝ่ายค้านที่สร้างสรรค์ โดยมีข้อเสนอแนะหรือข้อโต้แย้งเชิงนโยบายที่แตกต่างจากแนวคิดของรัฐบาลอนุรักษ์นิยม อันนี้ถ้าเกิดขึ้นจริงอาจจะเป็นปรากฏการณ์ที่เร้าใจยิ่งและเป็นการสมทบส่วนที่สำคัญให้กับพัฒนาการทางการเมืองในประเทศเรา

 

– ภาคประชาชนภายใต้เงื่อนไขไทยแลนด์4.0

ในประเด็นเลือกตั้ง เสียงของพวกภาคประชาชนจะมีน้ำหนักลดลง เพราะระบบเลือกตั้งใหม่ และอำนาจ สมาชิกวุฒิสภาจากการแต่งตั้ง ทำให้ไม่มีพรรคการเมืองไหนสามารถตั้งรัฐบาลได้จากพรรคเดียว ส่งให้ทางเลือกของผู้ลงคะแนนจะหายไป อย่างไรก็ดีชนชนนำภาครัฐและมวลชนได้ขับเคลื่อนวาทกรรมดักไว้แล้วว่า “การเลือกตั้งไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุด ในระบอบประชาธิปไตย' ซึ่งวาทกรรมดังกล่าวใช้ประโยชน์ได้ถึง 2 ทาง คือ 1.ลดทอนเครดิตการเมืองแบบเลือกตั้ง 2.หันเหความสนใจของประชาชน ในประเด็นที่เสียงไร้น้ำหนัก อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาเสียงของประชาชนเคยมีน้ำหนักสามารถเลือกรัฐบาลและนโยบาย แต่กลับถูกทำให้เงียบตลอดห้วง 3 ปีที่ผ่านมา จนถึงวันนี้ยังไม่มีใครรู้ว่าประชาชนคิดอย่างไรและแสดงออกอย่างไรเมื่อมีการเลือกตั้งครั้งต่อไป

ทั้งนี้ในอดีตชาวนาไทยเคยถูกทอดทิ้งจมปลักอยู่กับความเสียเปรียบ และไม่ถูกนับในทางการเมือง ด้วยเหตุนี้เมื่อมีพรรคการเมืองหนึ่งเข้ามาเสนอแนวทางประชานิยม ช่วยเหลือในเรื่องหนี้สิน ทำให้บรรดาเกษตรกรหันมาสนับสนุนพรรคนี้อย่างท่วมท้น และกลายเป็นพวกที่ตื่นตัวทางการเมืองแบบฉับพลัน สิ่งที่น่าสนใจคือเมื่อแนวทางประชานิยมถูกปิดกลั้น ชะตากรรมของพวกเขาจะเป็นอย่างไร

ก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุการณ์รัฐประหารในปี 2557 ในแวดวงวิชาการเคยพูดถึงประเด็นการเกิดขึ้นของ 'ชนชั้นกลางใหม่' ในต่างจังหวัด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายย่อย ปัจจุบันคนเหล่านี้คือเป้าหมายหลักที่นโยบายประชารัฐพยายามช่วงชิงให้เข้ามาเป็นภาคี ซึ่งน่าสนใจมากว่าจากนี้ไปกลไกของฝ่ายอนุรักษ์จะสลายความเจ็บปวดของชาวนาเสื้อแดงได้หรือไม่ และในการเลือกตั้งครั้งหน้าทหารมวลชนกลุ่มนี้จะย้ายค่ายหรือไม่

 

