ธปท.คิกออฟ ‘คลินิกแก้หนี้’ เริ่ม 1 มิ.ย.

รับชมคลิปตัวเต็มได้ที่นี่ แม้สัดส่วนหนี้ครัวเรือน จะปรับตัวลดลงจากร้อยละ 81.2 ของจีดีพี เมื่อสิ้นปี 2558 มาอยู่ที่ร้อยละ 79.9 ณ สิ้นปี 2559 แต่ข้อมูลจากสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ้งภากรณ์ และบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ ยังพบว่า คนไทยเป็นหนี้เร็วขึ้น เป็นหนี้นาน และมีมูลหนี้สูง ธนาคารแห่งประเทศไทย จึงได้จับมือ 16 แบงก์พาณิชย์ จัดตั้ง “คลินิกแก้หนี้” เริ่มให้บริการ ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายนนี้      นายวิรไท  สันติประภพ  ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย  ยอมรับว่า ครึ่งหนึ่งของคนไทยอายุประมาณ 30 ปี  มีหนี้จากสินเชื่ออุปโภคบริโภค หรือ Personal Loan และหนี้บัตรเครดิต โดยกลุ่มคนวัยทำงานช่วงอายุ 29 ปี  มีหนี้เสียหรือค้างชำระเกิน 90 วัน มากถึง 1 ใน 5 ซึ่งยังไม่รวมหนี้นอกระบบ หนี้สหกรณ์ออมทรัพย์ หนี้กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา หรือ กยศ.   อีกทั้ง ปริมาณหนี้ต่อหัว ยังเร่งตัวขึ้น โดยเฉพาะคนที่อยู่ในช่วงอายุปลาย 20 เข้า 30 ปี และระดับหนี้ไม่ได้ลดลง แม้จะเข้าใกล้วัยเกษียณ สะท้อนปัญหาความมั่นคงในชีวิตโดยเฉพาะในเวลาที่ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัย  สถานการณ์หนี้ของคนไทยน่าเป็นห่วง เพราะร้อยละ 16 ของคนเป็นหนี้ หรือประมาณ 3 ล้านคน มีสถานะเป็นลูกหนี้เอ็นพีแอล ซึ่งต้องถูกเจ้าหนี้ติดตามทวงหนี้ และคนเหล่านี้มีจำนวนไม่น้อยที่ติดอยู่ในวงจรหนี้ ที่ต้องเร่งแก้ไข เพราะเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยการเป็นหนี้ โดยเฉพาะหนี้เพื่อการบริโภค ไม่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่ม และยากที่เศรษฐกิจ จะเติบโตไปข้างหน้าได้ อย่างยั่งยืน      ทั้งนี้ คลินิกแก้หนี้จะดำเนินการโดยบริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท หรือ บสส. ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางปรับปรุงโครงสร้างหนี้ รับชำระหนี้ รวมทั้งเป็นพี่เลี้ยง ให้คำปรึกษาและให้ความรู้ ส่งเสริมให้ลูกหนี้ปรับพฤติกรรม การใช้จ่ายเงินให้เหมาะสม   โดยโครงการจะเริ่มรับลงทะเบียน วันที่ 1 มิถุนายนนี้ เป็นต้นไป และในช่วงแรกจะรับเฉพาะลูกหนี้ที่ไม่มีหลักประกันของแบงก์พาณิชย์ ตั้งแต่ 2 รายขึ้นไป ซึ่งมีสถานะเป็นลูกหนี้ค้างชำระเกิน 90 วัน หรือเป็นลูกหนี้เอ็นพีแอล ก่อนวันที่ 1 พฤษภาคม 2560 ส่วนลูกหนี้เอ็นพีแอลของนอนแบงก์จะเป็นกลุ่มที่เข้าไปดูแลในลำดับถัดไป  ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างแก้ไขนิยามประเภทสถาบันการเงินที่ บสส


Next detail…. :

รับชมคลิปตัวเต็มได้ที่นี่

แม้สัดส่วนหนี้ครัวเรือน จะปรับตัวลดลงจากร้อยละ 81.2 ของจีดีพี เมื่อสิ้นปี 2558 มาอยู่ที่ร้อยละ 79.9 ณ สิ้นปี 2559 แต่ข้อมูลจากสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ้งภากรณ์ และบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ ยังพบว่า คนไทยเป็นหนี้เร็วขึ้น เป็นหนี้นาน และมีมูลหนี้สูง ธนาคารแห่งประเทศไทย จึงได้จับมือ 16 แบงก์พาณิชย์ จัดตั้ง “คลินิกแก้หนี้” เริ่มให้บริการ ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายนนี้   
 

นายวิรไท  สันติประภพ  ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย  ยอมรับว่า ครึ่งหนึ่งของคนไทยอายุประมาณ 30 ปี  มีหนี้จากสินเชื่ออุปโภคบริโภค หรือ Personal Loan และหนี้บัตรเครดิต โดยกลุ่มคนวัยทำงานช่วงอายุ 29 ปี  มีหนี้เสียหรือค้างชำระเกิน 90 วัน มากถึง 1 ใน 5 ซึ่งยังไม่รวมหนี้นอกระบบ หนี้สหกรณ์ออมทรัพย์ หนี้กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา หรือ กยศ.  

อีกทั้ง ปริมาณหนี้ต่อหัว ยังเร่งตัวขึ้น โดยเฉพาะคนที่อยู่ในช่วงอายุปลาย 20 เข้า 30 ปี และระดับหนี้ไม่ได้ลดลง แม้จะเข้าใกล้วัยเกษียณ สะท้อนปัญหาความมั่นคงในชีวิตโดยเฉพาะในเวลาที่ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัย 

สถานการณ์หนี้ของคนไทยน่าเป็นห่วง เพราะร้อยละ 16 ของคนเป็นหนี้ หรือประมาณ 3 ล้านคน มีสถานะเป็นลูกหนี้เอ็นพีแอล ซึ่งต้องถูกเจ้าหนี้ติดตามทวงหนี้ และคนเหล่านี้มีจำนวนไม่น้อยที่ติดอยู่ในวงจรหนี้ ที่ต้องเร่งแก้ไข เพราะเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยการเป็นหนี้ โดยเฉพาะหนี้เพื่อการบริโภค ไม่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่ม และยากที่เศรษฐกิจ จะเติบโตไปข้างหน้าได้ อย่างยั่งยืน   
 

ทั้งนี้ คลินิกแก้หนี้จะดำเนินการโดยบริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท หรือ บสส. ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางปรับปรุงโครงสร้างหนี้ รับชำระหนี้ รวมทั้งเป็นพี่เลี้ยง ให้คำปรึกษาและให้ความรู้ ส่งเสริมให้ลูกหนี้ปรับพฤติกรรม การใช้จ่ายเงินให้เหมาะสม  

โดยโครงการจะเริ่มรับลงทะเบียน วันที่ 1 มิถุนายนนี้ เป็นต้นไป และในช่วงแรกจะรับเฉพาะลูกหนี้ที่ไม่มีหลักประกันของแบงก์พาณิชย์ ตั้งแต่ 2 รายขึ้นไป ซึ่งมีสถานะเป็นลูกหนี้ค้างชำระเกิน 90 วัน หรือเป็นลูกหนี้เอ็นพีแอล ก่อนวันที่ 1 พฤษภาคม 2560 ส่วนลูกหนี้เอ็นพีแอลของนอนแบงก์จะเป็นกลุ่มที่เข้าไปดูแลในลำดับถัดไป  ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างแก้ไขนิยามประเภทสถาบันการเงินที่ บสส. จะเข้าไปดูแล  คาดว่าร่างกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าว จะประกาศใช้ได้ในปีนี้ 
 

 

Source : ธปท.คิกออฟ ‘คลินิกแก้หนี้’ เริ่ม 1 มิ.ย.

Be the first to comment on "ธปท.คิกออฟ ‘คลินิกแก้หนี้’ เริ่ม 1 มิ.ย."

Leave a comment

Your email address will not be published.


*