– การเมืองภาคประชาชนภายใต้กติกาการเมืองชุดล่าสุด

หากมองยึดตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญอาจจะมองโลกในแง่ดีได้ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ยังคงยืนยันเรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชนในด้านต่างๆไว้โดยละเอียด ในหมวด 3 ตั้งแต่มาตรา 25 – มาตรา 49 อีกทั้งมีมาตรา 77 ที่กำหนดให้รัฐรับฟังความคิดเห็นผู้ที่เกี่ยวข้องในการตรากฎหมาย รวมถึงมาตรา 133 ที่ให้ประชาชนเข้าชื่อไม่น้อยกว่า 10,000 รายชื่อ เพื่อเสนอข้อกฎหมายเรื่องสิทธิเสรีภาพได้ อย่างไรก็ตามคำมั่นสัญญาในรัฐธรรมนูญเรื่องความเสมอภาค เหมือนว่าจะมีเงื่อนไขในด้านความมั่นคง ความสงบเรียบร้อย และศีลธรรมความดี ซึ่งเอื้อต่อการตีความแบบครอบจักรวาล และยังไม่เอ่ยถึงภายใต้กรอบกฎหมายยิบย่อยที่กำหนดไว้ ซึ่งกฎหมายไทยมีกว่าแสนฉบับ ซึ่งไม่ทราบว่ามีกี่ฉบับที่ลดทอนเสรีภาพประชาชน นอกจากนี้สิทธิ เสรีภาพของชาวบ้านย่อมขัดแย้งกันในระดับประสานงานระหว่างเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งสรุปได้ 2 คำคือ 'เหลื่อมล้ำและอยุติธรรม' ดังนั้นแม้ว่าจะมีกฎหมายคุ้มครอง แต่ช่องว่างทางชนชั้นจะหดแคบลง เรามีตัวอย่างมากมายให้เห็นในการละเมิดสิทธิในชุมชนจาก ทุนเอกชนหรือโครงการของรัฐเอง ทั้งตัวบุคคลที่เป็นผู้นำชาวบ้านจำนวนไม่น้อยสูญหายไปอย่างไร้ร่องรอย พูดในถึงที่สุดแล้วหากเข้าใจว่าการเมืองภาคประชาชนคือเรื่องปากท้อง และฐานทรัพยากรของชุมชน เราคงมองเห็นว่านโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล สามารถนำไปสู่ความขัดแย้งได้ เช่นกรณีท่าเรือน้ำลึกปากบารา,ปัญหาที่ดินทำกินในพื้นที่แม่สอด และโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ แม้ว่านโยบายประชารัฐจะสนับสนุน หากในพื้นที่ยังมีปัญหาการพัฒนาเศรษฐกิจคงไม่ราบรื่น อย่างไรก็ตามในยุค 4.0 ภาคประชาชนมีการปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัล โดยใช้สื่อออนไลน์นำเสนอการต่อสู้รักษาสิทธิชุมชน ความก้าวหน้าดังกล่าวทำให้การเมืองข้างถนนกลายเป็นการเมืองคีย์บอร์ดมากขึ้น เพราะเหตุนี้นอกจากมีกลไลควบคุมนักการเมืองในการเคลื่อนไหว ยังมีกลไกที่ควบคุมภาคประชาชน เช่น พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ, พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

 

– 'ปัญญาชน' ยุคใหม่ ไร้พลังในโลกความเป็นจริง

ปัญญาชนและนักวิชาการ เป็นกลุ่มที่มีศักยภาพทางการเมืองสูงมาตั้งแต่สมัยโบราณ เพียงแต่วิวัฒน์จากอดีตมาเป็นผศ.,รศ.หรือ คอลัมนิสต์ หรือนักวิชาการอิสระ โดยส่วนตัวเท่าทีสังเกตุเห็นปัญญาชนที่อยู่ฝ่ายประชาธิปไตยไม่เชื่อมโยงกับการเคลื่อนไหวของภาคประชาชน ส่วนใหญ่พอใจออกความเห็นในเฟซบุ๊ก ขณะที่บางส่วนรังเกียจการเมืองภาคประชาชน เพราะเห็นว่าแกนนำเคยต่อต้านรัฐบาลจากการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นเรื่องน่าประหลาดใจ เนื่องจากช่วง1960-1970 บรรดานักศึกษาปัญญาชนและนักวิชาการ ต่างเข้าหาภาคประชาชนจนไม่เป็นอันอยู่ในห้องเรียน

ครั้นเติบโตมีประสบการณ์มากขึ้น โดยเฉพาะประสบการณ์พ่ายแพ้ จึงได้เรียนรู้เพิ่มเติมว่าดุลกำลังเปรียบเทียบนั้น เลื่อนไหลแปรเปลี่ยนไปมาอยู่ตลอดเวลา ขึ้นอยู่กับว่าสังคมมีปัญหาอะไร ใครก็ตามที่ไม่รู้จักเกี่ยวร้อยกับพลังที่เป็นคุณในแต่ละช่วงสถานการณ์ ผู้นั้นย่อมโดดเดี่ยว

การเมืองเป็นเรื่องของฉันทามติ นักเคลื่อนไหวทางการเมืองจึงหาทางเอา 10 สู้ 1 เสมอ เพื่อให้คนส่วนใหญ่อยู่ข้างเดียวกับตน ไม่ใช่เอา 1 สู้ 10 แล้วนั่งภูมิใจกับความพ่ายแพ้ แต่ปัญญาชนในรุ่นปัจจุบันคงไม่คิดแบบนี้แล้ว และสำหรับหลายคนเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ซึ่งปราศจากความคิดหรือมีความคิดนับเป็นจุดหมายสูงสุดในตัวมันเอง โดยปัญญาชนที่ถือว่าหัวก้าวหน้าหรือปัญญาชนประชาธิปไตย แนวคิดปัจเจกสุดขั้นยังเข้ามาครอบงำอย่าหนาแน่น ขณะที่ระบบเฟซบุ๊กก่อให้เกิดหนึ่งคนหนึ่งสำนัก และเมื่อเกิดหลายสำนักทำให้เกิดไร้สำนึก โดยเฉพาะสำนึกเรื่ององค์รวม หลายท่านให้ความสำคัญเรื่องเสรีภาพส่วนตัวมากกว่าการผนึกกำลังกันเป็นกลุ่มก้อน บางท่านใช้เวลาโต้แย้งหรือเสียดสี ตรวจสอบคุณสมบัติปัญญาชนด้วยกันมากกว่าจะสร้างขบวนการที่มีพลัง และถ้าจะพูดตรงๆยกเว้นนักวิชาการอาวุโสที่เป็นผู้นำทางความคิดกับนักศึกษากลุ่มเล็กๆในท้องถิ่น ซึ่งเห็นว่าปัญญาชนจำนวนมาก แทบจะไม่เข้าไปเกี่ยวร้อยกับประชาชนหมู่เหล่าต่างๆ  ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงไม่สามารถทำให้ความเห็นตนเป็นเรื่องสำคัญในสังคมไทย ศักยภาพทางการเมืองของพวกเขาจึงซ่อนอยู่ในโลกเสมือนจริง แต่ยังไม่ใช่พลังในโลกความจริง

ทั้งนี้สิ่งที่พูดมาทั้งหมดไม่ใช่การมองโลกในเชิงลบ แต่เป็นการชวนให้มองความเป็นจริงโดย ไม่หลบตา เพราะมีแต่มอบตัวให้กับความจริงเท่านั้น เราจึงจะสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆได้ตรงตามเหตุปัจจัยที่เกิดขึ้น และหวังว่าข้อเสนอจะสามารถจุดประเด็นสู่งานวิจัย  ซึ่งสถานการณ์การที่เผชิญอยู่ยังขาดองค์ความรู้มาประกอบกับการพิจารณา โดยส่วน ตัวทำได้เพียงตั้งข้อสังเกตุ นับจาก พ.ศ.2475 ต้องยอมรับว่าวิวัฒนาการทางการเมืองไทยไม่ใช่เส้นตรง หากยักเยื้องเป็นลักษณะวิพากษ์ ซึ่งหลายปีที่ผ่านมาการเมืองไทยผ่านความขัดแย้ง ระหว่างพลังอำนาจนิยมกับพลังประชาธิปไตย ซึ่งด้านหลักเป็นการขัดแย้งกันของชนชั้นนำเก่าภาครัฐกับชนชั้นนำใหม่จากนอกระบบราชการ โดยมีประชาชนหลายชนชั้นเป็นตัวแปรสำคัญ แต่กระบวนการคลี่คลายยังมีกระบวนการอื่นแทรกแซง เช่นความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลและฝ่ายค้าน หรือนายทุนกับคนงาน ซึ่งความขัดแย้งที่ทาบซ้อนกันนี้เป็นแหล่งที่มาของการจัดกำลังเผชิญหน้ากัน ในสถานการณ์กำลังเดินหน้าสู่ช่วงวิกฤต ซึ่งฝ่ายไหนที่มีดุลกำลังที่เหนือกว่าฝ่ายนั้นก็ได้รับชัยชนะไป ในวันนี้ชนชั้นนำภาครัฐได้กลับมาสถาปนาอำนาจรัฐของตน และฟื้นบทบาทรัฐราชการได้สำเร็จ แต่สภาพดังกล่าวจะยั่งยืนแค่ไหนคงไม่มีใครตอบได้ การที่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จัดผังอำนาจให้ขยายบทภาคข้าราชการทั้งทหารและพลเรือน เท่ากับนำระบบราชการมาซ้อนทับปริมณฑลทางการเมือง ซึ่งในด้านหนึ่งนับเป็นการลดทอนบทบาทของประชาชน ในกระบวนการคัดสรรและควบคุมอำนาจ แต่อีกด้านทำให้ภาคราชการมีการเมืองมากขึ้น ข้าราชการระดับสูงกลายเป็นนักการเมืองไปโดยปริยาย ขณะที่ระบบวุฒิสภาแต่งตั้งทำให้เกิดนักการเมืองนอกระบบ และแน่นอนที่ไหนมีการเมืองที่นั่นมีการแข่งขัน ทำให้เกิดความขัดแย้ง และความขัดแย้งในหมู่ผู้ปกครอง เคยนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองมาแล้วหลายครั้ง

 

 

Source : ‘เสกสรรค์’ ชี้ รัฐบาลทหารใช้นโยบายเศรษฐกิจ ชิง ‘อำนาจนำ’

Be the first to comment on "‘เสกสรรค์’ ชี้ รัฐบาลทหารใช้นโยบายเศรษฐกิจ ชิง ‘อำนาจนำ’"

Leave a comment

Your email address will not be published.


*